เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 136 อย่าได้สงสัย

              เมิ่งฝานได้พูดในสิ่งที่รั่วสุ่ยอีบอกกับตนเองให้หลิงไต้โยวฟังแม้เขาจะรู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้

              บ้านตระกูลหลิงแห่งอาณาจักรต้าก้านนั้นเดิมทีก็เป็นพ่อค้าที่ทำการค้าไปทั่วหล้าอยู่แล้ว แม้ว่าสิ่งที่เมิ่งฝานต้องการจะไม่ธรรมดาแต่ตระกูลหลิงก็รับปากทุกสิ่ง

              ทั้งยังบอกกับเมิ่งฝานอีกว่าจะว่าส่งวัตถุดิบทั้งหมดนี้ให้เขาภายในสามวัน

              แน่นอนว่าเมื่ออิงตามบัตรลดราคาที่เมิ่งฝานได้รับมานั้นก็ทำให้เขาต้องจ่ายไปในราคาหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญทองคำเขาออกจากห้องนั้นมาด้วยความเจ็บปวด ในเมื่อต้องรออีกสามวันเมิ่งฝานจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะจากไปที่ใดเพราะถึงอย่างไรแล้วเขาก็ต้องเตรียมการให้พร้อมในเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นแห่งนี้

              อย่างแรกคือเขาจะต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับสถานที่เป้าหมายในการเดินทางของเขาคือเข้าไปตามล่าสมบัติในเมืองหลวงซึ่งหากมีสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยเขายังไม่ทันได้สมบัติมาก็คงจะต้องตายอยู่ข้างในนั้นเสียก่อน! อิงตามสิ่งที่หลิงไต้โยววางแผนเอาไว้เมิ่งฝานจึงได้อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสเดินเล่นเพื่อสังเกตการณ์เมืองหลวงเสียหน่อย

              เวลาสามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

              เมิ่งฝานทำแผนที่ของเมืองนี้อย่างคร่าวๆจนเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน หลังจากที่จัดแจงเสื้อผ้าก็เตรียมตัวออกไปหาหลิงไต้โยวทว่าเมื่อเขาก้าวเข้าไปในห้องก็พบว่าอีกฝ่ายได้รอเขาอยู่ก่อนแล้ว

              วันนี้นางเปลี่ยนมาสวมใส่กี่เพ้าสีแดงซึ่งเหมาะสมกับร่างกายของนางอย่างยิ่งเพราะสามารถทำให้เห็นถึงสัดส่วนบนร่างกายอันน่าหลงใหลและดูเป็นผู้ใหญ่ของนางได้เป็นอย่างดีแม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้คิดอันใดกับนาง แต่เมื่อได้เห็นนางสวมชุดเช่นนี้ก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเช่นกัน

            เสน่ห์อันงดงามเช่นนี้เหนือกว่าครั้งก่อน และทำให้ผู้ที่คิดร้ายอยากจะกระทำความผิดเสียจริง

              “น้องชาย ดูท่าเจ้าคงจะลุ่มหลงในเรื่องการหลอมศัสตราอย่างยิ่งเลยสินะ!”

              หลิงไต้โยวมองไปยังเมิ่งฝานที่มาหาตนตั้งแต่เช้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มในระหว่างที่เอ่ยวาจาก็นำแหวนคลังวัตถุมอบให้แก่เมิ่งฝานด้วย “ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการล้วนแต่อยู่ในนี้แล้ว”

              เมิ่งฝานยื่นมือไปรับเมื่อใช้พลังตรวจสอบแล้วก็พบว่าทุกอย่างครบไม่ขาดเหลือสิ่งใดแต่เงินจำนวนหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญทองคำของตนเองนั้น..

              เมิ่งฝานส่ายหน้า หลังจากนั้นจึงมองไปยังหลิงไต้โยวแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“วันนี้พี่หลิงงดงามอย่างยิ่งเลยขอรับ!”

              “อย่างนั้นหรือ?”

