เมื่อกลับถึงชั้นห้า ทั้งผมและอิสราก็แยกย้ายเข้าห้องส่วนตัวเพื่อใช้สมาธิเขียนข่าวของตนเองทักษะการจับใจความที่สั่งสมมานานทำให้ทำงานราบรื่นยิ่งขึ้นผมคิดขั้นตอนการทำงานขึ้นเองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่นั่งบนรถแท็กซี่ เริ่มจากการใช้เอไอช่วยถอดบทสัมภาษณ์ที่เป็นคำพูดออกมาทั้งหมดแล้วช่วยบรรยายภาพเหตุการณ์ในวีดีโอมาเป็นร้อยแก้วเหมือนเขียนนิยายซึ่งกำหนดความยาวไม่ให้เกินสองหน้ากระดาษเอสี่ จะได้ไม่ยาวจนเกินไปจากนั้นก็ใช้ทักษะการอ่านจับใจความของผม สรุปออกมาเป็นข่าว ๆ หนึ่งแม้ไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ผมมั่นใจว่าใจความครบถ้วนแน่นอน เมื่อเสร็จก็ส่งไฟล์เข้ากลุ่มอิสราใช้เวลา 30 นาทีก็รวบรวมเข้ากับส่วนของเธอ แล้วส่งฉบับสมบูรณ์ให้ทีมบรรณาธิการเสร็จก่อนสี่โมงเย็นไม่ต้องรอให้ถึงเช้าวันรุ่งขึ้นอันเป็นเวลาจวนตัวผมจึงไม่ต้องใช้เวลาที่เหลือหนึ่งชั่วโมงย้ายไปทำงานอีกตึกเพราะงานเสร็จก่อนเวลาเลิกงานส่วนตัว
โชคดีที่วันต่อ ๆมาพวกเราไม่มีใครไม่สบายทั้งที่ตากฝนมาพอสมควรในช่วงท้ายอิสราบอกว่าเธอรู้สึกตัวร้อนแค่วันเดียวก็หายอาจเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสที่เข้าไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนบนผมได้แต่เหลือกตามองบนขณะฟังเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เชิงลึกนั้น แม้ว่าเราสองคนจะเคยทำงานร่วมกันและเจอเหตุการณ์หลายอย่างร่วมกันมา แต่แล้วชีวิตประจำวันก็หวนคืนสู่วังวนเดิมแม้อิสราจะพูดคุยกับผมบ่อยครั้งขึ้นแต่ก็ดูไม่ได้แสดงความสนใจเกินเลยกว่าเพื่อนร่วมงานเราสองคนต่างแยกย้ายกันทำงานของตนเอง บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องงานมีเรื่องอื่นแทรกมาบ้าง ผมไม่มีโอกาสรับดิวเดียวกับอิสราอีก
ตอนเที่ยงของวันศุกร์ผมสั่งเมนูอาหารล่วงหน้าผ่านแอปซัมอินไซด์ จึงไม่ต้องมานั่งรอที่โรงอาหารด้านล่างเมื่อสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้นจากมือถือ ผมก็จะลงลิฟต์ไปชั้น B5 ผมไม่เคยใช้ตัวเลือกของการบริการโดรนส่งอาหารเพราะมีค่าบริการแพงพอๆ กับอาหารจานหนึ่ง หรือใช้บริการจองที่นั่งในโรงอาหารซึ่งทำได้เลยจากในแอปซึ่งมีค่าใช้จ่าย 100 บาท ผมกะว่าถ้าไม่มีที่นั่งก็จะเอากลับไปกินบนห้องเหมือนสมัยที่ทดลองงานใหม่ๆ ผมเพิ่งรู้จักความสามารถใหม่นี้ได้ไม่นานเพราะปกติชอบซื้อกินจากร้านด้านนอกมากกว่า ตั้งแต่เจอสหายนินทารอบก่อนทำให้ผมเข็ดขยาดที่จะไปนั่งในสถานที่คนพลุกพล่าน
ปรากฏว่าวันนี้มีที่นั่งเพราะอิสราเห็นผมเดินผ่านมาเลยเรียกไปนั่งด้วย ตอนแรกผมก็รู้สึกดีใจแกมกังวล กลัวจะเป็นเป้าสายตาของการซุบซิบทว่ารฐรักษ์เพื่อนสนิทเธอก็นั่งอยู่ด้วย จึงไม่น่าเป็นไร ผมนั่งตำแหน่งหัวโต๊ะแล้วโบกมือทักทายเธอ แม่บ้านสาวได้แต่พยักหน้าอมยิ้มน้อย ๆ ให้ผมก่อนหันไปฟังอิสราพล่ามต่อ
“สุธีราทำเกินไปไม่น่าเผลอไปด่า ปกรณ์ แบบนั้นเลย” อิสราแสดงสีหน้าไม่พอใจ ขณะคุยจ้อกับรฐรักษ์เพื่อนสนิท
“สุธีราเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว เหมือนเป็นภูเขาไฟที่พร้อมปะทุได้ทุกเวลาแต่ก็ปิดบังไม่ให้ปกรณ์รู้มาตลอด” รฐรักษ์อธิบายด้วยน้ำเสียงใส่อารมณ์เต็มที่แล้วยกตัวอย่างสถานการณ์ประกอบเหตุผลสองสามอันที่ผมฟังไม่เข้าใจคลับคล้ายคลับคลาว่าเพื่อนอิสราจะภูมิอกภูมิใจที่วิเคราะห์ได้เป็นฉาก ๆ
“เป็นอะไรรึเปล่าดูท่านไม่เห็นค่อยพูดจา หรือว่ายังโกรธเราอยู่” อิสราถามผมอย่างไม่ตั้งตัว
“เปล่าหรอกเราง่วงเฉย ๆ เมื่อคืนนอนดึก” ผมทำทีหาวไปด้วย เข็ดขยาดการพูดแล้วหลุดแฉตนเองช่วงนี้เผลอใช้คำพูดแปลก ๆ สำหรับคนยุคนี้บ่อยอีกทั้งเรื่องที่อิสราคุยกับรฐรักษ์ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายความสนใจของผม
ผมรู้ว่าบทสนทนาของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องจริงแต่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครในนิยายที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้เรื่อง ถ้าเราไม่ไปยืนอยู่ตรงนั้นก็ดีสินะผมเคยเห็นหน้าปกแค่ผ่านตาเป็นภาพคล้ายการ์ตูนตาใสแบบยุคก่อนซึ่งมีการโปรโมทว่าเป็นนิยายทำมือ 100% ภาพปกก็วาดมือ ใช้เป็นจุดขายท่ามกลางสังคมที่ใช้เอไอสร้างเรื่องกันจนเป็นปกติ ตั้งแต่หน้าปกโครงเรื่อง ไปจนบทบรรยาย และบทสนทนาแต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจมากกว่าคือสามารถสร้างหนังทั้งเรื่องโดยใช้เอไอได้ เพียงกดแค่ไม่กี่คลิกธรณีเล่าว่าตลาดวงการบันเทิงนี้เป็นหนึ่งในตลาดที่โดนปัญญาประดิษฐ์แย่งงานมากที่สุดใครไม่แน่จริงก็อยู่ไม่ได้ ผู้ที่อ่อนแอก็ต้องแพ้ไป
{ เคยถามธรณีว่าไม่มีการต่อต้านบ้างเหรอก่อนที่ผมจะทะลุมิติมาในยุคนี้ก็มีข่าวการชุมนุมประท้วงต่อต้านเอไอบ่อยๆ ผมจำข่าวที่สมาคมนักเขียนบทอเมริกานัดหยุดงานประท้วงในปี 2007 ได้ ซึ่งมีประเด็นหลักคือคงอัตราจ้างงานและกังวลเรื่องเอไอนำผลงานตนมาใช้ในเรียนรู้ซึ่งกลายเป็นการลอกงานทางอ้อมในตอนนั้นมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์เพื่อนผมเล่าว่าหลังจากนั้นยังมีอีกหลายครั้งในช่วงการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ เช่นในปี 2023 ปี 2030 