สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 วิธีการของราชา

            ซุนเฟยฟังนักเวทชุดคลุมสีดำอธิบายจบก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ

            ที่ตั้งเทพและปีศาจคาดว่าคงไม่ต่างอะไรกับสุสานที่มีขุมสมบัติฝังอยู่ข้างในแบบโลกเก่าถ้าโชคดีสามารถหาที่ตั้งเทพและปีศาจที่ยังไม่เคยค้นพบได้ ก็จะได้รับอุปกรณ์เวทมนตร์หรือพวกม้วนคัมภีร์ในสมัยเทพปีศาจที่หลงเหลืออยู่ในที่ตั้งนั่นหากใช้อย่างถูกต้องจะเป็นประโยชน์ต่อเมืองในอนาคตต่อให้ราชอาณาจักรไอนด์โฮเวนตูดหมาอะไรนั่นพบเบาะแสแล้วสืบสาวมาถึงเมือง พวกเราก็ไม่ต้องไปกลัวมันแต่อย่างใด

            “เยี่ยม เจ้าพูดมาขนาดนั้นแล้วก็เอาแผนที่นั่นออกมาสิ!” ซุนเฟยยืดมือออกไปพลางพูดกลั้วหัวเราะ“ท่านเอแวนส์ เจ้าพูดไม่ผิดเลย ดูเหมือนว่าพวกเรายังมีโอกาสได้ร่วมมือกันจริงๆ...อืมแต่ว่าเจ้าจะต้องนำแผนที่ออกมาให้ข้าตรวจสอบก่อนว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือหลอก จะทำอย่างไรถ้าสิ่งที่เจ้าพูดมามันเป็นเรื่องหลอกลวง?”

            “ฮ่าๆๆ...แค่กๆ...ฮิๆ เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าข้าโง่เหรอ?” นักเวทชุดคลุมสีดำสำลักเลือดออกมา ใบหน้าเผยแววเยาะเย้ยแล้วพูดว่า“เกรงว่าวินาทีที่ข้ามอบแผนที่นั้น ข้าก็คงกลายเป็นศพที่เย็นชืดเสียมากกว่า เจ้าว่าไหม?”

            ซุนเฟยไม่ได้มีท่าทางขึงโกรธ เขาคุกเข่าลงแล้วแตะบ่าของนักเวทชุดคลุมสีดำพลางพูดว่า“ข้าจะทำแบบนั้นได้ย่างไรเล่า? ท่านเอแวนส์ก่อนหน้านี้ข้าสาบานด้วยเกียรติของราชวงศ์เมืองแซมบอร์ดไปแล้ว พระเจ้าก็เป็นพยานได้ ทำไมข้าจะต้องโกหกเจ้าด้วย?อีกอย่างนะ หากอยากเปิดที่ตั้งเทพและปีศาจอย่างที่เจ้าพูดจำเป็นต้องให้นักเวทที่มีพลังแข็งแกร่งมาช่วย ซึ่งข้าขาดยอดฝีมือในด้านนี้ ฮ่าๆๆพวกเราต่างมีผลประโยชน์เดียวกัน ต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน แล้วทำไมข้าจะต้องสังหารเจ้าเล่า?”

            ได้ยินซุนเฟยพูดแบบนี้ นักเวทชุดคลุมสีดำก็เกิดลังเลใจ

            ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันบนแผ่นดินอาเซรอทมีเกียรติยศอยู่สองประเภทที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจทำให้ด่างพร้อยได้หนึ่งคือกฎระเบียบของอัศวิน สองคือเกียรติยศของราชา ยิ่งก่อนหน้านี้ซุนเฟยได้สาบานในนามของราชาต่อพระเจ้าแล้วเดิมทีเอแวนส์ก็ควรจะเชื่อ แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าราชาหนุ่มตรงหน้าชั่วช้าอย่างที่อธิบายไม่ถูก ไม่น่าเชื่อถือสักนิด