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมานางก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเบา“แต่ก็ยังไม่อาจทำให้เด็กหนุ่มอย่างเจ้าหลงใหลได้อยู่ดี ข้าสวมชุดนี้ก็เพราะต้องเข้าร่วมการประมูล”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเขานึกถึงในสิ่งที่หลิงไต้โยวเอ่ยไว้ในวันก่อน เพียงแต่ไม่รู้ว่าตระกูลหลิงจะนำสิ่งใดมาประมูล

              “ไปกันเถอะ จะไปดูด้วยกันหรือไม่?”

              หลิงไต้โยวมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถามออกไปอายุและความสามารถของอีกฝ่ายทำให้นางไม่กล้าที่จะประมาท

              แม้ว่าศักยภาพของตระกูลหลิงจะไม่ธรรมดาแต่ในฐานะที่มีกิจการการค้าอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในใต้หล้าพวกเขาจึงมีความเชื่อมั่นอยู่หนึ่งอย่างนั่นคือการทุ่มทุนและโน้วน้าวมาเป็นพวก

              และการดึงเอาเด็กผู้มากด้วยความสามารถเป็นพวกก็มักจะทำให้ได้รับสิ่งตอบแทนมากมาย

              ทว่าเมิ่งฝานกลับส่ายหน้าแล้วยิ้มเจื่อนจากนั้นจึงเอ่ยว่า “เงินของข้า...เกรงว่ามันจะไม่พอนะขอรับ!”

              เมื่อได้เห็นใบหน้าเจ็บปวดของเมิ่งฝานนางก็คลี่ยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องห่วง เจ้ามีบัตรของตระกูลหลิง เจ้าสามารถใช้เงินเกินจำนวนได้ถึงหนึ่งแสนเหรียญทองคำทีเดียว!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปเขาพยักหน้ารับและดูคล้ายว่าตนเองจะตกหลุมพรางของหลิงไต้โยวเสียแล้วแต่ไปดูเสียหน่อยก็ถือว่าไม่เลว เขาจึงเดินตามหลิงไต้โยวไปยังลานประมูลชั้นที่สามของหอทองคำ

              แม้ว่าการประมูลยังไม่เริ่ม แต่โดยรอบกลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมายซึ่งในจำนวนนั้นก็มีจอมยุทธ์ผู้ทรงพลังอยู่ไม่น้อย ซวินจางที่หน้าอกของหนึ่งในจำนวนผู้คนที่มารวมตัวอยู่ที่นี่บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของตระกูลผู้สูงศักดิ์แห่งอาณาจักรหัวอวิ๋น

              เมื่อได้เห็นการรวมตัวของบรรดาผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายเมิ่งฝานก็ครุ่นคิดขึ้นในใจว่าสตรีผู้นี้ช่างมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาเสียจริงและเมื่อหลิงไต้โยวปรากฏตัวขึ้นที่ลานประมูลสายตามากมายของผู้คนรอบกายต่างมองมาที่นางขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความร้อนแรงด้วย

              เมิ่งฝานที่ยืนอยู่ข้างกายของหลิงไต้โยวพลันสัมผัสได้ถึงสายตาแห่งความริษยาที่มองมายังตนเองในทันใด

              ดูท่าประโยคที่ว่าความสวยนั้นเป็นภัยจะเอ่ยเอาไว้ได้ถูกต้องแล้วเมิ่งฝานลูบปลายจมูกเล็กน้อย แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรรอบกายแต่เขาก็สุขุมเงียบงันไม่ยำเกรงอีกทั้งยังคงยืนอยู่ข้างกายของหลิงไต้โยวอย่างไม่สนใจสิ่งใด

              ซึ่งความสุขุมของเด็กหนุ่มก็ได้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีสายตาแห่งความตกตะลึงปรากฏขึ้นเพราะนึกไม่ถึงว่าผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายของสตรีงามดุจดั่งกุหลาบสวยเช่นนี้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุน้อยคนหนึ่งผู้คนมากมายพลันกัดฟันพูดคุยด้วยภาษาที่ไม่สบอารมณ์