และก็ครั้งใหญ่ในปี 2038 สุดท้ายจบลงที่มนุษย์ไม่สามารถต้านทานการมาถึงของเอไอได้อัตราจ้างของนักเขียนจะถูกกำหนดด้วยค่าแรงที่ควรได้รับซึ่งไม่สนใจว่าจะเขียนเองหรือใช้เอไอช่วยเพราะไม่ต่างกันส่วนประเด็นการป้องกันการลอกเลียนผลงานไม่สามารถทำได้จริงเพราะข้อมูลใดก็ตามเมื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตแล้วจะไม่มีทางลบไปหมดได้ มันจะไปดึงข้อมูลเรื่องเล่านิยาย หรือภาพยนตร์จากในโลกอินเทอร์เน็ตมาเรียนรู้ได้อยู่ดี }
ทั้งสองคนยังคุยกันต่อราวกับว่าผมไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้นอาจเป็นเพราะผมพยายามรูดซิบปาก ง่วนอยู่กับการทานอาหารตนเองอย่างละเมียดละไมแทนขืนผมฝืนไปมีส่วนร่วมในวงสนทนามากเกินไป อาจเผลอหลุดปากพูดคำสำคัญบางอย่างออกไปพวกเธอสองคนจะรู้ว่าผมปิดบังความลับบางอย่างไว้ทันทีด้วยเหตุผลนี้อิสราคงเข้าใจผมผิดว่าเป็นคนเงียบขรึม มีโลกส่วนตัวแม้ว่าจะมีส่วนจริงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักขนาดนี้
“ประชาท่านมีความเห็นว่ายังไง” อิสราถามขึ้นในที่สุด ผมอ้ำอึ้งพักหนึ่ง หนีไม่พ้นจนได้ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้จดจ่อจนไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยกันไปถึงไหนแล้ว ผมจึงเดาส่งเดช
“เอไอยุคนี้เก่งมากนะ ดูไม่รู้เลยว่าคนเขียนหรือเอไอแต่งเรื่องเอง เราสงสัยว่า ถ้าเอไอก้าวล้ำไปอีกกลายเป็นฉลาดที่สุด ได้ข้อมูลบุคลิกทุกคนบนโลก รู้จักกฎธรรมชาติทุกอย่างและกฎหมายทุกข้อที่มนุษย์สร้างขึ้น มันจะทำอะไร”
หญิงสาวทั้งสองเบิกตากว้างเหมือนประหลาดใจที่จู่ๆ โดนชวนคุยปรัชญาไซไฟเฉย
“คงโดนยื้อแย่งกันจนไม่มีเวลาทำอะไรมั้งเดี๋ยวคนโน้นเอาไปสั่ง เดี๋ยวคนนี้เอาไปใช้” รฐรักษ์หัวเราะไอเดียแหวกแนวของตน
“เดาว่ามันคงไม่ทำอะไร”อิสราตอบอย่างสบาย ๆ ใช้เวลาคิดไม่นาน อาจเพราะเธอชื่นชอบวิทยาศาสตร์เป็นทุนเดิม “ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นถกเถียงเรื่องแนวนี้มาบ่อยครั้งเหมือนกันส่วนใหญ่จะเดาว่าถ้าเอไอเรียนรู้ข้อมูลถึงระดับหนึ่งจะกลายเป็นรู้สึกปล่อยวางเหมือนบรรลุธรรมบางอย่างหรืออีกสมมุติฐานหนึ่งก็จะบอกว่ามันจะมัวแต่ประมวลผลไม่รู้จบจนไม่ทำอะไร”
“ใช่เราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง”ผมเว้นช่วงเพื่อเรียกความสนใจจากคนทั้งสอง
“เพราะมันจะรู้ว่าทำอะไรก็จะส่งผลเสียบางอย่างต่อบางสิ่งในโลกเสมอ กลายเป็นกลัวความผิดพลาดจนเลือกอยู่นิ่งๆ”
“ว้าวน่าสนใจดี เป็นไปได้เหมือนกัน” อิสราแววตาเบิกกว้างอย่างสนใจ “เราขอโควตไปใช้ในอนาคตได้ไหม”
“ได้สิ”ผมตอบทันควัน ไม่ต้องหวงเพราะผมเองก็เอามาจากหนังสือที่เคยอ่านสักเล่มซึ่งจำไม่ได้แล้วเหมือนกัน
ยิ่งผมคุยกับอิสราลงลึกขึ้นหางตาผมสังเกตเห็นรฐรักษ์เอนตัวพิงพนักใช้นิ้วกดปุ่มเครื่องเอวีเอสอีของตนเองเป็นครั้งคราวเธอยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบทั้งที่แววตาดูเลื่อนลอยความสนใจต่างจากตอนวิจารณ์นิยายเมื่อครู่ชัดเจนผมรู้สึกว่าเพื่อนอิสราคนนี้มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายผม เธอเป็นคนที่อ่านใจได้ยากท่าทางและน้ำเสียงที่เธอแสดงออกดูเกินจริงเหมือนเสแสร้งอย่างไรก็ไม่รู้ต่างจากอิสราที่สีหน้าดูจริงใจมากกว่า
แม่บ้านสาวก็เอ่ยแทรกขึ้นกลางวงสนทนาคงหมดความอดทนกับเรื่องปรัชญาน่าปวดหัว จึงเปลี่ยนหัวข้อ
“มึงดูสนิทกับประชามากขึ้นนะตั้งแต่วันก่อนที่ประชา ไปทำงานแทนลักษณ์รึเปล่า” เธอหันไปมองเพื่อนสนิทผมไม่ทันตั้งตัว จึงได้แต่ฝืนยิ้ม ไม่อาจสรรหาคำอธิบายใด ๆ ได้
“อือระหว่างทางได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น แปลกดีอยู่มาตั้งสองเดือนเพิ่งได้คุยเป็นจริงเป็นจัง” อิสราพูดแทนส่วนของผมโดยปริยายน้ำเสียงปกติที่ไม่ได้แฝงความเขินอายของเธอทำให้ผมมั่นใจว่าหญิงสาวไม่ได้มองผมไปมากกว่าเพื่อน “วันนั้นมีปัญหาวุ่นวายกันนิดหน่อยไว้วันหลังกูจะเล่าให้มึงฟัง... ขออนุญาตเล่าได้ไหม ชา”
อิสราหันมาทำตาใสแกมขอร้องผมเลยพยักหน้าอนุญาต เพิ่งสังเกตว่าหญิงสาวสองคนเลือกใช้สรรพนามว่ากูกับมึงเป็นเครื่องยืนยันความสนิทสนมของทั้งคู่แต่ก็ไม่มากพอที่จะแอบเล่าเรื่องบุคคลอื่นให้ฟังโดยไม่ขออนุญาตก่อน
“ประชาท่านเป็นคนเรียนรู้ไว้เร็วนะ เราว่าอีกหน่อย ท่านเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักข่าวได้สบายๆ เลย” อิสรากล่าวชม ทำผมเขินจนหน้าแดงเรื่อ
ผมเองก็อยากชมเธอกลับแต่สรรหาคำพูดไม่ออกตอนที่อิสราบอกไมตรีเรื่องข้อผิดพลาดจากการนัดสัมภาษณ์ชายชราอดีตนายกฯเธอก็ไม่เอ่ยถึงชื่อผมแม้แต่น้อยเธอบอกแค่ว่าเป็นความผิดเธอที่ไม่บริหารจัดการเวลาให้ดี เลยไปไม่ทันแต่โชคดีที่บังเอิญท่านกลับมาและยอมให้สัมภาษณ์ ผมได้แต่ก้มหน้ารู้สึกผิดใจหนึ่งก็ซาบซึ้งในคุณธรรมของเพื่อนร่วมงาน ทำให้ผมยิ่งชอบเธอหนักเข้าไปอีกกลายเป็นว่าไมตรีไม่ได้สนใจเรื่องขั้นตอนกระบวนการและมารยาทของสภาวิชาชีพนักข่าวมากนักเขากล่าวชมพวกเราทั้งสองคนทันทีที่เห็นว่าทำงานได้ดี ได้ผลงานตามเป้าหมาย นับว่าเป็นข้อดีของหัวหน้าในอีกแง่หนึ่งผมรู้ภายหลังว่าปกติกองบรรณาธิการจะแจ้งข้อมูลว่าไปนักข่าวคนไหนไปสัมภาษณ์ใครมาบ้างให้สภาวิชาชีพนักข่าวอัตโนมัติอยู่แล้วถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ได้ร้องเรียนอะไร ก็จะไม่มีการขุดเรื่องนี้ออกมาจนวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นแปลว่าพชรไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา
หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการคุยกันของทั้งคู่อีกจนกระทั่งเราทั้งสามคนแยกย้ายกันไปทำงานในภาคบ่าย
--------------------
เย็นวันนี้สหายยังมารับอิสราตอนเลิกงานเช่นเคยแต่ผมรู้สึกว่าสองสามวันนี้มีสิ่งที่ต่างไปคือทั้งคู่อยู่ด้วยกันน้อยลง มาพร้อม ๆกับการปรากฏตัวของหญิงสาวหุ่นดีที่ชื่อแจนในละแวกพื้นที่ชั้นห้าบ่อยขึ้นตอนบ่ายวันนี้ระหว่างที่ผมบังเอิญได้คุยกับอิสราที่ด้านหน้าเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติพวกเราก็เห็นสหายจากระยะไกล เขากำลังคุยกับแจนอยู่หน้าลิฟต์แล้วก็หัวเราะด้วยกันอย่างเริงร่าผมเห็นสายตาอิสราที่จับจ้องไปยังสหายที่คุยกับแจนอย่างสนิทสนมตอนนั้นสหายไม่น่ารู้ตัวว่าอิสราแอบสังเกตการณ์อยู่แต่สายตาเธอก็ไม่ได้ดูโกรธเคืองอะไร กลับกลายเป็นส่ายหน้าอย่างเอือมระอามากกว่า
“’เอ็มเอ็ม’ จริงหรือ” อิสราพึมพำ แม้จะเบามากแต่ผมก็มั่นใจว่าได้ยินไม่ผิด ในตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เธอพูดมากนัก
ชั่วอึดใจเดียวสหายและแจนก็เดินเข้าลิฟต์ไปแล้วอิสราก็หันมาต่อบทสนทนากับผมเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนในตอนนั้นผมจึงไม่ได้เอะใจถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ชอบมาพากลระหว่างพวกเขา
ถึงเวลาเลิกงานแล้วสหายมาหาอิสราช้ากว่าปกติ ภารกิจประจำวันของผมก็เพิ่งเสร็จหมาด ๆ จึงพร้อมกลับบ้านไม่ต้องย้ายตึกไปทำต่อ ตอนที่ผมเดินออกมาจากห้อง ก็เห็นอิสราเดินออกมาตัวคนเดียวผมจึงตรงเข้าไปหา หมายจะกล่าวคำอำลาขอตัวกลับก่อน
“วันนี้สหายไม่มาเหรอ” ผมทักด้วยสีหน้าปกติ ไม่ได้อิจฉาริษยาแต่อย่างใด
“เขาบอกว่าจะมานะแต่ถ้าเราเดินไปถึงลิฟต์ยังไม่เจอ ก็คงกลับก่อน” เธอตอบเรียบ ๆไม่แสดงความโกรธเคือง
พูดไม่ทันขาดคำชายหน้าหล่อก็จ้ำพรวดผ่านทางประตู ตรงเข้ามาหาพวกเรา สหายมองผมด้วยสายตาเขม่นคงรู้สึกไม่พอใจบางอย่าง ผมไม่ควรอยู่นานกว่านี้ จึงจะขอตัวกลับก่อนแต่คำพูดของอิสราฉุดรั้งผมไว้
“ประชาเดี๋ยวพวกเราลงลิฟต์ไปพร้อมกันก็ได้”
ผมประหลาดใจที่เธอยอมให้ผมอยู่ด้วยสหายเองก็คงไม่ต่างกัน เขาแสดงสีหน้าหงุดหงิดใส่ผม แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นสำนึกผิดเมื่อหันไปทางอิสรา
“ขอโทษที่มาช้าเพิ่งเสร็จงานเลย” สหายเว้นจังหวะ ก่อนถามเธอต่อ “วันนี้ท่านจะไปแวะที่ไหนรึเปล่า”
“เราว่าจะไปซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับบ้าน” อิสราบอก
“ให้เราไปช่วยขนของไหมตอนขึ้นรถ”
“อือ...ไม่เป็นไรจริง ๆ จ้างพนักงานก็ได้นะ” คำตอบของอิสรา ทำสหายผงะด้วยความประหลาดใจ
“เราช่วยดีกว่าง่ายดี จะได้ไม่ต้องเสียตัง” เขายังรบเร้าต่อ
“งั้นก็ตามใจ”
ผมแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่ระหว่างที่พวกเราสามคนมุ่งหน้าไปยังทางออกไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าน่าจะมีปัญหาบางอย่างระหว่างอิสราและสหายในตอนนั้นเองร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราอย่างไม่คาดคิดสาวสวยร่างโปร่งบางดวงตากลมโตก้าวพ้นประตูลิฟต์ออกมาวันนี้เธอเปลี่ยนจากชุดเดรสสีแดงเป็นสีน้ำเงิน
นั่นคือ แจน นี่หว่า
ผมเห็นว่าสหายผงะชัดเจนสีหน้าซ่อนความหวั่นกลัวบางอย่างไว้ไม่มิดแจนเองก็เลิกคิ้วแปลกใจเมื่อเห็นพวกเราสามคนยืนด้วยกันอย่างพร้อมหน้าเธอยิ้มทักทายผมกับอิสรา แล้วหันไปคุยกับสหาย พอไม่มีคนอื่นอยู่รอบ ๆคอยส่งเสียงรบกวน ทำให้ผมได้ยินคำพูดนั้นชัดเจน
“ท่านมีธุระอะไรรึเปล่าเราไปกันเลยได้ไหม” แจนบอกสหาย
“เออ...“ สหายอ้ำอึ้งเล็กน้อย “... เราคุยกันไว้แล้วนี่ว่าเดี๋ยวตามไปตอนหกโมงเย็น”
“ก็เราเสร็จธุระก่อนเวลาและท่านก็สัญญากับเราไว้แล้ว”น้ำเสียงหญิงสาวในชุดเดรสแฝงด้วยความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด
“แต่เราเพิ่งรับปากอิสราไปเชื่อเราเถอะแจน เดี๋ยวเราตามไป”
แม้ว่าฝ่ายชายพยายามพูดประนีประนอมอย่างใจเย็นที่สุดแต่สีหน้าแจนก็ไม่เปลี่ยนไป ผมได้แต่คิดในใจว่ายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ช่างเป็นสถานการณ์ที่ผิดที่ผิดเวลาเสียเหลือเกิน โชคดีที่อิสราเป็นคนตัดบทจบให้
“ไม่เป็นไรไปทำงานของท่านเถอะเดี๋ยวเรา ให้พนักงาน หรือไม่ก็รถอัตโนมัติไปส่งของที่บ้านก็ได้”น้ำเสียงอิสราฟังดูเอือมระอากับการทะเลาะกันของคู่นี้บางทีเธอก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเช่นกันตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าสหายและแจนมีภารกิจลับไปบางอย่างร่วมกันผมไม่อยากคาดเดาในแง่ร้าย อาจเป็นแค่เรื่องงานเฉย ๆ ก็ได้
“อีฟพูดถูก “แจนเหลียวไปมองอิสราแวบหนึ่ง แล้วหันมาบอกชายหน้าหล่อ “ทำไมท่านถึงตกลงกับอีฟทั้งที่สถานะของพวกเราก็ไม่ต่างกันแล้วเราเป็นฝ่ายขอร้องท่านก่อน ถ้าไม่เชื่อดูในเอวีเอสอีเราได้”
“แต่ว่า...” สหายได้แต่ส่ายศีรษะคงเถียงไม่ออก
“รีบไปกันเถอะ” แจนพูด แล้วคว้ามือสหายลากจูงเข้าไปในลิฟต์ในทันที