รินยืนมองเปลวเพลิงสีส้มแดงที่ร่าเริงแผดเผาทุกสิ่งสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตที่สั่นระริก เธอจำความร้อน กลิ่นไหม้ของิั และควันดำหนาทึบที่สูดเข้าไปในปอดก่อนจะวิ่งหนีเตลิดออกมากลางพายุฝน
เช้าวันต่อมา... ท่ามกลางกองซากปรักหักพังสีดำและศพสามศพที่ไหม้เกรียม ชาวเมืองพบตัวรินที่กำลังวิ่งหนีออกมา ข่าวลือจึงสะพัดไปทั่วว่าเด็กหญิงกำพร้าตัวน้อยคนนี้เป็คนเผาบ้านและฆ่าน้าตัวเองเพื่อระบายความแค้น
รินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิ่งหนีสุดชีวิตเข้าไปในเขตป่าซิลเวน ป่าต้องห้ามที่ชาวบ้านหวาดกลัวคำสาป เธอเดินฝ่าสายฝนหนาวเหน็บที่ตกกระหน่ำตลอดวันตลอดคืน ร่างกายเล็ก ๆ ถูกกิ่งไม้บาด เท้าเปล่าแตกมีเืซึม และไข้สูงเริ่มเข้าจู่โจมจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน
ในที่สุด รินทรุดกายลงนอนคู้ใต้ชะง่อนหินผุ ความหนาวเหน็บชากัดกินกระดูก และเธอรู้สึกได้ถึงสติที่กำลังจะหลุดลอย สำหรับเด็กน้อยวัยแปดขวบ เธอรู้สึกถึงความเงียบสงบอย่างประหลาด
*ถ้าฉันตายตรงนี้... ก็คงไม่มีใครต้องเห็นฉัน ไม่มีใครด่าฉันว่าไร้อีกต่อไปแล้วนะ*
"เธอเป็อะไรหรือเปล่า?"
น้ำเสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างแท้จริงดังขึ้นกลบเสียงฝน รินสะดุ้งสุดตัว พยายามถอยร่นไปชนผนังหินชื้นตามสัญชาตญาณ ดวงตาสีเทาหรี่มองเด็กหญิงตัวน้อยอีกคนที่ก้าวเข้ามาใต้ชะง่อนหิน เด็กหญิงคนนั้นมีดวงตาสีเขียวอ่อนสดใสเหมือนใบไม้ผลิ—นั่นคือเอวาในวัยหกขวบ
เอวาไม่มีความหวาดกลัวเนื้อตัวที่เลอะเปื้อนโคลนดำหรือเขม่าไฟของรินเลย เธอย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้นโคลนชื้นแฉะโดยไม่สนใจว่ากระโปรงผ้าลินินสีสะอาดจะเปรอะเปื้อน และยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่แก่สลักลายใบไม้รูปหัวใจและดอกไม้ป่าส่งให้ตรงหน้า
รินแยกเขี้ยวและส่งเสียงขู่ต่ำเหมือนลูกสัตว์ป่าาเ็ "ไปให้พ้น! อย่ามามองฉัน! อย่ามาจับฉันนะ!"
แต่เด็กหญิงพฤกษากลับไม่หนี เธอยิ้มละมุน แววตามั่นคงไม่หวั่นไหว "ดื่มน้ำก่อนนะ... ตัวเธอร้อนจี๋เลย ปากก็แห้งด้วย ดื่มน้ำนี่แล้วจะดีขึ้นนะ"
ความกระหายน้ำแสนทรมานที่สะสมมาหลายวันบวกกับกลิ่นหอมสะอาดของดอกพรีไนท์จากตัวเอวาละลายเกราะป้องกันของรินลง รินคว้ากระบอกน้ำไม้ไผ่มาดื่มอย่างหิวกระหาย น้ำสะอาดเย็นฉ่ำไหลลงลำคอแห้งผากชุบชีวิตเธอขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อดื่มเสร็จ รินถือกระบอกน้ำไว้บนตัก นิ้วเล็ก ๆ ลูบไล้ตามรอยแกะสลักรูปใบไม้และดอกไม้ ลายมือนั้นไม่เรียบเนียนนักแสดงถึงฝีมือแกะสลักของเด็กหญิงตรงหน้าเอง
"ฉันชื่อเอวา..." เด็กน้อยเอ่ยพร้อมยื่นฝ่ามืออุ่นๆ มาแตะหน้าผากรินเบาๆ "เธอปลอดภัยแล้วนะ อยู่ตรงนี้กับฉันเถอะ"
ััอุ่นชื้นจากฝ่ามือน้อยๆ ของเอวาเป็ความรักครั้งแรกที่รินเคยได้รับในชีวิต มันไม่ใช่ััเพื่อทำร้าย สั่งการ หรือตักตวงผลประโยชน์ แต่มันคือการโอบอุ้มเยียวยาด้วยความอบอุ่นบริสุทธิ์ น้ำตาที่สะสมมานานร่วงเผาะ รินเผลอซบหน้าผากเข้ากับฝ่ามือนั้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบๆ ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นเยียวยาใจ
แต่ความอุ่นนั้นกลับแสนสั้นดุจภาพฝัน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนสวมเกราะเหล็กสีดำและผ้าคลุมหนาทึบดังขึ้นรายล้อมชะง่อนหิน กลิ่นอายความตายที่เหน็บหนาวแผ่ซ่านเข้ามา พวกมันคือทหารลาดตระเวนของสภามืด ที่สืบร่องรอยพลังแฝงเร้นของ "เด็กกาลกิณีผู้รอดจากกองเพลิง" จนตามมาพบ
"เจอตัวแล้ว... เด็กที่มีเวทมนตร์พฤกษาศิลาแฝงเร้นตามที่มาสเตอร์ซีลอนสั่ง จับตัวไปซะ" หัวหน้าทหารสั่งเสียงเรียบเ็า
รินใสุดขีด พยายามผลักเอวาออกห่างเพื่อไม่ให้โดนลูกหลงไปด้วย "หนีไป เอวา! วิ่งหนีไป!"
มือเหล็กขนาดใหญ่คว้าตัวรินขึ้นจากพื้น รินสู้สุดใจกัดข้อมือทหาร ดิ้นรน เตะ ถีบ แต่อาวุธเหล็กของผู้ใหญ่แข็งแกร่งเกินไป เธอถูกหิ้วลอยขึ้นสูง กระบอกน้ำไม้ไผ่ร่วงหลุดมือจมลงในโคลน
"เอวา!" รินกรีดร้องเสียงหลงขณะถูกลากตัวเข้าไปในแนวป่ามืดครึ้ม
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นผ่านม่านฝนคือน้ำตาของเด็กหญิงเอวาที่ล้มคลุกดิน ยื่นสองมือมาหาเธอและร้องไห้อย่างเ็ป โดยในมือน้อยๆ ของเอวากำเชือกข้อมือถักเส้นเล็กที่รินทำตกไว้แน่น
รินถูกพาตัวเข้าสู่เบ้าหลอมอันโหดร้ายของสภามืดั้แ่วันนั้น... แต่ยี่สิบปีท่ามกลางการทรมานและงานลอบสังหารสีเื มีเพียงความทรงจำเดียวที่ป้องกันไม่ให้ิญญาของเธอกลายเป็หินแกรนิตไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่หน้าผู้ทรมาน ไม่ใช่ความแค้นต่อโลก
แต่เป็... กลิ่นดอกพรีไนท์ ััอุ่นจากมือเล็กๆ และสัญญาใจผ่านกระบอกน้ำไม้ไผ่สลักลายของเด็กหญิงเอวา
---
"พี่รินฮะ... พี่ริน! ฟังอยู่หรือเปล่าฮะ?"
เสียงของพิปดึงรินกลับสู่ปัจจุบันขณะ แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งให้รอบด้านตกอยู่ในความมืดสลัวและแสงตะเกียงน้ำมันในหมู่บ้านเริ่มส่องแสงสีส้มอุ่น สายลมเย็นยามค่ำคืนของหมู่บ้านพฤกษาพัดผ่านมา
รินลูบหัวเ้าหยก แสร้งทำน้ำเสียงให้ราบเรียบตามปกติ "ดึกแล้ว พิป กลับไปที่หอนอนซะ พวกผู้ใหญ่จะตามหาเธอ"
"ฮะ ขอบคุณสำหรับเื่เล่าฮะพี่ริน!" พิปยิ้มร่าลุกขึ้นยืน เด็กคนอื่นๆ โบกมือลาแล้ววิ่งกลับบ้าน รินมองตามแผ่นหลังเล็กๆ วิ่งเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านเรือนทีละคน
เมื่อลานหินกลับมาเงียบสงบ รินจึงเงยหน้าขึ้นมองระเบียงเรือนยาอีกครั้ง... ทว่าความว่างเปล่าต้อนรับเธอ เอวาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ไฟตะเกียงด้านในดับลง
ความรู้สึกโหวงเหงาจางๆ กัดกินอก รินขยับตัวลุกขึ้นยืน จัดระเบียบสายรัดคันธนูสะพายหลัง "ไปกันเถอะ เ้าหยก... คืนนี้มีลาดตระเวนชายแดนป่า"
แมวั์ลิงก์ยืนขึ้นบิดี้เีและร้องครางต่ำ มันก้าวเดินเคียงคู่กับเธอเข้าสู่แนวป่ากระซิบอันมืดครึ้ม โดยรินไม่มีวันรู้เลยว่า... การลาดตระเวนในค่ำคืนนี้ จะเป็จุดเริ่มต้นที่ดึงความมืดในอดีตกลับมาทวงสัญญา และเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเธอกับเอวาไปตลอดกาล