คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 101 จิตใจว่างเปล่า ทว่าร่างกายกลับเต็มไปด้วยห่วงพันธนา

            

            “ข้ามั่นใจว่าเจ้าเป็นจิตมารของข้า!”

            เสียงกังวานของซูฉางอันดังขึ้นท่ามกลางมิติอันแสนว่างเปล่า

            ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเลือนรางอันแสนล่องลอยกลับค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้นก่อนใบหน้าที่ซูฉางอันคุ้นเคยเป็นอย่างดีจะปรากฏขึ้นตรงหน้า

            เป็นตัวเขาเอง...

            “เจ้ารู้ได้อย่างไร? ” ความว่างเปล่าที่แปลงกายจนมีรูปลักษณ์เหมือนกับซูฉางอันทุกประการถามขึ้นเช่นนั้นแต่เสียงของเขาฟังดูประหลาดเหลือเกิน ราวฝูงชนมหาศาลไม่ถ้วนกล่าวขึ้นพร้อมกันอย่างไรอย่างนั้น

            “รัก โลภ โกรธ หลง ล้วนเป็นมารด้วยกันทั้งสิ้น”

            “แต่นั่นไม่ใช่จิตมารของเจ้านี่”

            “แต่เจ้าบอกข้าว่าจิตใจของข้าว่างเปล่า เจ้าจึงไม่อาจสร้างจิตมารขึ้นได้เพราะตัวเจ้าก็เป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น”

            “ข้ามีหลายสิ่ง หลายเรื่อง และหลายคนอยู่ในใจ ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงบอกว่ามันว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่เลย แต่หากเจ้าบอกว่ามันมีเพียงความว่างเปล่าเช่นนั้นความว่างเปล่าก็เป็นหัวใจของข้า”

            “หัวใจของข้าเป็นความว่างเปล่า เจ้าเองก็ชื่อความว่างเปล่าเช่นกัน”

            “เช่นนั้น เจ้าก็คือจิตมารของข้า!”

            เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ พลันแสงดาราแสนเจิดจ้าระเบิดออกจากร่างของซูฉางอันเขาจำแสงนี้ได้ เป็นแสงดาวที่แทรกเข้ามาในร่างของเขาในคืนที่เขาผสานปราณดาราทั้งเก้าเข้าด้วยกันเดิมทีเขาคิดว่ามันกระจายหายไปจนหมดแล้ว คิดไม่ถึงว่าแสงเหล่านี้จะแฝงอยู่ในร่างของเขามาโดยตลอด

            จู่ๆ เขาก็รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

            แสงจากสายฟ้า พลังแห่งดาบ และเพลิงศักดิ์สิทธิ์พากันปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            เขาขมวดคิ้วลงต่ำ มือกระชับดาบมั่น ร่างผอมที่แฝงไปด้วยแสงสว่างแสนเจิดจ้าพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายดั่งพญาราชสีห์ออกล่าอย่างไรอย่างนั้น

             

           ไม่นานนี้ เมืองฉางอันเกิดเรื่องขึ้นมากมาย

            ยกตัวอย่างเช่นการแต่งงานระหว่างเทพนักรบแห่งแผ่นดินและลูกสาวของอัครเสนาบดีแห่งต้าเว่ย

            และยกตัวอย่างเช่น กวนอู่โหวแห่งตระกูลกู่จากแผ่นดินทางเหนือเข้าเฝ้ามหาจักรพรรดิในเมืองหลวง

            ยกตัวอย่างเช่นนักดาบในเจียงตง เริ่มเตรียมอาวุธสำหรับสงครามแล้ว

            เรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น

            ทว่าหากเทียบกับเรื่องที่สำนักเทียนหลานเปิดหอเชื่อมดาราอีกครั้งเรื่องเหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องเล็กที่ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง

            เพราะเหตุนี้ ฝานหรูเยว่จึงเคร่งเครียดและยุ่งมากในช่วงที่ผ่านมา

            ตั้งแต่ปรากฏการณ์ในวันนั้น ที่จู่ๆ ก็มีหอคอยที่สูงจนน่าตกใจโผล่ขึ้นกลางสำนักเทียนหลานนางก็รู้สึกเครียดมาโดยตลอด

            บรรดาชนชั้นสูงพยายามจะเข้ามาเยี่ยมเยือนสำนักด้วยเหตุผลและข้ออ้างต่างๆทว่าอวี้เหิงกลับไม่อนุญาต ซูฉางอันก็ไม่อยู่ ส่วนชิงหลุนยิ่งพึ่งไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงตกมาเป็นหน้าที่ของนางไปโดยปริยาย

            นางจำเป็นต้องทำใจแข็งปฏิเสธคนที่นางเคยเห็นว่ามีฐานะสูงส่งที่มาเยี่ยมเยือนสำนักคนแล้วคนเล่า

            เคราะห์ดีที่สำนักเทียนหลานมีบารมีของอวี้เหิงคอยคุ้มครองอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงส่งเพียงไหน ก็ไม่มีใครกล้าทำทีว่าจะบุกเข้ามาสักคนไม่เช่นนั้น ด้วยฐานะและพลังที่ฝานหรูเยว่มี เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะรั้งคนเหล่านั้นไว้ได้

            แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากอยู่ดีเพราะดูเหมือนแขกทั้งหลายจะมีความพยายามเป็นอย่างมากมาครั้งแรกไม่ได้ก็มาอีกเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นหลายวันมานี้เวลาทั้งหมดของฝานหรูเยว่จึงถูกใช้ไปกับการรับมือกับแขกเหล่านี้จนนางไม่มีเวลาว่างเหลือเลย

            นางเพิ่งส่งแขกอีกกลุ่มกลับไปจนสำเร็จ ในที่สุดก็มีเวลาว่างเสียที นางหันไปมองทางหอคอยสูงพลันความกังวลก็ปะทุขึ้นข้างในหัวใจ ซูฉางอันเข้าไปตั้งหลายวันแล้วและยังไม่ออกมาจนถึงบัดนี้ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากที่สุดก็คือหากซูฉางอันรู้ข่าวเรื่องนั้น เขาจะทำอย่างไรต่อไป...

            นางรู้ดีว่าเขามีนิสัยเช่นไร เขาจิตใจดีเกินไปดีจนกลายเป็นความโง่งมในสายตาผู้อื่น เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้

            แน่นอน ผู้ที่รู้สึกไม่ดี รวมไปถึงชิงหลุนด้วย

            นางนั่งอยู่กลางลานฝึกพลางใช้มือยันแก้มทั้งสองข้างในท่ามือเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย

            ซูฉางอันเข้าไปนานถึงสี่ถึงห้าวันแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ฝึกวิชากับนางนานถึงสี่ถึงห้าวันเช่นกัน

            ชิงหลุนไม่อาจทราบว่าหอเชื่อมดาราเป็นสถานที่เช่นไรเพราะหอเชื่อมดาราเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่หอดาราไม่อาจตรวจสอบและสำรวจได้เหตุนี้ นางจึงไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ซูฉางอันจะออกมาเสียที

            แต่ดาวอวี้เหิงกับจื่อเวยใกล้จะมอดลงเต็มที นางมีเวลาอีกไม่มากแล้ว ทำให้นางร้อนใจอย่างอดไม่ได้

            และเมื่อคิดถึงอวี้เหิง คิ้วคมพลันขมวดมุ่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

            เขาช่างเป็นคนที่ประหลาดเสียจริง ทั้งที่จะไม่ตายก็ได้และทั้งที่เขาเองก็ไม่อยากตาย แต่เหตุใดถึงดันทุรังจะไปตายแบบนี้เล่า

            นางไม่เข้าใจอวี้เหิงสักเท่าไรนัก

            และในตอนที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่ จู่ๆ แสงเจิดจ้าก็ปะทุขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

            นางลุกพรวดขึ้น มองไปที่แสงสว่างนั้นทันที

            เป็นหอเชื่อมดารานั่นเอง!

            นางหัวใจกระตุกวูบชิงหลุนรู้ดีว่านั่นเป็นสัญญาณว่าหอเชื่อมดารากำลังจะหายไปอีกครั้งแล้ว

            และเหตุผลที่ทำให้หอเชื่อมดาราหายไปอีกครั้ง มีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นคือหนึ่ง ผู้ที่ฝึกตนในนั้นผ่านการฝึกฝน และสอง ผู้ที่ฝึกอยู่ในนั้นไม่ผ่านการฝึกจึงต้องติดอยู่ในนั้นตลอดไป

            นางรู้สึกกังวลอย่างอดไม่ได้สำหรับผู้ที่ฝึกวิชาปลงรักจนมีระดับพลังสูงส่งเช่นนางความกังวลนับเป็นอารมณ์ที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย แต่ในที่สุดอารมณ์นั้นกลับปรากฏขึ้นในใจของนางอยู่ดีซึ่งนางวิเคราะห์ว่าอาจเป็นเพราะหากซูฉางอันตายในหอคอย นางจะไม่อาจจบบ่วงแห่งเหตุและผลได้นั่นเอง

            แต่ในขณะเดียวกัน นางกลับรู้ดีแก่ใจว่าการจบบ่วงแห่งเหตุและผลที่ดีที่สุดก็คือการสังหารคู่บ่วงเสีย

            เพราะบ่วงที่มีปลายเชือกเพียงฝั่งเดียวไม่อาจจัดเป็นบ่วงแห่งเหตุและผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงกรรมเท่านั้น

            ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้นี้ จู่ๆ ร่างของชิงหลุนก็หายวับไปทันทีเพียงเท่านั้น นางก็มาปรากฏอยู่ที่หน้าหอคอยแล้ว และในขณะนี้ นางกำลังเพ่งสายตาไปที่ภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตระหนก

            ดูเหมือนแสงที่ประกายเจิดจ้าออกมาจากหอคอยจะมีพลังน่าพิศวงบางอย่าง แม้แต่นางที่มีพลังสูงส่งยังไม่อาจมองทะลุเข้าไปในหอคอยได้

            “เป็นอย่างไรบ้าง? คุณชายซูออกมาหรือยัง?” เมื่อได้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นฝานหรูเยว่ก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนทันที แต่เพราะนางไม่อาจหายตัวเหมือนที่ชิงหลุนทำจึงเพิ่งวิ่งมาถึงเอาตอนนี้นั่นเอง

            “ยัง” ชิงหลุนส่ายหน้า ขณะที่เพ่งสายตาไปยังหอคอยสูงไม่วางตา

            หลังเวลาล่วงเลยไปประมาณสิบนาที ในที่สุดแสงเจิดจ้าก็ค่อยๆ สลายไป หอเชื่อมดาราที่มีขนาดมหึมาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยเช่นกันหอทั้งเจ็ด ได้แก่หอเทียนซู เทียนเสียน เทียนจี เทียนเฉียน อวี้เหิง ไคหยางและเหยากวง ก็กลับมาตั้งตระหง่านอยู่กลางสำนักอีกครั้ง

            ทุกสิ่งกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่าความสงบนี้กลับดูไม่สมจริงเอาเสียเลยราวมันเป็นเพียงความฝันก็ไม่ปาน

            และร่างที่ปรากฏขึ้นก็ทำลายความสงบ และความไม่สมจริงในครั้งนี้ลง

            เป็นร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เขาอยู่ในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นแลดูสะบักสะบอม ทว่าใบหน้าเย็นยะเยือก

            เขาถือดาบยาวที่ขาวประดุจหิมะเอาไว้ในมือซึ่งพลังแห่งคมดาบอันแสนคมเฉียบที่ข้างตัวดาบยังไม่จางหายไปราวผู้เป็นเจ้าของเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่ยากลำบากมาหมาดๆ เช่นนั้น

            เขาค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีทั้งสอง

            และแล้วดาบยาวก็ถูกเก็บกลับเข้าไปในฝัก ความเย็นยะเยือกที่อัดแน่นอยู่บนใบหน้าพลันสลายไปในพริบตา

            เขาวาดประกายรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก

            “ข้ากลับมาแล้ว” เขากล่าวเช่นนั้น

            ไม่ทันที่ฝานหรูเยว่กับชิงหลุนจะตอบสนองใดๆ กลับมา จู่ๆร่างของเขาก็อ่อนยวบ และล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

            ทันใดนั้น เสียงอุทานของสตรีทั้งสองก็ดังขึ้นที่ข้างหู ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจอย่างอัศจรรย์

            ในเมื่อมีพวกนางอยู่ แล้วหัวใจของข้าจะว่างเปล่าได้เช่นไรกัน?

            เขาคิดแบบนั้น ก่อนสติเฮือกสุดท้ายจะหมดไป

            เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ซูฉางอันก็นอนอยู่ในห้องที่แสนคุ้นเคยแล้ว

            เขาลุกขึ้นนั่ง จากนั้นมองทะลุหน้าต่างที่มุงด้วยกระดาษออกไปข้างนอกทว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับเป็นแสงแดดสว่างจ้า ทำเอาเขาจำต้องหรี่ตาลงอย่างลืมตัว

            เหมันตฤดูเริ่มทักทายเมืองฉางอันแล้ว แสงอาทิตย์เจิดจ้าเช่นนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆหรอกนะ เหตุนี้เขาจึงรู้สึกอารมณ์ดีไปด้วยเงาทมิฬและความหมองหม่นในหัวใจที่เกิดขึ้นเพราะคำพูดที่ความว่างเปล่าบอกกับเขาก็ถูกขจัดออกไปจนสิ้น

            เขาถอนสายตากลับมา จากนั้นสงบจิตสงบใจ เพ่งจิตไปที่ตันเถียนของตนเอง

            เมื่อนำไปเทียบกับก่อนหน้านี้ บัดนี้ ตันเถียนของเขานับว่ากว้างใหญ่ราวมหาสมุทรเลยทีเดียว

            และในบัดนี้ ตันเถียนที่กว้างใหญ่ไม่ต่างไปจากท้องทะเลของเขาก็มีดวงไฟหลายสิบดวงส่องประกายแสงอันน่าหลงใหลพลางหมุนวนอยู่ในนั้นอย่างสงบพวกมันส่องให้พื้นที่ภายในตันเถียนของเขาสว่างไสวและเปล่งประกายงดงามไม่ต่างไปจากท้องนภาในยามราตรี

            นั่นเป็นปราณดาราของเขา เป็นของรางวัลที่เขาได้รับจากหอเชื่อมดาราในฐานะที่ทำลายจิตมารได้สำเร็จ

            เขาลองนับอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง มันมีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดดวงด้วยกันซึ่งนั่นก็แปลว่าพลังของเขาเพิ่มระดับขึ้นไปมาก เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดก็ว่าได้เพราะในตอนนี้เขามีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งแล้วทว่าสิ่งที่ต้องพูดถึงอีกอย่างก็คือ เดิมทีปราณดาราของเขาก็แตกต่างไปจากผู้อื่นอยู่แล้วนั่นเอง...

            ปราณดาราของเขามีพลังของนักรบแห่งดาราจักรถึงสามคนทั้งยังมีความเข้าใจด้านพลังที่เขาบรรลุด้วยตนเองผสมอยู่ด้วยสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งไปกว่านั้นก็คือปราณดาราแต่ละดวงของเขาล้วนเกิดจากการรวมปราณดาราสิบดวงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้นนั่นจึงทำให้มันพิเศษและแตกต่างออกไป

            ยามที่เขามีปราณดาราเพียงดวงเดียว ในตอนนั้น เขาแข็งแกร่งจนสามารถรับมือกับยอดฝีมือหลายคนที่มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งได้แล้วยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขามีปราณดาราอยู่ในร่างมากถึงแปดสิบเอ็ดดวงด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ อย่าว่าแต่นักรบระดับไท่ยีเลยแม้แต่นักพรตทั่วไปที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพ หากต่อสู้กันจริงๆ เขาย่อมรับมือได้โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจเอาชนะเขาได้แน่นอน

            แต่สิ่งนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาได้รับ

            เพราะสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดีใจมากที่สุดก็คือ บัดนี้เขาเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับมารในใจของตัวเองอย่างซึ่งๆ หน้า และการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตใจนี้เป็นสิ่งที่นักพรตทั้งหลายใฝ่ฝันไม่ต่างกัน

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็ขับเคลื่อนพลังวิญญาณในร่างขึ้นเล็กน้อยเพียงเท่านั้น กระแสแห่งพลังอันมหาศาลก็ครอบคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ในพริบตา

            เขาระเบิดความดีใจขึ้นทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด เขารู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้การเป็นนักดาบเช่นมั่วทิงอวี่และฉู่ซีฟงไปอีกขั้นแล้ว

            ในขณะที่เขาลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อเตรียมจะไปทดสอบพลังในลานฝึกอย่างอารมณ์ดีอยู่นั้น จู่ๆ ร่างเงาสีเหลืองก็เดินเข้ามาหาภายในห้อง

            เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนรวมไปถึงถ้วยซุปที่อีกฝ่ายถือเข้ามาอย่างระมัดระวังเต็มๆ ตาซูฉางอันพลันหน้าถอดสี

            “คุณชายซู ท่านฟื้นแล้วรึ? ” ทันทีที่วางถ้วยในมือลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังฝานหรูเยว่ก็พบว่าซูฉางอันมายืนอยู่เบื้องหลังตนเสียแล้ว ทำให้นางระเบิดความดีอกดีใจขึ้นมาทันที

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพะอืดพะอมและในตอนที่เขาเตรียมจะหาข้ออ้างเพื่อหนีออกไป ฝานหรูเยว่ก็ยื่นถ้วยยาน้ำมาที่เบื้องหน้าของเขาเสียก่อน

            “นี่เป็นยาบำรุงสำหรับคุณชายซูที่ข้าทำอยู่นาน คุณชายซูท่านรีบกินตอนที่มันยังร้อนๆ อยู่เถอะ” ฝานหรูเยว่บอก

            ซูฉางอันมีสีหน้าพะอืดพะอมมากขึ้นในพริบตา เขากลอกตาอย่างพยายามหาทางออกพยายามจะหาทางหนีออกไปจากที่นี่แต่เมื่อเหลือบมาเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของฝานหรูเยว่ เขาก็ใจอ่อนยวบและรับยาน้ำไปจากนางอย่างลืมตัว

            ซูฉางอันกัดฟัน ลองชิมยาน้ำในถ้วยดูทว่ารสชาติที่ส่งผ่านปลายลิ้นกลับทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที

            “เป็นอะไรไป? ไม่อร่อยรึ? ” ฝานหรูเยว่ถามอย่างรีบร้อน

            อร่อยหรือไม่ เจ้าไม่เคยลองชิมเลยรึ? ซูฉางอันคิดเช่นนั้นในใจ แต่กลับไม่อาจทำใจเอ่ยออกไปตรงๆ ได้

            “เปล่า แค่ร้อนไปหน่อยเท่านั้น” เขาแลบลิ้น แล้วใช้มือพัดวีเล็กน้อย

            เมื่อได้เห็นท่าทางของอีกฝ่าย ฝานหรูเยว่ก็หัวเราะพลางยกมือป้องปากจากนั้นจึงพูดระคนตำหนิขึ้น “คุณชายซูก็จริงๆ เลย โตขนาดนี้แล้ว ยังดื่มยาน้ำราวกับเด็กๆอยู่อีก”

            ซูฉางอันส่งยิ้มให้ฝานหรูเยว่ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะพูดบางอย่างออกมาจู่ๆ ก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากนอกสำนักเสียก่อนขนาดห้องของเขาอยู่ห่างจากประตูสำนักมากขนาดนี้ เขายังได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดแจ๋ว

            “ข้างนอกนั่นกำลังทำอะไรกันน่ะ? ครึกครื้นกันเสียจริง”ซูฉางอันถามด้วยความสงสัย

            ทว่าจู่ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของฝานหรูเยว่กลับสลายไป นางก้มหน้าลงต่ำแล้วตอบกลับไปด้วยท่าทางหมองซึม

            “วันนี้เป็นวันมงคลของเป่ยทงเสวียนกับซือหม่าฉางเสว่ เกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงกำลังแห่ขบวนวิวาห์รอบเมืองอยู่ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นชนชั้นสูงของแผ่นดินต้าเว่ย ย่อมต้องจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นธรรมดา” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405