Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 5 ดินแดนแห่งจักรกล ตอนที่ 7 การวางแผนรับมือสงครามครั้งแรก

    ข่าวการมาถึงของเซคทาวแพร่กระจายไปทั่วฐานที่มั่น ราวกับเปลวไฟที่จุดขึ้นในลมพายุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดหวั่น ความรวดเร็วและแม่นยำในการเคลื่อนพลของเขาแทบทำให้หัวใจของทุกคนสั่นคลอน


    ในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า ทีมของอาคิระรีบประชุมกันทันที โดยมีกลุ่มพี่น้องป๋องแป๋งเข้ามาร่วมฟังด้วย โอซิริสเปิดภาพจากโดรนบนโฮโลแกรมกลางห้อง แสงสีฟ้าสาดกระทบใบหน้าของทุกคนที่กำลังเฝ้าจ้องอย่างตั้งใจ


    “เป้าหมายที่อันตรายที่สุดคือ เซคทาว” โอซิริสกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่แฝงด้วยความหนักแน่น “แม้เขาจะไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่หุ่นยนต์ควบคุมระยะไกลของเขาที่จำลองมาจากร่างต้น เป็นภัยร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย”


    ภาพของเซนทอร์โลหะปรากฏขึ้นในโฮโลแกรม รูปทรงที่ดูดุดันสะท้อนแสงเป็นประกายราวกับปีศาจในฝันร้าย ทวนพลังงานในมือมันส่องแสงเยียบเย็น


    “เซนทอร์ตัวนี้มีความคล่องตัวสูงมาก สามารถกระโดด ถีบ หรือโจมตีระยะประชิดได้รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ และยังมีพลังป้องกันที่สูงอีกด้วย หากเข้าไปอยู่ในระยะของมัน อันตรายถึงชีวิต” โอซิริสเงยหน้าขึ้นมองทุกคน “การโจมตีจากระยะไกลจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด”


    ภาพเปลี่ยนไปเป็นโดรนเลเซอร์ที่บินวนอยู่ในอากาศ “โดรนเลเซอร์พวกนี้ไม่รุนแรงมาก แต่ยิงเลเซอร์ได้ต่อเนื่อง สามารถสร้างความเสียหายสะสมได้ ที่สำคัญคือมันมักใช้สำหรับสำรวจ ดังนั้นการปล่อยให้มันบินวนอยู่จะทำให้ตำแหน่งของเราถูกเปิดเผย”


    ถัดมาคือหุ่นยนต์สี่ขาที่ติดตั้งเครื่องยิงจรวดบนหลัง มันดูไม่คล่องตัวนัก แต่สามารถโจมตีจากระยะไกลได้ “แม้จะไม่รุนแรงเท่าหุ่นตัวใหญ่ แต่จรวดของพวกมันสามารถสร้างปัญหาได้ ถ้าไม่จัดการให้เร็วที่สุด”


    “ต่อไป…” โอซิริสเปลี่ยนภาพอีกครั้ง หุ่นยนต์เซนทอร์ที่ถือหอกปรากฏบนโฮโลแกรม “นี่คือหุ่นรูปแบบเซนทอร์ที่เล็กกว่าเซคทาว พวกมันรวดเร็วและคล่องตัวพอสมควร แต่ยังไม่อันตรายเท่าตัวหลัก”


    สุดท้ายคือภาพของกลุ่มครึ่งคนครึ่งจักรกลที่ถือปืนพลังงาน ท่าทางของพวกมันเต็มไปด้วยความดุดัน “กลุ่มนี้คือไซบอร์ก พวกมันมีสติปัญญามากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไป ใช้ปืนพลังงานที่ร้ายแรงและแม่นยำ คนพวกนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ หากเราประมาทแม้เพียงนิดเดียว”


    เสียงถอนหายใจของใครบางคนดังขึ้นเบาๆ หลังจากโอซิริสอธิบายจบ ทุกสายตาหันไปมองอาคิระราวกับรอคำสั่ง


    เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที แต่ดวงตาแน่วแน่ของเขาส่งความมั่นใจให้ทีม “เรารู้แล้วว่าเราต้องเจอกับอะไร” เขากล่าวช้าๆ น้ำเสียงหนักแน่น “ต่อจากนี้ ทุกคนต้องทำตามแผนที่เราวางไว้อย่างเคร่งครัด และเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”


    เสียงตอบรับของทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน ราวกับความมุ่งมั่นในหัวใจของพวกเขาถูกจุดประกายอีกครั้ง แม้ภัยข้างหน้าจะดูน่ากลัว แต่พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่มีค่าที่สุดในดราฟต์ และไม่มีใครยอมให้มันสูญเสียไปง่ายๆ



    โต๊ะโฮโลแกรมกลางห้องฉายแสงสีฟ้าจางๆ สะท้อนความเคร่งเครียดในสายตาของทุกคน โอซิริสปรับภาพจำลองสถานการณ์ที่ฉายอยู่บนโฮโลแกรม แสดงการเคลื่อนไหวของกองทัพเซคทาวอย่างละเอียด


    “นี่คือแผนการรับมือที่ฉันคิดว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด” โอซิริสกล่าวเสียงเรียบ สายตาของเธอจ้องภาพในโฮโลแกรมราวกับมองศัตรูตัวฉกาจ


    อาคิระที่ยืนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล “เธอวิเคราะห์แผนได้เฉียบขาดแบบนี้… ใครเป็นคนสอนเธอ?”


    โอซิริสละสายตาจากโฮโลแกรม ก่อนตอบเรียบๆ “คาสโตร์ ซาหลิวโบล… และเซคทาว”


    เสียงหายใจของทุกคนในห้องชะงักทันทีเมื่อได้ยินชื่อสุดท้าย บรรยากาศเหมือนอากาศในห้องลดน้อยลงจนแทบหายใจไม่ออก


    อาคิระมองเธอด้วยแววตาตึงเครียด “ถ้าคุณเป็นเซคทาว คุณจะโต้กลับแผนนี้ยังไงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?”


    โอซิริสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาที่โต๊ะโฮโลแกรม นิ้วมือของเธอเคลื่อนไหวรวดเร็ว กดสั่งการบางอย่าง ภาพบนโต๊ะเปลี่ยนเป็นแผนตอบโต้ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม การเคลื่อนไหวของกองทัพเซคทาวในภาพดูดุดันและแม่นยำราวกับหมากรุกที่ผู้เล่นสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้หลายตาเดิน


    “นี่คือสิ่งที่เซคทาวน่าจะทำ” เธอกล่าว “เขาไม่ได้วางแผนแค่เพื่อโจมตี แต่ยังเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้ในทุกแง่มุม”


    เมื่อภาพแสดงตำแหน่งและรูปแบบการเดินทัพของเซคทาวที่คาดการณ์ไว้ ทุกคนในห้องต่างเงียบงัน มันซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิด


    “นี่มันเหมือนหมากรุก” มิเรลกระซิบเสียงเบา “ทุกตาเดินของเรา…เขาดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าหมดแล้ว”


    ยูเอะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หันมามองพี่ชายด้วยสายตากังวล น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “แล้วเราจะทำยังไงดีคะพี่?”


    ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่อาคิระ ไม่เพียงแค่ยูเอะ ดราโก้และมิเรลเองก็มองเขาด้วยแววตาเชื่อมั่นเช่นกัน เพราะในใจของพวกเขา อาคิระคือคนที่เคยพาพวกเขาผ่านศึกหนักกับองค์หญิงนากาเรียมาได้


    แต่อีลิน่าซึ่งยังคงสงวนท่าที ยืนนิ่งมองเขาอยู่เงียบๆ เธอไม่แสดงออกชัดเจนว่าตัวเองเชื่อใจเขาหรือไม่ แต่ความละเอียดในสมมติฐานของอาคิระและความมั่นใจของเขา ทำให้เธอตัดสินใจที่จะลองเชื่อใจเขาดูสักครั้ง


    ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ห้าพี่น้องป๋องแป๋งนั่งซุบซิบกันเบาๆ ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัว แม้พี่ป๋องจะพยายามยิ้มและปลอบน้องๆ แต่เสียงของเขาก็สั่นไม่แพ้กัน


    อาคิระกวาดตามองทุกคนในห้อง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่ได้พูดอะไรทันที แต่สายตาแน่วแน่ของเขาส่งความมั่นใจให้ทีมเล็กๆ นี้อย่างเงียบงัน ในใจเขารู้ดีว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเขา


    “ฟังนะ” อาคิระเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขามั่นคง ราวกับเป็นศูนย์กลางของความหวังในห้อง “เราไม่มีทางเลือกนอกจากทำให้ดีที่สุด อย่าลืม—เรามีจุดแข็งของเราเอง และมันมากพอจะเปลี่ยนสถานการณ์นี้”


    สายตาของเขากวาดมองทุกคนที่อยู่รอบๆ ราวกับจะย้ำว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


    “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผม หรือของพวกคุณ มันคือเรื่องของทุกคนที่เราหวังจะปกป้อง เราจะไม่ยอมแพ้”


    เสียงของเขาแผ่วลงเล็กน้อย แต่หนักแน่นพอจะฝังลึกในใจคนฟัง “เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในแผน และเชื่อมั่นในพวกเราทุกคน”


    คำพูดของเขาทำให้ทุกคนในห้องเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงตอบรับหนักแน่นจะดังขึ้น ราวกับเป็นการประกาศว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า


    อาคิระยืนอยู่หน้ากองข้อมูลที่แสดงอยู่บนโต๊ะโฮโลแกรม ภาพแผนที่สามมิติกับเส้นสีแดงที่แสดงตำแหน่งของศัตรูและทีมของพวกเขาสว่างวาบอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังจุดยุทธศาสตร์ ราวกับกำลังค้นหากุญแจสำคัญที่จะพลิกสถานการณ์นี้ได้


    เขาเดินวนรอบโต๊ะอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบราวกับเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลัง ทุกคนในห้องต่างหยุดหายใจ เฝ้ารอการตัดสินใจจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวังและแรงกดดัน


    ในหัวของอาคิระ ภาพความทรงจำครั้งเล่นเกมกลยุทธ์ RTS กับพ่อผุดขึ้นมา เขานึกถึงคำแนะนำของพ่อที่เคยบอกไว้ว่า “ในสงคราม ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรืออาวุธที่สำคัญ แต่คือวิธีที่เราใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด” แม้จะเป็นเพียงเกม แต่เขารู้ว่าความเข้าใจด้านกลยุทธ์นั้นสามารถนำมาปรับใช้ได้ในสถานการณ์จริง และครั้งนี้คือโอกาสพิสูจน์ความสามารถของเขา


    อาคิระกวาดสายตาไปยังข้อมูลที่โอซิริสเตรียมไว้ เส้นทางเคลื่อนพลของศัตรู จุดยุทธศาสตร์ที่จะได้เปรียบ จุดอ่อนที่อาจโจมตีได้ ทุกอย่างต้องถูกคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อให้ทีมของพวกเขามีโอกาสรอดมากที่สุด


    เขาหยุดเดิน หันไปมองทุกคนในห้อง ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความกังวล แต่แววตานั้นยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวเขา


    จู่ๆ เขาก็ยืนตัวตรง สูดหายใจลึก และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เรามีแผนแล้ว”


    คำพูดของเขาเหมือนจุดประกายความหวัง ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่เขา รอฟังคำสั่งแรกจากผู้นำที่พวกเขาเลือกเชื่อมั่นในยามคับขัน


