บทที่ 3 ท่านคือนายน้อยของพวกข้าเสมอ!
ยามเมื่อกระบี่หิมะเทวีถูกโยนออกไป หัวใจของกู้ชิงเฉิงก็เ็ปรวดร้าว
แต่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย นางก็ไม่อาจหยุดมือได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉินจิ่วผู้นั้นที่จ้องมองราวกับเสือหิว มองนางราวกับเป็หนามทิ่มแทงใจนับล้านเล่ม ทำให้กู้ชิงเฉิงรู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น... ท่านอาจารย์ของนาง ภายใต้การข่มขู่ของเฉินจิ่ว กลับไม่แม้แต่จะกล้าส่งเสียง!
กู้ชิงเฉิงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น ร่างกายสั่นเทา ภายใต้สายตาของเฉินฉางอันที่จ้องมองมา นางทำได้เพียงถอดเครื่องประดับและสมบัติวิเศษบนร่างกายออกทีละชิ้น ทีละชิ้น แล้วโยนให้เฉินฉางอัน
ทุกครั้งที่โยนออกไป ก็เหมือนถูกเฉือนเนื้อออกจากร่างกาย ทำให้นางรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างที่สุด
แม้แต่หลิ่วหรูเมิ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็อดรู้สึกเ็ปไปด้วยไม่ได้
ทรัพยากรที่เฉินฉางอันมอบให้กู้ชิงเฉิง แม้แต่นางในฐานะอาจารย์ก็ได้รับผลประโยชน์ไปด้วย เพราะกู้ชิงเฉิงยังคงกตัญญูต่อนางอยู่บ้าง
"ข้าคืนให้เ้าหมดแล้ว พอใจหรือยัง!" กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เฉินฉางอันมองเสื้อผ้าที่นางสวม "เฉินฉางอัน เ้าช่างไร้ยางอายนัก! อยากให้ข้าถอดเสื้อวิเศษนี่เดี๋ยวนี้รึ!" กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยความโกรธา สายตาทุกคู่รอบข้างพลันเป็ประกาย
เฉินฉางอันกล่าวอย่างเฉยเมย "สามวันหลังจากนี้ บอกบิดาของเ้าให้เตรียมหินิญญา และเสื้อวิเศษที่ข้ามอบให้เ้าไว้ให้พร้อม ข้าจะไปยกเลิกสัญญาหมั้นด้วยตัวเอง!"
สิ้นคำ เฉินฉางอันก็ไม่คิดจะชายตามองนางอีกต่อไป "ฮึ่ม! ซือซือ พวกเรากลับกันเถอะ!" กู้ชิงเฉิงน้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับแค้นใจ
นางสะบัดหน้า พลางคว้าแขนของหลิ่วซือซือ เดินจากไปพร้อมกับหลิ่วหรูเมิ่งด้วยความโกรธแค้น
เฉินฉางอันเหลือบมองพวกนางอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังกลับ เดินออกจากสำนักศึกษาพร้อมกับเฉินจิ่วและคนอื่น ๆ ในตระกูลเฉิน
ครั้นเื่ราวสงบลง เหล่าผู้คนต่างซุบซิบนินทา
ฝ่ายกู้ชิงเฉิงที่กำลังจากไป ในใจช่างสับสนปนเปจนไม่อาจกล่าว
“ฮึ่ม… บุรุษเช่นนี้… เขา… เปลี่ยนไปแล้ว! หากเป็เมื่อก่อน เขาไม่มีทางพูดกับข้าเช่นนี้เป็แน่!”
ยิ่งคิด นางยิ่งรู้สึกน้อยใจ ั์ตางามเริ่มแดงก่ำ
“คุณหนู คุณชายเฉินผู้นั้นมิใช่คนดี!
สิ่งของที่มอบให้ไปตั้งปี ยังจะเอากลับคืนอีก หรือ์ส่งเขามากลั่นแกล้งกันแน่ ข้าเพิ่งเคยเห็นก็ครานี้!”
หลิ่วซือซือเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ติดตัว ก็มิคู่ควรกับเ้าหรอก!”
มีเพียงคุณชายตระกูลจวินแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชาง จวินอู๋เจี้ยนเท่านั้น ที่คู่ควรกับเ้า!”
ด้านข้าง หลิ่วหรูเมิ่งรีบเสริม “ซือซือกล่าวถูก คุณหนูงดงามปานนี้ พร์ก็เลิศเลอ ยิ่งคุณชายจวินอู๋เจี้ยนมีใจให้ นับเป็วาสนา บุญวาสนาของคุณหนูแล้ว ส่วนเฉินฉางอันผู้นั้น นับเป็ผู้ใดกัน!”
หลิ่วซือซือพยักหน้าเห็นด้วย
ครั้งแรกที่ได้ยินว่าตะเกียงิญญาของเฉินฉางอันดับแสง นางก็มีแววเศร้าโศกอยู่บ้าง
แต่ครั้นผ่านไป กลับพบว่านางเพียงแต่ไม่คุ้นชิน ที่ขาดคนที่ค้อมคอยมอบของกำนัล และเอาใจใส่เท่านั้นเอง
หนึ่งเดือนก่อน หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ สกุลจวินมีบุตรชายของตระกูล จวินอู๋เจี้ยนได้มาเยือนวังหลวงแคว้นต้าโจว หวังคัดเลือกศิษย์รุ่นเยาว์เข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์
เหล่าอัจฉริยะแห่งสำนักต้าโจว ล้วนต้องประลองยุทธ์ เพื่อให้จวินอู๋เจี้ยนพอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น... จวินอู๋เจี้ยนยังหมายปองนาง และเริ่มต้นแสดงความสนอกสนใจ...
ครั้นคิดถึงการได้เข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ จิตใจของนางก็พลันรู้สึกดีขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรที่ท่านน้อยจวินอู๋เจี้ยนมอบให้ ย่อมต้องดีกว่าที่เฉินฉางอันเคยมอบให้เป็แน่...
"ไปเถอะเฉิงเอ๋อร์ พวกเราไปหาจวินอู๋เจี้ยนกัน ให้เขาตัดสินเื่นี้!”
“เื่ศิลาจิติญญาที่เฉิงฉางอันมอบให้ พวกเราไม่คืนให้เป็อันขาด”
“ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องให้เขาคืนกระบี่เล่มนี้ รวมถึงทรัพย์สมบัติที่เ้าคืนให้เขาวันนี้ กลับคืนมาทั้งหมด!"
หลิ่วซือซือกลอกดวงตากลมโตไปมาพลางครุ่นคิด จนในที่สุดก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นได้
ดวงตางามของกู้ชิงเฉิงเป็ประกาย ความหม่นหมองในใจพลันมลายหายสิ้น
“ซือซือ เ้าช่างเป็สหายรักของข้ายิ่งนัก โชคดีที่มีเ้าอยู่เคียงข้าง”
กู้ชิงเฉิงเอ่ยอย่างจริงใจ นางเอ่ยลาหลิ่วหรูเมิ่ง จากนั้นจึงรีบไปพบจวินอู๋เจี้ยน
ตระกูลเฉิน
ตระกูลเฉินในฐานะที่เป็ตระกูลใหญ่ที่สุดในแคว้นต้าโจว ย่อมมีจวนอันใหญ่โตโอฬาร
ณ โถงใหญ่ของตระกูลเฉิน
เหล่าผู้าุโและศิษย์ทุกคนของตระกูลเฉินล้วนมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้
การกลับมาของเฉินฉางอันสร้างความปีติยินดีแก่ทุกคนเป็อย่างยิ่ง
"กลับมาได้ก็ดีแล้ว กลับมาได้ก็ดีแล้ว ฮ่า ๆ ๆ! คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉินผู้นี้ ย่อมมีบุญญาบารมีแห่งจักรพรรดิ ไฉนเลยจะมาดับสูญได้ง่าย ๆ!"
เฉินเสวียนทง ประมุขแห่งตระกูลเฉินเอ่ยพลางหัวเราะอย่างเบิกบานใจ ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
บัดนีู้เาในใจของเฉินเสวียนทงก็ได้ถูกยกออกไปเสียที
รอบด้าน บรรดาผู้คนต่างก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม ต่างก็รู้สึกโล่งอกไปตาม ๆ กัน
หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาทั้งกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ล้วนแล้วแต่เป็เพราะออกตามหาตัวเฉินฉางอัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนล้มตายไปไม่น้อย
แม้แต่เก้าผู้าุโใหญ่ เมื่อเข้าไปในหุบเหวอสูร ก็ได้รับาเ็กลับมาไม่น้อย
เมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้ ในใจของเฉินฉางอันก็พลันสั่นะเื ไม่คิดเลยว่าตระกูลเฉินจะจงรักภักดีต่อเขาถึงเพียงนี้
เขาจึงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ท่านพ่อ บัดนี้พลังฝีมือของข้าสูญสิ้นไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่อาจจะเหมาะสมกับตำแหน่งคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉินได้อีกต่อไป ท่านพ่อโปรดเลือกน้องชายคนใดคนหนึ่งในบรรดาเหล่าน้องชายของข้าขึ้นมาแทนเถิด"
เมื่อสิ้นคำพูด บรรยากาศในลานก็พลันเงียบสงัดลงในทันที
เฉินเสวียนทงยังไม่ทันเอ่ยคำใด หญิงสาววัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตวาดขึ้นด้วยดวงตาเบิกโพลง
"ปากพล่อย! เ้าเด็กอวดดี กล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร! ตำแหน่งคุณชายตระกูลเฉินเป็ของเ้า เป็ของเ้าเสมอ! ผู้ใดอย่าได้หมายปอง!"
สตรีผู้นี้คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในบรรดาผู้าุโของตระกูลเฉิน แม้จะเป็สตรี แต่นางก็คือหนึ่งในเก้าปรมาจารย์!
ผู้อื่นต่างเรียกขานนางว่า ‘ท่านป้าใหญ่’
ตระกูลเฉินมีเก้าปรมาจารย์ ได้แก่ ท่านป้าใหญ่ ท่านลุงรอง… ไล่เรียงกันไปจนถึง ท่านลุงเก้า
ในเก้าท่านนี้ เป็บุรุษหก สตรีสาม ทุกท่านล้วนมีวรยุทธ์แก่กล้า บารมีเกรียงไกร
"ถูกต้องแล้ว! วรยุทธ์ที่หายไปยังสั่งสมใหม่ได้! ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เกณฑ์อำนาจทั้งตระกูลเฉิน ยังไม่สามารถช่วยให้เ้าฟื้นฟูวรยุทธกลับมาได้!"
เฉินจิ่วผู้นำพาเฉินฉางอันกลับมาร้องสนับสนุนเสียงดังฟังชัด
“ถูกต้อง เกียรติยศและทรัพยากรที่เ้าหนุ่มฉางอันนำกลับมาให้ตระกูลเฉินนั้น เหล่ารุ่นเยาว์ล้วนไม่อาจเทียบเคียงได้! เื่นี้ไม่ต้องสงสัย!”
ในที่นั้นมีผู้าุโตระกูลเก้าคน ลุงหกเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เขาเป็บุรุษวัยกลางคนผู้ดูสุภาพ แต่แววตาคมกริบจนคนทั้งหลายอดหวาดหวั่นไม่ได้
"ลุงหกกล่าวถูก ข้าผู้เป็รองผู้นำตระกูลเห็นด้วย!" รองผู้นำตระกูลเอ่ยอย่างสุภาพอ่อนโยน
"พี่ใหญ่ฉางอัน ท่านอย่าได้ดูแคลนพวกข้า พวกข้าล้วนไร้ความสามารถแทนที่ท่าน แม้ท่านสูญสิ้นพลังยุทธ์ไปแล้ว ท่านก็ยังเป็นายน้อยของพวกข้าเสมอ!"
"ใช่แล้ว ท่านจะเป็นายน้อยของพวกข้าตลอดไป พวกข้ายินดีติดตามท่านไปชั่วชีวิต!"
เหล่ารุ่นเยาว์หลายสิบคนเอ่ยปากขึ้น บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไม่้าตำแหน่งนายน้อยนี้
ฉางอันมองผู้คนในห้องโถงใหญ่ที่เป็หนึ่งเดียวกัน ในใจรู้สึกตื้นตันอย่างยิ่ง
กำลังจะเอ่ยปาก แต่กลับถูกขัดจังหวะโดยผู้าุโสูงวัยคนหนึ่ง
“ช่างเถิด เื่ตำแหน่งเ้าสำนักนี้ เ้าอย่าได้เอ่ยถึงมันอีกเลย เล่าให้พวกข้าฟังดีกว่าว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เ้าไปอยู่ที่ใดมา”
เฉินฉางอันมองไปยังผู้เฒ่าผมขาวโพลนผู้นี้ รอบกายแผ่กลิ่นอายโอสถออกมา คารวะอย่างนอบน้อม “ขอรับ ท่านลุงห้า”
จากนั้นเฉินฉางอันก็กวาดตามองสายตาใคร่รู้ของทุกคน สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึก “ข้าเข้าไปในหุบเหวฝังมาร”
หุบเหวฝังมาร!
เช่นนั้นรึ!
ทันทีที่สามคำนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัดลง ใบหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยสีหน้าไม่คาดคิด แต่แฝงไปด้วยความใ
“ภายในหุบเหวฝังมารมีโลงศพหลายสิบล้านโลง ปกคลุมไปด้วยหมอกดำ เป็ดินแดนรกร้าง ฉางอัน... เ้า... เ้าเข้าไปได้อย่างไร แล้วออกมาได้อย่างไร”
สีหน้าของเฉินเสวียนทงเ้าสำนักเต็มไปด้วยความตกตะลึง หัวใจเต้นระรัว
“ท่านพ่อ ข้าก็ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดพาเข้าไป เมื่อข้าฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโลงศพ จากนั้น...”
แววตาของเฉินฉางอันเต็มไปด้วยความสับสน “ไม่คิดเลยว่าเมื่อข้าออกมา ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว”
บัดนั้น พวกผู้คนต่างพากันตื่นตะลึง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ต่างก็รู้สึกพิศวงงงงวยยิ่งนัก
อยู่ในโลงศพหนึ่งปีเต็มยังไม่ตายอีกหรือ?
เื่นี้ช่าง… เหลือเชื่ออย่างยิ่ง!