ตอนที่83 เผชิญหน้ากับกระทิงป่าเขาเพลิง
หลังจากที่กล้วยและไอ้จ๋อล่ำลาคนในหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอมและนายกองคนใหม่อย่างตองอูกับน้องชายของเขาตองซอแล้วกล้วยก็ออกเดินทางต่อในทันทีซึ่งเป้าหมายในการเดินทางของเขาในครั้งนี้คือบ้านไผ่ดำเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีจำนวนผู้อยู่อาศัยเพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้นและเป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดเขตภาคตะวันออกตอนบนเกือบจะเข้าเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย....
ซึ่งเหตุผลที่กล้วยเลือกหมู่บ้านนี้เป็นเป้าหมายต่อไปก็เพราะว่าเขาคิดที่จะเดินทางกลับหมู่บ้านท่าเสด็จแล้วเขาจึงเลือกที่นี่ที่อยู่ตรงทิศทางเดียวกัน.....
ช่วงเย็นของวัน.....
“วันนี้พวกเราคงจักต้องพักกันที่นี่เสียแล้วไอ้จ๋อเอ็งช่วยไปหาฝืนมาให้ข้าหน่อย ส่วนข้าจักทำที่เอาไว้สำหรับนอนเอง”
ได้สิ!
เพราะพวกเขามีกันแต่สองคนทั้งคู่จึงต้องแบ่งหน้าที่กันในการทำงานเพื่อจักสร้างที่พักชั่วคราวซึ่งการนอนพักในป่านั้น ถ้าไม่ได้นอนบนต้นไม้ พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องก่อกองไฟด้วยเพราะแสงไฟจะช่วยไล่สัตว์บางชนิดได้.....
แต่สำหรับกล้วยเขาไม่ใช่แค่จะก่อกองไฟเท่านั้นแต่เขาจะใช้มนต์อาคมบางอย่างเพื่อปกป้องพวกเขาเอาไว้สัตว์มีพิษบางตัวที่ไม่กลัวแสงไฟด้วย.....
ทว่าในตอนนั้นเอง.....
“ในเมื่อพี่บุญสมตามพวกเรามาขนาดนี้แล้ว ท่านก็ออกมาเถิด จักทำตัวหลบๆซ่อนอยู่ทำไม?”
แกร๊บ!
อ๊ะ!
ในขณะนั้นเองกล้วยก็พูดขึ้นพร้อมกับหันไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งคนที่เขาพูดด้วยนั้นก็คือชายหนุ่มบุญสมที่แอบตามพวกเขามาได้สักพักหนึ่งแล้วนั่นเองและเมื่อชายหนุ่มบุญสมถูกกล้วยจับได้ เขาก็รู้สึกตกใจมากก่อนจะพลาดไปเหยียบกิ่งไม้ใกล้ๆ นั้น พร้อมกับส่งเสียงร้องอุทานออกมา.....
“เอ็งรู้ด้วยรึว่าข้าแอบตามมา?”
ชายหนุ่มบุญสมถามด้วยกลับไปด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อยทั้งๆ ที่เขาควรจะรู้ว่ากล้วยนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน และคนที่แข็งแกร่งอย่างกล้วยมีหรือที่จะรับรู้สึกตัวเขาไม่ได้.....
“ข้ารู้มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ท่านรู้ตัวว่าข้ารู้แล้วเพราะข้ามิรู้ว่าท่านตามพวกข้ามาด้วยเรื่องอันใดว่าแต่ท่านตามพวกเขามาด้วยเรื่องอันใดรึ?”
กล้วยยิ้มและตอบกลับชายหนุ่มบุญสมอย่างเป็นกันเองซึ่งเขารู้นานแล้วว่าชายหนุ่มบุญสมแอบตามเขามา เพียงแต่เขาไม่ได้พูดอะไรแค่ปล่อยให้ชายหนุ่มบุญสมตามพวกเขาต่อไปเท่านั้น.....
อ๊ะ!
“คือว่า.......ข้าอยากที่จักออกผจญภัยเพื่อหาประสบการณ์แต่ข้ามิรู้ว่าจักไปที่ใดดี จึงลองตามพวกเอ็งมาดู เผื่อว่าจักได้ความคิดดีๆในการออกหาประสบการณ์”
อา....ห๊ะ!
“พวกเอ็งทั้งสองทำหน้าเยี่ยงนั้นมันหมายความว่าเยี่ยงใดกัน? ข้ามิได้คิดที่จะสะกดรอยตามพวกเอ็งมาเพื่อทำมิดีมิร้ายดอกนะ!”
ชายหนุ่มบุญสมเห็นสายตาของกล้วยกับไอ้จ๋อที่จ้องมองมาที่เขาแบบแปลกๆเขาก็รีบพูดแก้ต่างให้กับตัวเองในทันทีว่าตัวเขาไม่ได้คิดที่จะทำเรื่องไม่ดีกับกล้วยแต่มาที่นี่เพื่อออกหาประสบการณ์จริงๆ แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะไปเริ่มจากที่ไหนก่อนเขาจึงได้ลองตามกล้วยกับไอ้จ๋อมา......
“ท่านอย่าได้กังวลใจไปเลย พวกข้ามิว่าท่านดอก กลับกันข้าควรจักดีเสียอีกที่มีคนรู้จักมาร่วมเดินทางไปด้วยกันแลหากว่าท่านยังมิได้มีที่ไหนที่ต้องการจักไป ก็เดินทางร่วมไปกับพวกเราก่อนก็ได้ไว้ท่านมีที่ใดที่อยากจักไปจริงๆ แล้วค่อยว่ากันอีกครา”
อ้า
เมื่อชายหนุ่มบุญสมได้ยินคำพูดของกล้วยเขาก็รู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากในตอนแรกเขาคิดว่ากล้วยจะพูดด้วยยากกว่านี้แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นกล้วยที่ชักชวนเขาก่อน.....
“ขอบน้ำใจเอ็งยิ่งนักกล้วย”
มิเป็นไร!
หลังจากที่พูดคุยตกลงกันเสร็จแล้วกล้วยก็ได้ขอให้ชายหนุ่มบุญสมออกไปหาฝืนรอบๆ นี้มาเพื่อก่อกองไฟให้ใหญ่ขึ้นและให้ไอ้จ๋อไปตัดใบกล้วยขนาดใหญ่มาสามสี่ใบเพื่อใช้สำหรับรองนอนและรองอาหารที่พวกเขาจะทำกินกัน........
แป๊ะ!แป๊ะ! แป๊ะ! (เสียงกองไฟ)
“กล้วย! เอ็งอายุเพียงเท่านี้ เหตุใดเอ็งถึงได้เก่งกล้าเยี่ยงนี้กัน?เอ็งพอจักช่วยแนะนำข้าได้บ้างหรือไม่?”
หลังจากที่บุญสมเก็บคำถามเอาไว้อยู่นานในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมาเพราะเขาเองก็อยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน.......
แนะนำรึ?
“ข้าต้องขอโทษพี่ชายบุญสมด้วย แต่ข้าไม่อาจที่จักสอนให้กับคนนอกได้ถ้าท่านต้องการที่จักเรียนรู้วิชาจากข้าท่านก็ต้องเข้าร่วมเป็นศิษย์ในสำนักเดียวกันกับข้าหรือไม่.....ท่านก็ต้องมาติดตามข้าเสียก่อน ข้าถึงจักสอนท่านได้”
อ้า......
ไม่ใช่ว่ากล้วยเป็นคนที่หวงวิชาแต่วิชาที่เขาเรียนมานั้นไม่อาจที่จะสอนให้ใครต่อใครได้เพราะวิชาที่เขาร่ำเรียนมานั้นเป็นวิชาที่หาเรียนได้ยากถ้าสอนให้กับใครมั่วซั่วมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ ดังนั้นแล้วนอกจากคนคนนั้นจะเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักเดียวกันกับเขา หรือไม่ก็ต้องมาเป็นผู้ติดตามเขาเท่านั้นเขาถึงจะสอนให้ได้......
ซึ่งนั้นทำให้ชายหนุ่มบุญสมถึงกับผงะไปเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นแต่เมื่อเขาคิดดูดีๆ เขาก็เข้าใจเรื่องนี้ได้เพราะคงไม่มีใครต้องการสอนวิชาให้กับคนที่ไม่ได้รู้จักมัดจี่กันหรอก.......
“ถ้าเยี่ยงนั้นก็มิเป็นไร ข้าขอโทษด้วยที่พูดอะไรเยี่ยงนั้นออกไปโดยมิทันคิดให้ดีเสียก่อน”
“หามิได้พี่บุญสม ข้าจะกล่าวโทษท่านได้เยี่ยงไรท่านมิได้กระทำการอันใดที่ผิดเสียหน่อย ท่านเพียงอยากรู้และถามข้า ข้าก็แค่ตอบแทนมิมีสิ่งใดที่ผิดเลย”
อื้ม.....
ชายหนุ่มบุญสมได้แต่ก้มหน้าและไม่กล้าที่จะสู้หน้ากับกล้วยเพราะเขาอายุตั้งมากกว่าแล้วแต่กลับทำตัวราวกับเด็กแต่กล้วยที่อายุน้อยกว่าแต่เขากลับดูเป็นผู้ใหญ่ที่มากด้วยความคิดความอ่านรู้ว่าสิ่งไหนควรที่จะปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติแล้วแบบนี้จะให้เขากล้าสู้หน้าได้ยังไงกัน......
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นชายหนุ่มบุญสมจึงไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากกินอาหารในส่วนของตัวเองให้หมดและรีบเข้านอน ส่วนกล้วยเมื่อเขาเห็นว่าบุญสมไม่พูดอะไร เขาก็ไม่คิดที่จะรบกวนและทำให้บรรยากาศมาเลวร้ายลงแต่เพื่อไม่ให้เวลามันสูญเปล่า เขาจึงหันมานั่งสมาธิเพื่อเพิ่มพลังฌานให้กับตัวเองแทน......
เช้าวันถัดมา.......
“พี่บุญสม! ตื่นเถอะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
หือ?
เช้าแล้วรึ?
“ไม่ดอก นี่พึ่งจักเช้ามืดอยู่แต่เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พวกสัตว์มันออกหากินและเป็นช่วงที่แสงจากกองไฟของพวกเรามิได้ผลอันใดกับพวกมัน พวกเราเลยต้องเร่งออกเดินทางกันเสียตอนนี้จ๊ะแต่ถ้าพี่บุญสมอยากจะนอนต่อก็ได้นะ ข้ากับไอ้จ๋อจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”
อ๊ะ!
ข้าตื่นแล้ว!
“พวกเอ็งรอข้าสักประเดี๋ยวนะ ข้าขอล้างหน้าให้ตาสว่างเสียก่อน!”
ชายหนุ่มบุญสมเคยออกเดินป่าและอยู่ในป่ามาแล้วดังนั้น เขาจึงรู้ว่าควรที่จะทำอะไรเมื่ออยู่ในป่าแต่เพราะเขาไม่ได้เข้าป่าในช่วงหลังๆมันจึงทำให้เขาติดนิสัยการนอนในหมู่บ้านที่แสนปลอดภัย....
หลังจากนั้นไม่นาน.....
หาว!!!!
“อากาศเช้าวันนี้ช่างเย็นยิ่งนัก ทั้งๆที่ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาหน้าร้อนแท้ๆ”
อู้ย!!
“ที่มันหนาวเยี่ยงนี้เป็นเพราะป่าที่นี่มีช่องให้ลมพัดผ่านบวกกับน้ำค้างที่เกาะตามกิ่งไม้ใบหญ้าด้วยแล้วเมื่อลมมันพัดมากระทบกับน้ำค้างพวกนั้น อากาศในนี้จึงเย็นเยี่ยงนี้แหละ”
อ้า.....
“เอ็งนี่ความรู้เยอะจังเลยนะกล้วย ขนาดข้ายังมิรู้ความเลย”
“ไม่มากดอก แต่ถ้าท่านอยากรู้ ท่านสามารถมาเป็นผู้ติดตามของข้าได้นะข้าจักสอนให้ อิอิ!”
เอ็งนี่.......
ชายหนุ่มบุญสมอุตส่าห์ลืมเรื่องนี้ไปแล้วแต่เพราะกลัวพูดมันขึ้นมาอีกครั้ง ความคิดเดิมๆ ที่น่าอดสูจึงเข้ามาในหัวของเขาอีกและมันก็วนอยู่ในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมา.....
“ข้าแค่ล้อท่านเล่นเท่านั้นเอง เหตุใดท่านถึงได้ทำหน้าเยี่ยงนั้นด้วย”
ทั้งๆที่กล้วยก็รู้อยู่เต็มอกว่าที่เขาพูดออกไปก็เพื่อแกล้งชายหนุ่มบุญสมแต่เขาก็ยังทำราวกับว่าเขาไม่ได้ตั้งใจและพูดมันออกมาเพราะเผอเรอเท่านั้น.....
“ช่างมันเถอะ ถ้าให้ดีเอ็งก็อย่าได้พูดถึงมันอีกก็เพียงพอแล้วถือว่าข้าขอร้องก็แล้วกัน”
ได้จ้ะ!
“ข้าจักมิพูดถึงเรื่องที่ให้ท่านมาเป็นผู้ติดตามของข้าอีกแล้ว”
เอ็ง......
ชายหนุ่มบุญสมเกือบจะปี๊ดแตกแล้วเมื่อครู่นี้เขารู้แล้วว่ากล้วยกำลังแกล้งเขาอยู่ แต่เขาก็ไม่อาจที่จะทำอะไรกล้วยได้เพราะความแข็งแกร่งของกล้วยนั้นมีมากกว่าเขา ที่ทำได้ก็แค่เก็บกดอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้กับตัวเองเท่านั้น......
อิอิ!
“กล้วย! เอ็งจักแกล้งไอ้หนุ่มนั้นอีกนานไหมตอนนี้ข้าว่าพวกเราคงจักเดินหน้าไปต่อมิได้แล้ว”
หือ?
ก๊าก!!
ฟุ๊ด!ฟุ๊ด! ฟุ๊ด!
“มะ........มะ.....มิจริงน่า นั่นมันกระทิงป่าเขาเพลิง?!”
ม้อ!!
กระทิงป่าเขาเพลิง?
นี่เป็นครั้งแรกของกล้วยเลยที่ได้เห็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเช่นนี้ก่อนหน้านี้พญาหมูป่าและพญาเสือโคร่งก็ว่าแข็งแกร่งและน่ากลัวแล้วแต่เจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้น่ากลัวและแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกมันเสียอีกโดยเฉพาะเขาที่มีเปลวเพลิงห่อหุ้มอยู่ แม้ว่าจะอยู่ห่างกันเกือบห้าสิบเมตรแต่ความร้อนจากเขาคู่นั้นก็ยังส่งผลมาถึงพวกเขาได้.......
“รีบหนีเร็วเข้ากล้วย!กระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้จักต้องเป็นสัตว์อสูรระดับแม่ทัพเป็นแน่!”
แม้ว่าชายหนุ่มบุญสมจะไม่เคยเห็นกระทิงป่าเขาเพลิงมาก่อนแต่เขาก็ได้ฟังเรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่มามาก รวมถึงพวกนายทหารที่เคยพบเจอมันด้วยว่ามันแข็งแกร่งขนาดไหน.....
สัตว์อสูรระดับแม่ทัพ?
“มันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยรึพี่บุญสม?”
แน่นอนว่ากล้วยย่อมรู้จักความแข็งแกร่งของกระทิงป่าตัวดีอยู่แล้วเพราะเขาเป็นถึงนักรบระดับนายพัน มีหรือที่เขาจะมองความแข็งแกร่งของมันไม่ออกซึ่งเขาเองก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับระดับพลังของพวกสัตว์อสูรมาแล้วเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับแม่ทัพแต่เป็นเพียงแค่สัตว์อสูรระดับทหารชั้นสูงหรือเทียบกับนักรบระดับนายพันสูงนั่นเอง......
ซึ่งระดับของสัตว์นั้นสามารถแบ่งออกได้ทั้งหมดหกระดับด้วยกันได้แก่ ระดับทั่วไป ระดับทหาร ระดับแม่ทัพ ระดับขุนศึก ระดับราชาและก็ระดับกษัตริย์.....
สัตว์ที่อยู่ในระดับทั่วไปนั้นก็ตามชื่อของมันเลยพวกมันเป็นเพียงแค่สัตว์ป่าทั่วๆ ไป แต่หลังจากมันมีความดุร้ายและมีพลังเพิ่มมากขึ้นพวกมันจะถูกเรียกว่าสัตว์ดุร้าย หรือก็คือพวกระดับทหาร และยิ่งพวกมันแข็งแกร่งขึ้นระดับของพวกมันก็จะเพิ่มมากขึ้น.....
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสัตว์บางชนิดที่เกิดมาพร้อมกับพลังที่แข็งแกร่งโดยที่พวกมันไม่ต้องไปเริ่มนับหนึ่งจากการเป็นสัตว์ป่าทั่วๆ ไป อย่างกระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้แค่พวกมันเกิดมา พวกมันก็อยู่ระดับสัตว์ดุร้ายหรือระดับทหารขั้นต้นแล้วส่วนเจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้ มันอยู่ในช่วงวัยหนุ่มเท่านั้นระดับพลังของมันจึงจัดอยู่แค่ระดับทหารชั้นสูง ยังไม่ถึงระดับแม่ทัพ......