              “พี่หลิงช่างมีเสน่ห์เสียจริงนะขอรับ”

              เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

              “เป็นอย่างไรบ้างเล่าเจ้าล่ะหลงเสน่ห์ข้าหรือไม่?” หลิงไต้โยวเอ่ยพลางยิ้มส่งไปทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความกลัดกลุ้มใจเพราะถึงแม้ว่านางจะมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา แต่สิ่งแรกที่บุรุษเหล่านั้นมองเห็นกลับเป็นความงามของตน

              แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเสียงที่แสดงถึงความเป็นมิตรดังขึ้นที่ข้างกาย

              “แม่นางหลิงไต้โยวข้ารอท่านมาตั้งนาน”

              ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมชุดสีดำและมีรูปร่างสูงโปร่งเดินออกมาใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มทว่าสายตากลับจ้องมองไปยังหน้าอกของหลิงไต้โยวอย่างไม่ละสายตา

              เมื่อได้เห็นบุรษผู้นั้นเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย“ท่านรู้จักเขาด้วยหรือขอรับ?”

              “หึ ก็แค่คนที่น่ารำคาญผู้หนึ่งเท่านั้น!”

              หลิงไต้โยวกระตุกยิ้ม นัยน์ตาของนางแฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์และความโกรธแค้นหลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เขาคือจูเสี้ยว เป็นบุตรชายของหัวหน้าองครักษ์แห่งเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นเจ้าคนผู้นี้ไม่ร่ำเรียนวิชา อาศัยเพียงชื่อเสียงของผู้เป็นบิดาตั้งตนเป็นใหญ่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดข้าจึงตามหาปรมาจารย์จิตศัสตราไม่ได้ ก็เพราะเจ้าคนผู้นี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังอย่างไรเล่า!”

              เมิ่งฝานได้ยินแล้วพยักหน้ารับ เขาเองก็สัมผัสได้ว่าจูเสี้ยวผู้นี้มีศักยภาพเพียงจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนทว่าข้างกายเขากลับมีผู้คนอยู่ไม่น้อย

              พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นชายฉกรรจ์ชุดดำผู้ที่เป็นหัวหน้ามีพลังสูงถึงขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่หรือระดับห้า การที่มีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้คอยคุ้มกันจึงทำให้รู้ว่าจูเสี้ยวผู้นี้มีผู้หนุนหลังที่ไม่ธรรมดา

              จูเสี้ยวเดินเข้ามาหาหลิงไต้โยวโดยมีชายฉกรรจ์พวกนั้นคอยคุ้มกันจากนั้นผู้ที่มีท่าทีคล้ายดั่งต้องการกอดรัดหลิงไต้โยวก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง “แม่นางหลิงไต้โยวไต่ตรองมาดีหรือยัง? หากไม่มีข้าจูเสี้ยวผู้นี้แม่นางคงจะไปไหนมาไหนในเมืองเฉินตูอย่างยากลำบากขอเพียงแม่นางยอมรับเงื่อนไขของข้า หึหึ...เพียงคืนเดียวเท่านั้น แม่นางจะต้องหลงใหลในตัวข้าเป็นแน่!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นผู้คนโดยรอบก็พากันขมวดคิ้วแม้จะรู้สึกสะอิดสะเอียนต่อจูเสี้ยวอย่างหาที่สุดไม่ได้แต่หาได้แสดงอาการใดออกมาไม่เพราะถึงอย่างไรบิดาของเขาก็เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์แห่งเมืองเฉินตูเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงผู้แข็งแกร่งที่มากไปกว่านั้นคือข้างกายของจูเสี้ยวมีองครักษ์ผู้มากด้วยประสบการณ์การต่อสู้อยู่เป็นกลุ่ม

              หลิงไต้โยวย่นคิ้ว นางข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในใจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“คุณชายจู ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจผิดแล้วล่ะกระจกปราณธาราของพวกข้าซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของจูเสี้ยวชะงักงันไปทันใดก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ “ซ่อมเสร็จแล้ว? ผู้ใดกล้าซ่อมให้แม่นางกัน ข้าสั่งห้ามปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งเมืองเฉินตูทุกคนแล้วไม่ใช่หรือไรผู้ใดมันช่างกล้าดีนัก?”

              แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่กำลังเดือดดาลอย่างจูเสี้ยวแต่หลิงไต้โยวกลับย่นคิ้วหนักกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูเหมือนว่ามันจะไม่เกี่ยวอันใดกับท่านเลยแม้แต่น้อยไม่ใช่หรือเจ้าคะคุณชายจู!”

              “หึ!”

              จูเสี้ยวกวาดสายตามองไปรอบกายแล้วมาหยุดที่เมิ่งฝานนัยน์ตาของเขาเปล่งประกายก่อนจะตวาดถามอย่างเยือกเย็น “เจ้าใช่หรือไม่เจ้าหนู? เจ้าเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราใช่หรือไม่?”

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่จูเสี้ยวเอ่ยถามเมิ่งฝานก็เงยหน้าขึ้นจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเอง แล้วจะอย่างไรเล่า?”

              “เจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังข้าต้องมีจุดจบอย่างไร?”

              จูเสี้ยวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นนัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยแสงแห่งความเยือกเย็น ทว่าเมิ่งฝานก็หาได้สนใจเขาไม่ ขณะเดียวกันกลับเดินหน้าต่อไป“ข้าไม่สนใจ”

              คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำแต่กลับทำให้ใบหน้าของจูเสี้ยวพลันเยือกเย็นขึ้นในทันใดเพราะเขานึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะมีท่าทีที่เย็นชาเช่นนี้ต่อตนเอง จูเสี้ยวกำหมัดแน่นก่อนจะตวาดเสียงดัง“เจ้าสวะ! หากที่นี่ไม่ใช่ลานประมูลละก็หึหึ เหล่าจื่อจะส่งเจ้าไปที่กองขยะเอง!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นจูเสี้ยวก็ไม่ได้สนใจเมิ่งฝานอีกต่อไปทว่าฝ่ามือของเขากลับคว้าตรงไปยังหน้าอกของหลิงไต้โยว

              “ไม่ต้องไปสนใจเจ้าสวะตัวนั้นแม่นางหลิงไต้โยว หันมาสนใจเปิ่นเสี่ยวเย่จะดีกว่า!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงซี๊ดปากดังขึ้นฝ่ามือของจูเสี้ยวพลันพุ่งตรงไปที่หน้าอกของหลิงไต้โยวอย่างรวดเร็ว การกระทำของเขาทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนไปถึงอย่างไรนางก็นึกไม่ถึงเลยว่าจูเสี้ยวจะใจกล้าถึงขั้นกระทำการเช่นนี้กับตนในที่แห่งนี้

              แล้วในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือของจูเสี้ยวกำลังจะแตะลงไปที่หน้าอกของหลิงไต้โยวกลับมีฝ่ามือสีขาวปรากกฎขึ้นอยู่เบื้องหน้าของนางแล้วจับมือของจูเสี้ยวเอาไว้ดั่งคีมเหล็กก็ไม่ปานไม่ว่าจูเสี้ยวจะทำอย่างไรก็ไม่อาจขยับมือของตนเองได้

              เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็ต้องเผชิญกับสายตาของเมิ่งฝานใบหน้านั้นแสดงถึงความเดือดดาลก่อนจะตวาดเสียงดัง “เจ้าสวะเจ้ากล้ายุ่งเรื่องของข้าอย่างนั้นหรือ?”