    “หัวใจหลักของแผนการคือมิเรล” อาคิระเริ่มต้นอธิบายพร้อมชี้นิ้วลงบนแผนที่ที่แสดงอยู่บนโต๊ะโฮโลแกรม “เราจะวางถังน้ำมันตามจุดสำคัญเหล่านี้” เขาไล้นิ้วไปตามพื้นที่ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ “จากนั้น พวกเราจะซุ่มอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย เมื่อศัตรูผ่านเข้ามา เราจะโยนถังน้ำมันใส่พวกมันโดยตรง ถังเหล่านี้จะกลายเป็นตัวล่อ ทำให้พวกมันโจมตีจนเกิดการระเบิด”


    เขาหยุดเว้นช่วงเพื่อให้ทีมได้ทำความเข้าใจ ก่อนจะอธิบายต่อ “ไฟที่ลุกลามจะทำให้พื้นที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว กำจัดพวกตัวเล็กๆได้ และสร้างความเสียหายสะสมแก่พวกที่เหลือ ระหว่างนั้นเราจะถอยร่นในจังหวะที่กำหนดไว้ พร้อมกับล่อพวกมันเข้าสู่พื้นที่ควบคุม”


    “แต่ระวังด้วย” อาคิระเสริมเสียงหนักแน่น “เราไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในวงไฟที่เราสร้างขึ้นได้ ดังนั้นต้องรักษาระยะห่างและระมัดระวังการเคลื่อนไหวให้ดี”


    เขาหันไปชี้จุดหนึ่งบนแผนที่ “พื้นที่นี้จะถูกเตรียมไว้เป็นเขาวงกต เพื่อชะลอการเคลื่อนที่ของศัตรู ลดความเร็วและทำให้พวกมันเสียจังหวะ เราจะนำพวกมันเข้าสู่กับดักทีละน้อย”


    เขามองไปรอบๆ เห็นทุกคนตั้งใจฟัง “ที่สำคัญ ระวังอย่าหลงในเขาวงกตเอง นี่คือเกมแห่งการควบคุม และเราต้องคุมเกมนี้ไว้ให้ได้”


    “เมื่อเราล่อพวกเขามาถึงจุดนี้” อาคิระชี้ไปยังพื้นที่เนินลาดบนแผนที่โฮโลแกรม “เราจะได้เปรียบเชิงพื้นที่ เนินตรงนี้มีหลุมลึกหลายจุด และพื้นที่หลบหนีน้อย ถ้าเราควบคุมจังหวะได้ มันจะเป็นกับดักที่สมบูรณ์แบบ”


    เขามองมิเรล “ตรงนี้ เธอต้องใช้เวทย์ลมสร้างกระแสลมดูดพวกมันมาตรงกลาง ไฟจากการระเบิดจะถูกดึงเข้ามาด้วย กลายเป็นเสาเพลิงที่ไม่มีทางหนี”


    “แล้วหลังจากนั้น?” มิเรลถาม ขณะสายตาของเธอจับจ้องไปที่จุดที่อาคิระชี้


    “ตรงนั้น ดราโก้จะเติมเชื้อไฟด้วยเปลวเพลิงไร้สิ้นสุดจากอิกนิส” อาคิระตอบ พร้อมหันไปทางดราโก้ที่ยิ้มกว้าง


    “กล้วยๆ น่า!” ดราโก้พูดก่อนเอาสนับมือกระแทกกันจนเกิดประกายไฟขึ้น รอยยิ้มมั่นใจของเขาสร้างกำลังใจให้ทุกคน


    “สุดท้าย มิเรลจะใช้เวทย์น้ำเย็นดับไฟทันที เพื่อทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นกับดักสมบูรณ์” อาคิระอธิบายพร้อมมองเธอด้วยสายตาคาดหวัง “เธอทำได้ไหม?”


    มิเรลชะงักเล็กน้อยก่อนแสยะยิ้มมั่นใจ “คิดว่าฉันเป็นใคร นี่นักเวทย์อันดับหนึ่งของอันดีนนะ”


    ยูเอะหัวเราะเบาๆ “เวทย์ของพี่มิเรลยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว แต่พี่คะ ทำไมต้องใช้น้ำเย็นล่ะ? เราไม่เผาให้สุดๆ ไปเลยเหรอคะ?”


    อาคิระหัวเราะเล็กน้อยก่อนพยักหน้าให้โอซิริสอธิบายแทน “การใช้ไฟอย่างเดียวอาจทำลายพวกมันได้ช้ากว่าที่เราคิด แต่เมื่อโลหะร้อนจัดโดนน้ำเย็น จะทำให้มันเปราะและแตกหักง่ายขึ้น ยิ่งพวกมันพึ่งเกราะโลหะ พลังของเธอจะทำให้แผนนี้สมบูรณ์แบบ”


    ยูเอะพยักหน้าเข้าใจ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อน “แต่หนูก็ยังสงสารพวกเขาอยู่นะคะ แม้ว่าเราจะต้องสู้กัน”


    “ใช่” อาคิระตอบเสียงเรียบแต่หนักแน่น “พี่เองก็ชอบทางสันติมากกว่า แต่ถ้าพวกเขาเลือกใช้ความรุนแรง พี่ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทุกคน”


    อีลิน่าที่เงียบฟังอยู่ถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “แล้วถ้าเซคทาวหลุดผ่านแผนนี้มาได้ล่ะ? แผนแค่นี้จะหยุดเขาได้จริงเหรอ?”


    อาคิระยิ้มบางๆ พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “แน่นอนว่าแผนนี้หยุดเขาไม่ได้ แผนนี้มีไว้เพื่อลดจำนวนศัตรูให้เราจัดการได้ง่ายขึ้น และสร้างจังหวะให้ทีมเราเท่านั้น”


    เขาหันไปทางอีลิน่าพร้อมย้ำเสียงหนัก “ศึกสุดท้ายจะเกิดขึ้นที่หน้าค่าย เราจะตั้งรับด้วยทุกอย่างที่เรามี และคุณ อีลิน่า… คุณคือหัวใจหลักที่จะต้องปกป้องประตูค่ายเอาไว้ให้ได้”


    ทุกคนหันมองอีลิน่าด้วยความคาดหวัง เธอสูดลมหายใจลึกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “หน้าที่ของฉันคือการ์เดี้ยน และฉันจะยืนหยัดจนลมหายใจสุดท้ายเพื่อปกป้องทุกคน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเซคทาวด้วยตัวคนเดียวก็ตาม”


    น้ำหนักคำพูดของเธอสร้างความฮึกเหิมในหัวใจของทุกคน เสียงหายใจของทีมที่เคยตึงเครียดกลับสงบลง ราวกับความกลัวที่ครอบงำเริ่มสลายไปในความแน่วแน่ของอีลิน่า


    อาคิระมองภาพรวมบนโต๊ะโฮโลแกรมก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในช่วงตั้งรับหน้าประตู พวกเราจะใช้ข้อได้เปรียบของพื้นที่สร้างอุปสรรคเพื่อขัดขวางการเคลื่อนที่ของพวกมัน พวกศัตรูที่มีความเร็วสูงมักจะพึ่งพาความคล่องตัวแทนพลังป้องกัน ถ้าเราทำให้พวกมันช้าลงได้ โอกาสชนะจะสูงขึ้น”


    เขาหันไปหามิเรลที่กำลังตั้งใจฟัง “จากนี้ เธอจะใช้เวทย์น้ำและน้ำแข็งเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องโจมตีโดยตรง”


    มิเรลขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสงสัย “ทำไมล่ะ? ถ้าฉันโจมตีตรงๆ เราน่าจะจัดการพวกมันได้เร็วกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?”


    อาคิระยิ้มเล็กน้อยพร้อมอธิบาย “เธอจะต้องมุ่งเน้นไปที่การคลุมพื้นที่ด้วยน้ำก่อน แล้วเปลี่ยนน้ำนั้นให้กลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าทำสำเร็จ เราอาจจะจับขาของหุ่นยนต์บางตัวไว้ได้ และถ้าพวกที่กระโดดลงมา มันจะลื่นและเสียหลัก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้เราจัดการได้ง่ายขึ้น”


    เมื่อได้ยินคำตอบ มิเรลถึงกับหัวเราะเบาๆ “อ๋อ แบบนี้เอง… นายกำลังทำให้ฉันใช้มานาแบบมีคุณภาพมากกว่าปริมาณใช่ไหม?”


    อาคิระยิ้มอย่างพอใจ “ใช่ เธอเข้าใจถูกแล้ว”


    รอยยิ้มอันตราตรึงนั้นทำให้มิเรลรู้สึกถึงความมั่นใจที่ถูกถ่ายทอดมา เธอรีบเบือนหน้าหนี แต่มันไม่ทันปกปิดสีแดงที่ขึ้นมาถึงใบหู


    ดราโก้ซึ่งเงียบฟังมาตลอดยกมือขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน “แล้วฉันล่ะ นายจะให้ฉันทำอะไร?”


    อาคิระหันไปทางเขา “นายจะอยู่ข้างฉันเพื่อคอยรับมือเซคทาวโดยตรง นายใช้พลังของแรงโน้มถ่วงเพิ่มน้ำหนักของเซคทาวไปเรื่อยๆให้เคลื่อนไหวช้าลง ฉันจะลอบโจมตีจากจุดบอดของมันไปเรื่อยๆ ตรงจุดนี้อันตรายมากๆ เราต้องทำงานเป็นทีม”


    ดราโก้ยิ้มกว้าง ยกสนับมือขึ้นแล้วปล่อยแรงโน้มถ่วงเบาๆ ลงกับพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย “เห็นไหม? แค่นี้มันเรื่องจิ๊บๆ!”


    ยูเอะยกมือขึ้นสูงเหมือนเด็กในชั้นเรียน “แล้วหนูล่ะคะพี่? หนูจะช่วยอะไรได้บ้าง?”


    อาคิระยิ้มพร้อมย่อตัวลูบศีรษะเธอเบาๆ “ยูเอะ พี่อยากให้เธอโฟกัสที่ช่วยอีลิน่าเป็นหลักนะ เพราะถ้าประตูถูกเจาะ แนวรับของเราจะพังทั้งหมด ยูเอะจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แนวป้องกันนี้ได้ดีที่สุด”


    ยูเอะพยักหน้าอย่างมั่นใจ “หนูจะทำให้ดีที่สุดค่ะ! แต่…ถ้ามีคนอื่นบาดเจ็บ หนูจะไม่ได้ช่วยพวกเขาเลยเหรอคะ?”


    อาคิระส่ายหัวช้าๆ “การลดผลของหมอกคาออสให้ทุกคนเป็นภาระที่หนักพอสำหรับเธอแล้ว พี่ไม่อยากให้เธอแบกรับเกินไป พี่เป็นห่วงเธอ”


    คำพูดนั้นทำให้ยูเอะยิ้มกว้าง ดวงตาของเธอเปล่งประกายความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม


    ขณะนั้น พี่ป๋องยกมือขึ้นพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “แล้วผมล่ะครับ ท่านผู้บัญชาการ ผมต้องทำอะไร?”


    อาคิระหัวเราะเล็กน้อย “นายและพวกพี่น้องของนายต้องทำหน้าที่ลำเลียงถังน้ำมันไปยังจุดที่เราวางแผนไว้ และช่วยโอซิริสส่งข้อมูลประสานงานให้ทุกคน รวมถึงกำจัดโดรนที่บินบนอากาศก่อนที่มันจะรบกวนแผนเรา”


    พี่ป๋องทำท่าตะเบ๊ะก่อนตอบเสียงดัง “ได้เลยครับ ท่านผู้บัญชาการ!”


    เสียงหัวเราะเบาๆ ของทุกคนดังขึ้นในความกดดัน อาคิระยิ้มพร้อมประกาศเสียงดัง “เอาล่ะ เริ่มแผนได้!”


    เสียงตอบรับของทีมดังลั่น “โอ้ว!”


    หลังจากรับคำสั่งจากอาคิระ ห้าพี่น้องป๋องแป๋งรีบแยกย้ายไปแจ้งแผนกับสมาชิกหุ่นยนต์ในทีมอย่างกระตือรือร้น พวกเขารับหน้าที่ลำเลียงถังน้ำมันไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ตามแผนที่วางไว้ โดยไม่ปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ขณะเดียวกัน ทีมหลักของอาคิระต่างเร่งมือสร้างอุปสรรคและเขาวงกตในพื้นที่สมรภูมิ เตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่กำลังจะมาถึง เสียงเครื่องมือและการทำงานในฐานที่มั่นดังก้องเป็นระยะ คล้ายกับเสียงหัวใจที่เต้นถี่ระหว่างรอคอยศึกใหญ่


    ทว่า เสียงนั้นไม่ได้ดังเพียงในฐานของพวกเขาเท่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองทัพไซบอร์กที่เคลื่อนพลมาจากระยะไกลเริ่มก้องกังวานขึ้นเรื่อยๆ ความเงียบที่ปกคลุมในอากาศกลับกลายเป็นความกดดันที่ทุกคนสัมผัสได้ มันเป็นพลังงานลึกลับบางอย่างที่แผ่ซ่านมาเหมือนลมกรดที่ยากจะหลีกเลี่ยง


    ไม่ช้า เสียงคำรามของกองทัพไซบอร์กก็ดังใกล้เข้ามา เงาแรกของศัตรูเริ่มปรากฏในสายตา หุ่นยนต์นับไม่ถ้วนเคลื่อนตัวออกมาเป็นแนวแถวเรียง เหล่าทหารไซบอร์กในเกราะโลหะที่สะท้อนแสงวาววับกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง พวกมันถืออาวุธพลังงานในมือ เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีโดยไร้ความลังเล


    แล้วร่างมหึมาของเซนทอร์โลหะผู้นำทัพก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหมอกคาออสอย่างช้าๆ ดวงตาสีแดงลุกวาวของมันเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับเปลวไฟที่ไม่เคยดับ ทวนพลังงานในมือของมันสะท้อนแสงเย็นเยียบ ดูราวกับอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลิดชีวิต ท่วงท่าที่หนักแน่นของมันทำให้ทุกย่างก้าวดังก้องจนพื้นดินเหมือนจะสั่นสะเทือน


    เสียงโลหะกระแทกพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าดังกึกก้อง เสมือนเสียงเตือนที่บอกว่าศึกใหญ่ได้มาถึงแล้ว ความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากหมอกคาออสแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของทุกคนที่เฝ้ามองจากแนวหลัง


    เมื่อหมอกคาออสแตกตัวออกจนหมดสิ้น กองทัพของเซคทาวก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจน ลมหายใจของทุกคนแทบสะดุด ความเงียบในอากาศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ความหวาดหวั่นปกคลุมบรรยากาศ แต่ไม่มีใครถอย ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของศึกใหญ่ที่ไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาด


    นี่คือสงครามที่จะตัดสินอนาคตของดราฟต์ ทุกชีวิตในที่นี้ถูกเดิมพัน ไม่มีการถอยหลัง และไม่มีการอภัยสำหรับความล้มเหลว