จักรพรรดิกระบี่โอสถ

    บทที่ 49 — กระบวนท่าขั้นกลาง

    หลังจากการฝึกวิชาประสานรากปราณในวันแรกผ่านไป กลุ่มของเซียฉินก็เริ่มเข้าสู่ช่วงฝึกขั้นต่อไป

    “กระบวนท่าขั้นกลาง” ซึ่งถือเป็นการประเมินระดับสูงสุดของศิษย์ภายในระดับต้น หากฝึกได้สำเร็จ

    จะได้รับป้ายอนุญาตเข้าสู่การเรียนการสู้รบจริงในสนามฝึกชั้นล่างของหอขั้นกลาง

    เช้าวันถัดมา ลานฝึกกึ่งกลางของหอฝึกเต็มไปด้วยพลังอัดแน่น บรรยากาศต่างจากวันที่แล้วโดยสิ้นเชิง

    ศิษย์ทุกคนสวมชุดฝึกประจำสายของตน กระบี่ หอก ยันต์ และโอสถวางเรียงกันราวกับสนามสงครามจำลอง

    อาจารย์ผู้ฝึกสอนกระบวนท่าขั้นกลางคือ "อาจารย์ลู่ซาน" ผู้เคยเป็นศิษย์ภายในลำดับหนึ่งเมื่อสามปีก่อน

    มีฉายาว่า "มือกระบี่สายฟ้า" ชายหนุ่มผมยาวผูกไว้สูง ใบหน้าคมคาย และแววตาเฉียบขาดราวกระบี่ที่ชักออกครึ่งหนึ่ง

    เขายืนอยู่หน้าลาน พลางพูดเสียงเรียบแต่ก้อง

    "วันนี้ ข้าจะสอนพวกเจ้าแค่หนึ่งท่า — แต่หากเข้าใจได้ มันจะช่วยชีวิตเจ้าได้มากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง"

    เขาเงื้อดาบออกมาช้า ๆ แสดงท่วงท่าอย่างแม่นยำ พลังปราณไหลเวียนรอบตัวราวสายฟ้าที่ซัดย้อนเข้าหาศัตรู

    "ชื่อของมันคือ 'กระบี่ไหลกลับ' — เทคนิคสะท้อนการโจมตีโดยใช้แรงของศัตรูกลับไปหาตัวมันเอง"

    ท่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การปัดป้อง แต่มันต้องอาศัยจังหวะ สายตา ความมั่นคงของกายและความเชี่ยวชาญในการควบคุมปราณอย่างลึกซึ้ง

    ระหว่างที่อาจารย์สาธิตกระบวนท่าบนแท่นไม้ ศิษย์มากมายต่างพยายามจดจำและเลียนแบบ

    บางคนฝืนใช้แรงจนหกล้ม บางคนหมุนกระบี่ผิดทิศ มีแม้กระทั่งศิษย์บางคนที่พลังไหลย้อนเข้าตัวจนชักกระบี่หลุดมือ

    เซียฉินจับกระบี่แน่น ปรับท่วงท่าตามที่เห็น เขาไม่ได้เร่งรีบ แต่ค่อย ๆ ทดลองขยับกระบี่ตามแรงลม

    จนกระบี่เคลื่อนไปในจังหวะหมุนที่คล้ายกับสิ่งที่อาจารย์ลู่ซานแสดง

    ไป๋อี้หานยืนใกล้ ๆ มองด้วยความประหลาดใจ

    "เจ้านี่...เคลื่อนกระบี่เหมือนเต้นกับลมเลยนะ"

    "ข้าลองเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่การสู้...แต่คือการตอบรับกับสิ่งที่เข้ามา"

    หลินซือเหยา ซึ่งฝึกใกล้ ๆ พยักหน้าช้า ๆ "ท่าที่เซียนหญิงใช้ในอดีตก็อิงกับธรรมชาติ เจ้าทำให้ข้านึกถึงเรื่องนั้น"

    อีกฟากหนึ่งของลานฝึก

    เสียงกระบี่ฟาดลมดังสนั่นจากกลุ่มศิษย์ที่ไม่ได้ปรากฏตัวร่วมฝึกตลอดหลายวันก่อน

    หยูซ่งกลับมาแล้ว — พร้อมกลุ่มของเขาที่ต่างอยู่ในชุดศิษย์ภายในใหม่เอี่ยม

    ใบหน้าของหยูซ่งยังคงมีรอยแผลจากการฝึกในป่าก่อนหน้า แต่แววตาของเขาไม่ลดความโอหังลงเลยแม้แต่น้อย

    "เห็นว่าเจ้าพวกนั้นผ่านการทดสอบรวมกลุ่มได้? ช่างน่าสมเพชจริง ๆ... ใช้สิบคนถึงจะทำได้"

    เพื่อนสนิทของเขา หวังจิ่นเฉิง แสยะยิ้ม "แต่พวกเราผ่านมาโดยไม่ต้องรอการรวมกลุ่มเลยนะ ได้สิทธิพิเศษจากพี่ชายของเจ้าโดยตรง"

    "แค่นั้นไม่พอหรอก" หยูซ่งกล่าวเสียงเรียบ "ข้าจะให้ทุกคนรู้ว่า ศิษย์ภายในของตระกูลหยู...ไม่ได้มีดีแค่ปาก"

    กลุ่มของหยูซ่งเริ่มฝึกท่ากระบี่ของตนเอง ท่ากระบี่ของพวกเขาแม่นยำ รุนแรง ราวกับคมฟันของสัตว์ร้าย

    และหลายครั้งพวกเขาจงใจใช้แรงกระแทกเสียงดัง ทำให้ศิษย์คนอื่นเสียสมาธิ

    ในบ่ายวันเดียวกัน

    ขณะที่การฝึกของศิษย์ใหม่ยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เสียงระฆังของสำนักก็ดังขึ้นสองครั้งติดกัน

    เป็นสัญญาณว่า "มีผู้มาเยือนจากสำนักภายนอก"

    ศิษย์และอาจารย์หลายคนหยุดกิจกรรมชั่วครู่ ก่อนจะเห็นกลุ่มผู้มาเยือนก้าวเข้าสู่ลานฝึก

    พวกเขาสวมชุดคลุมสีเข้ม ปักตราสำนักเทียนหลงบนแขนเสื้อ

    แต่ครั้งนี้ ไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์คัดเลือกทันที หากแต่เป็นการ "เยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนระหว่างสำนัก"

    ตัวแทนหญิงของสำนักเทียนหลงชื่อว่า “เซี่ยซูหลาน”

    เป็นศิษย์ภายในระดับกลางที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่พลังล้นทะลักจากฝีเท้าทุกย่างก้าว

    “ข้าจะอยู่ที่นี่หนึ่งเดือน เพื่อร่วมฝึกกับศิษย์ชิงเหอและให้คำแนะนำเรื่องการฝึกเวทขั้นพื้นฐานแก่ผู้มีพรสวรรค์”

    เธอกล่าวเสียงเรียบขณะมองไปรอบสนาม

    แม้คำพูดจะสุภาพ แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างในน้ำเสียงของนาง

    “ข้าอยากเห็นว่าศิษย์ชิงเหอที่พวกเจ้าภูมิใจกัน...ฝึกกันถึงระดับไหนแล้ว”

    ข่าวการมาของเซี่ยซูหลานแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ศิษย์ชั้นล่างหลายคนเริ่มตื่นตัว และแน่นอน...รวมถึงกลุ่มของหยูซ่ง

    "ศิษย์จากสำนักระดับสามมาเหยียบถึงนี่...ดีเลย ข้าจะให้พวกนั้นรู้ ว่าชิงเหอไม่แพ้ใคร" หยูซ่งเอ่ยเสียงดัง พร้อมกับฝึกกระบี่เร็วขึ้นอีกเท่าตัว


    คืนนั้นเอง

    เซียฉินนั่งนิ่งใต้ต้นไผ่หน้าเรือนพัก จ้องมองปลายกระบี่ของตนที่สะท้อนแสงจันทร์

    ไป๋อี้หานเดินมาหยุดข้าง ๆ พร้อมยื่นขวดชาให้

    "เจ้าคิดอย่างไรกับศิษย์จากเทียนหลง?"

    เซียฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ

    "ถ้าเราได้เรียนรู้จากผู้ที่อยู่สูงกว่า...นั่นก็ดี แต่อย่าลืมว่า ทางของเราไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร"

    ไป๋อี้หานหัวเราะเบา ๆ "ข้าคิดว่าเจ้าจะพูดอะไรแบบนั้นแหละ... เพราะเจ้าน่ะ ดื้อที่สุดในกลุ่ม"