              เมิ่งฝานยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบทว่ากลับมีรอยยิ้มซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายปรากฏขึ้นที่มุมปาก จากนั้นเขาจึงเอ่ยเสียงเรียบ“ข้าไม่เข้าใจในความเชื่อมั่นของเจ้าเลยจริงๆเจ้า...คิดว่าตนเองเป็นสิ่งใดกัน?”

              ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ออกแรงบีบมากกว่าเดิมพละกำลังอันแข็งแกร่งนั้นทำให้ใบหน้าของจูเสี้ยวเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาต่อมา

              เจ็บปวดเสียจริง!

              เมื่อถูกเมิ่งฝานบีบมือเอาไว้เช่นนี้จูเสี้ยวก็แทบจะร้องไห้ออกมาก่อนที่ในวินาทีต่อมาจะมีพลังแผ่ซ่านออกมาจากด้านหลังของจูเสี้ยว สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเปลี่ยนไปจากนั้นจึงปล่อยพลังปราณออกมาเพื่อสยบเมิ่งฝาน

              “เหตุใดเจ้าจึงบังอาจเช่นนี้ปล่อยมือเสีย!”

              เขาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับห้า ร่างของเขาขยับทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้เมื่อนิ่งดั่งไร้พิษภัย เมื่อขยับกายดั่งอัสนีแสดงฤทธิ์ เมื่อเขามองไปยังเมิ่งฝานพลันมีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฏขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

              เมื่ออยู่ภายใต้พลังปราณของบุรุษวัยกลางคนที่ส่งเข้ามาสยบก็ทำให้เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะเกร็งไปทั้งร่างอีกทั้งรอบกายเขานั้นก็ยังเต็มไปด้วยบุรุษชุดดำ คนเหล่านั้นยืนล้อมเมิ่งฝานเอาไว้ด้วยพลังปราณแผ่ซ่านซ้ำยังแฝงไปด้วยจิตสังหาร

              เพียงชั่วพริบตาบรรยากาศภายในลานประมูลก็เต็มไปด้วยจิตสังหารซึ่งเพ่งเล็งตรงไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ตรงกลาง การที่คนเหล่านั้นเข้ามาล้อมเมิ่งฝานเอาไว้ด้วยความรวดเร็วนั้นแสดงให้เห็นว่าชายฉกรรจ์เหล่านี้เป็นทหารที่ผ่านประสบการณ์มามากมายเมื่อใดที่เริ่มลงมือก็คงยากที่จะออกไปจากลานประมูลแห่งนี้ได้

              ด้านหลังของเขานั้นสีหน้าของหลิงไต้โยวพลันเปลี่ยนไป นางกำลังจะเอ่ยปากแต่เมิ่งฝานกลับก้าวเดินขึ้นหน้าเขาออกแรงบีบมากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้จูเสี้ยวแทบทนไม่ไหวจนเกือบจะสลบไป

              “สังหารมันเสียสังหารมันเดี๋ยวนี้!”

              จูเสี้ยวตวาดออกมาอย่างเดือดดาลนัยน์ตาของบุรุษวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังเขาพลันเยือกเย็นขึ้นมาอย่างฉับพลันและกำลังจะลงมือทว่าในวินาทีต่อมาเขาก็ต้องชะงักงันเพราะเห็นว่าฝ่ามืออีกข้างของเมิ่งฝานได้อยู่ที่ต้นคอของจูเสี้ยวแล้ว

              ในฝ่ามือขาวนั้นมีพลังปราณปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนรางทว่ามันกลับอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

              “พวกเจ้าแข็งแกร่งมากก็จริงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะสามารถสังหารข้าได้ แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะสังหารข้า เขาก็คงจะตายไปนับพันครั้งแล้วหากผู้ใดกล้าขยับแม้เพียงนิดเดียว เขา...จะต้องตาย อย่าได้สงสัยในคำพูดของข้าเพราะข้าล้อเล่นเพียงกับสหายของตนเองเท่านั้น!”

              เสียงที่คล้ายดั่งสายฟ้าฟาด ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ!   

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน