เวลาผ่านไปทั้งสามคนตอนนี้ก็ถูกพามายังบริเวณนึงของสำนัก บรรยากาศรอบๆชั่งแตกต่างจากอาคารที่พักแรกยิ่งนัก เพราะว่าเบื้องหน้าของพวกเขาตอนนี้คือบ้านพักขนาดไม่ใหญ่มากที่มีกำแพงสูงนับหลายเมตรตั้งตระหง่านปิดบังเอาไว้ แต่ละบ้านถูกแยกออกจากเป็นสัดส่วนจนทำให้เป็นสถานที่ๆมีความเป็นส่วนตัวกันสูงมาก
โดยปกติแล้วบ้านพักของศิษย์ระดับสองนั้นทุกคนที่อยู่ระดับหนึ่งก็โหยหามันนัก พวกเขาในแต่ละคนจะพยายามเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ระดับสองเพื่อให้ได้ความสะดวกสบายแบบนี้แถมทรัพยากรในการฝึกฝนก็ยังได้มากมายกว่าศิษย์ระดับหนึ่งถึงหลายเท่าอีกด้วย จึงทำให้ภายในสำนักจิตวิญญาณเกิดการแข่งขันกันอย่างหนักหนานัก
สือเหวยเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วก็ยื่นมือชี้ไปยังบ้านพักบริเวณนึง
"เอาละ หลังจากนี้ทั้งสามบ้านพักตรงนั้นจะเป็นที่พักของเจ้านับจากนี้ เสื้อผ้าหรือกฏเกณฑ์ต่างๆของสำนักอยู่ภายในตัวบ้านแล้ว ข้าไปละ"
ชายวัยกลางคนเมื่อแนะนำอธิบายคร่าวๆออกมาแล้วก็หายวับไปในทันที
ทั้งสามคนเมื่อเห็นว่าเขาไปแล้วก็มองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ ผู้อาวุโสคนนี้มีใจในการฝึกสอนศิษย์หรือเปล่าเนี่ยแถมทำเหมือนกับพวกเขาเป็นคนแปลกหน้าเลยยังไงยังงั้น
"ข้าเอาหลังนี้..!!"
หลินตงที่เห็นว่าได้เวลาแล้วก็เดินไปยังบ้านพักหลังซ้ายสุดในทันที ด้วยการที่เขาเป็นอันดับหนึ่งและแข็งแกร่งที่สุดในอีกทั้งสองคนทำให้เซินฮ่าวกับหลี่เทียไม่สามารถที่จะคัดค้านได้และเมื่อพวกเขาเห็นว่าหลินตงเลือกบ้านพักแล้วทั้งสองคนก็ตกลงกันว่าจะเลือกบ้านพักหลังไหน แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปภายใต้อาณาเขตบ้านของตนเอง
ภายในกำแพงเมื่อชายหนุ่มเข้ามาแล้วก็ดูจะประหลาดใจอยู่นิดๆ ภายในอาณาเขตของตัวบ้านถึงกับมีลานขนาดเล็กๆที่เอาไว้ใช้ฝึกฝนพลังยุทธหรือกระบวนท่าต่างๆ มีพืชพันธุ์ต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวขจีและบรรยากาศก็ดูสดชื่น พลังงานฟ้าดินก็ยังไม่ธรรมดาอีกด้วย มันหนาแน่นมากยิ่งกว่าตำหนักของศิษย์ระดับหนึ่งหรือภายนอกถึงหลายเท่า
"โอ้ ศิษย์ระดับสองจะได้เปรียบศิษย์ระดับหนึ่งน่าดูเลยน่ะ ว่าแต่ศิษย์หลักละจะเป็นยังไงกัน"
หลินตงเดินสำรวจรอบๆตัวบ้านและบ่นพึมพำออกมา ดูเหมือนว่าบ้านพักของเขาจะถูกติดตั้งม่านพลังเอาไว้ด้วย มันถูกปกคลุมไปทั่วทั้งตัวบ้านจนทำให้เขาได้รู้ว่านี้คืออะไร มันคือม่านพลังป้้องกันการตรวจสอบด้วยห้วงจิตสัมผัส ตราบใดที่มีม่านพลังนี้คนอื่นๆก็จะไม่สามารถใช้ห้วงจิตสัมผัสเข้ามาตรวจสอบคนที่อยู่ภายในบ้านพักนี้ได้
หน้าประตูบ้านพักชายหนุ่มค่อยๆใช้มือเปิดมันออกพร้อมกับปรากฏให้เห็นถึงบรรยากาศภายใน
และเมื่อเข้ามาในบ้านแล้วหลินตงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ภายในตัวบ้านมีห้องโถงขนาดใหญ่พร้อมกับเตียงนอนสีขาวและโต๊ะชั้นวางต่างๆที่ถูกเติมแต่งอย่างเรียบง่ายให้เหมาะสมกับการฝึกพลังยุทธ บนเตียงนอนมีชุดคลุมสีดำที่มีลวยลวดของสำนักถูกผับไว้อย่างเรียบร้อยพร้อมกับแผ่นป้ายไม้อันนึงที่ถูกวางเอาไว้บนชุดคลุมนั้น
หลินตงที่เห็นมันก็นั่งลงบนเตียงนอนพร้อมกับหยิบแผ่นป้ายขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ
นัยน์ตาสีแดงเพลิงสาดส่องไปยังแผ่นป้ายไม้ที่อยู่ในมืออย่างไม่วางตา ดูเหมือนว่านี้จะเป็นแผ่นป้ายแบบเดียวที่ผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณสร้างขึ้น
เขาค่อยๆส่งคลื่นพลังยุทธของตนเข้าไปตรวจสอบก็จะเห็นว่าภายในแผ่นป้ายไม้นี้ถูกบันทึกกฏเกณฑ์ต้องห้ามต่างๆของสำนักเอาไว้ ส่วนกฏของสำนักนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ตราบใดที่ไม่ฆ่ากันตายทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถทำได้ทั้งหมด การแข่งขัน การท้าประลองเพื่อชิงแต้มสำนักก็สามารถทำได้ในทันทีโดยที่ไม่ต้องยื่นเรื่องไปยังพวกผู้อาวุโส พวกเขาสามารถตกลงกันได้เองโดยที่ทั้งสองฝ่ายนั้นยินยอม
หลินตงเมื่ออ่านจบก็วางมันเอาไว้บนโต๊ะข้างๆหัวเตียงพร้อมกับพูดขึ้น
"ไม่มีปัญหา การจะหาแต้มทำได้หลายวิธีและวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการเดิมพันท้าประลอง ผู้ที่พ่ายแพ้ก็จะต้องให้แต้มสำนักผู้ชนะ ส่วนอีกวิธีนึงที่ทุกคนส่วนใหญ่ทำกันนั้นก็คือภารกิจของสำนัก"
เขาครุ่นคิดมันพร้อมกับวางแผนการณ์หลังจากนี้ว่าจะเอายังไงต่อ แต้มสำนักตอนนี้เขามีเพียงแค่ห้าสิบแต้มเท่านั้นและมันก็สามารถแลกวิชาระดับกลางได้เพียงแค่วิชาเดียวเท่านั้น ลืมบอกไปทักษะวิชาบ่มเพาะภายในทวีปชิงหลงนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ อันได้แก่ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูงและระดับสูงสุด โดยปกติแล้วทักษะวิชาระดับสูงสุดนี้ถือได้ว่าเป็นวิชาต่อสู้ระดับตำนานเลยก็ว่าได้แม้แต่สำนักจิตวิญญาณแห่งนี้ก็ยังไม่มีมัน
เรียกได้ว่าหายากสุดๆ ส่วนวิชามังกรเซียนของเขานั้นไม่ต้องพูดถึง ท่านอาจารย์ได้คิดค้นและสร้างมันพลางปรับปรุงมาตลอดทั้งชั่วชีวิต มันถูกเรียกว่าเป็นทักษะวิชาต่อสู้ที่ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดและสามารถพลิกแพลงกับสถานการณ์ต่างๆได้ทั้งหมด ถ้าจะวัดระดับขั้นของวิชาละก็คงจะไม่สามารถที่จะวัดมันได้อย่างแน่นอน
"ในเมื่อมีเวลาให้ฝึกฝนตั้งนาน ตอนนี้เราก็รีบเพิ่มพลังดีกว่า ตราบใดที่มีพลังการจะทำสิ่งต่างๆมันก็จะง่ายยิ่งขึ้น..!!"
หลินตงตอนนี้ยังไม่อยากที่จะออกไปไหนเขาจึงได้คิดที่จะฝึกฝนพลังก่อน ชายหนุ่มค่อยๆเอาหินลมปราณยุทธหลาบสิบก้อนออกมาวางไว้รอบๆพร้อมกับเอาเม็ดยาปรับแต่งจิตวิญญาณออกมา
ระหว่างนั้นเขาก็ยังไม่ลืมที่จะเอาเจ้าหมายเลขหนึ่งออกมาอีกด้วย สัญลักษณ์วงแหวนสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นที่พื้นห้องพร้อมกับมีร่างที่ใหญ่โตกว่าสามเมตรโผล่ออกมา เจ้าหมายเลขหนึ่งตอนนี้เหมือนจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสามเป็นที่เรียบร้อย เส้นขนสีน้ำตาลของมันเหมือนกับจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสีเงินแทบจะทั้งหมดแล้ว กล้ามเนื้อที่ดูกำยำก็ยิ่งดูแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น
"แฮ่กๆ"
เจ้าหมายเลขหนึ่งเมื่อออกมาก็ส่งเสียงหงิกๆ รีบเข้าไปออดอ้อนเจ้านายของตนอยู่ยกใหญ่ มันใช้ลิ้นขนาดเท่าฝ่ามือเลียใบหน้าชายหนุ่มไปมาจนทำให้ตัวของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำลายของมัน หลินตงที่โดนไปเช่นนี้ก็ถึงกับคิ้วกระตุก ให้ตายสิ ไอ้เจ้านี่มันจะเอาใจเข้าอะไรเช่นนี้ออกมาทีไรตัวของเขาก็ต้องเป็นแบบนี้ทุกที
เขาไม่รอช้าที่จะหยิบผ้าขนาดเล็กผืนหนึ่งออกมาจากแหวนมิติพร้อมกับใช้มันเช็ดใบหน้าของตนเอง
"เฝ้าไว้อย่างเช่นเดิม..!!"
หลินตงพูดจบก็นั่งขัดสมาธิขึ้น เขามองไปยังขวดยาบนฝ่ามือพร้อมกับใช้มืออีกข้างเปิดฝ่ามันออก พริบตานั้นกลิ่นอายของเม็ดยาระดับสองก็ฝุ้งกระจายออกมาจนตลบอบอวนไปทั่วทั้งห้อง ร่างกายของชายหนุ่มถึงกับเบาสบายเมื่อสัมผัสเข้ากับกลิ่นอายของเม็ดยานี้
เจ้าหมายเลขหนึ่งเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนจะฝึกฝนพลังอย่างจริงจังแล้วตัวของมันก็จะไม่ทำเป็นเล่นอีก มันค่อยๆนอนลงตรงบริเวณด้านล่างเตียงของชายหนุ่มเพื่อเฝ้าระวังในทันที ด้วยที่มันมีขนาดถึงสามเมตรจึงทำให้ตัวของมันแทบจะปิดบังเตียงที่อยู่ด้านหลังทั้งหมด
นัยน์ตาสีดำที่เป็นนักล่าเริ่มสาดส่องไปรอบๆห้อง มันจะไม่ยอมให้ใครได้เข้าใกล้โดยเด็ดขาด แม้แต่สัตว์อสูรก็ยังรับรู้ได้เลยว่าเวลาไหนของผู้ฝึกพลังยุทธที่จะเกิดอันตรายมากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นช่วงเวลาที่เขาซับซัมเม็ดยานั่นเอง เพราะถึงยังไงในช่วงเวลานี้ผู้ฝึกพลังยุทธก็จะไม่มีสติและจะถูกโจมตีได้อย่างง่ายดาย