            ซุนเฟยเห็นแบบนั้น สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา

            เขาลุกขึ้นมาพร้อมร้องฮึ ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนเป็น ‘โหมดเนโครแมนเซอร์’ หมอกแห่งความตายปรากฏขึ้นมารอบตัวเขาจางๆบรรยากาศที่หนาวเย็นและมืดมนก็พลุ่งพล่าน ซุนเฟยยกนิ้วขึ้น มีเสียงดังปึดเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น นักเวทชุดคลุมสีดำดวงตาเบิกกว้างลูกตาแทบถลนออกมาจากเบ้า

            ท่ามกลางเลือดที่สาดกระเซ็นก็มองเห็นโครงกระดูกสีขาวถือโล่กระดูกแล้วกวัดแกว่งมีดกระดูกอย่างดุร้ายที่จริงแล้วมันปีนออกมาจาด้านในศพของทหารรับจ้างคนหนึ่งที่นอนกองกับพื้น ทั่วร่างของโครงกระดูกจะส่งเสียงดังกึกๆในทุกก้าว มีเสียงเสียดสีระหว่างข้อต่อกระดูกดังออกมาให้ผู้คนต้องหนาวจับขั้วหัวใจบนหัวกะโหลก ดวงตาทั้งสองข้างเหมือนหลุมดำราวกับปีศาจจากนรก

            ทักษะเนโครแมนเซอร์ ‘อัญเชิญโครงกระดูก’

            “อ่า? เจ้า...” นักเวทชุดคลุมสีดำพลันตกใจ “เจ้าเป็น...เป็น...นักเวทแห่งความตาย? ข้า...ข้า...ข้า...”

            ซุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย

            เพราะเขาคาดไม่ถึงว่าเขาจะรู้สึกถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากร่างของนักเวทชุดคลุมสีดำนั่นก็คือกลิ่นอายแห่งความตายหนาแน่นที่ซ่อนอยู่ในร่างของนักเวทชุดคลุมสีดำแม้ว่ามันจะแผ่วเบานัก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซุนเฟยที่มีพลังเนโครแมนเซอร์เลเวล 6 แล้วกลับไม่อาจรอดพ้นไปได้

            “ฮ่าๆๆ คาดไม่ถึงจริงๆ ท่านเอแวนส์คาดไม่ถึงว่าที่จริงแล้วเจ้าจะมีความชำนาญด้านเวทมนตร์แห่งความตายด้วย ข้าจะไม่พูดมากอีกหากเจ้าเชื่อฟังยอมมอบแผนที่นั้นมา พวกเราก็จะสามารถร่วมมือกันเพื่อเปิดที่ตั้งเทพและปีศาจ...ไม่อย่างนั้น เจ้าก็น่าจะรู้ว่าสำหรับนักเวทแห่งความตายแล้วแม้ว่าเจ้าจะตายไปแล้ว แต่วิญญาณของเจ้าก็ไม่อาจหลบหนีไปจากเงื้อมมือข้าได้ข้ามีวิธีมากมายที่จะทรมานวิญญาณเจ้า ไม่ช้าก็เร็วเจ้าก็ต้องมอบมันให้ข้าอยู่ดีเพียงแต่เจ้าอาจจะต้องรับความเจ็บปวดมากเท่านั้น ว่าอย่างไร?”

            หมอกความตายสีขาวหมุนวนอยู่ในมือของซุนเฟยอย่างบ้าคลั่งซุนเฟยพยายามแสร้งทำสีหน้าให้ดูชั่วช้าที่สุดเพื่อข่มขู่มัน

            ในความเป็นจริงเขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ ความรู้สึกนี้ทำไมความรู้สึกนี้เหมือนฉากที่พรรคก๊กมินตั๋งกำลังทรมานพวกนักปฏิวัติในคุกในหนังภาพยนตร์‘พูดไม่พูด ไม่พูดก็ตาย...’ ฮ่าๆๆ โชคดีจริงๆที่ตัวเองไม่ใช่พวกเผด็จการที่เหี้ยมโหดแบบนั้น นักเวทชุดคลุมสีดำก็ไม่ใช่คนแข็งแกร่งอะไร

            นักเวทชุดคลุมสีดำเอแวนส์เห็นโครงกระดูกที่ดุร้ายตัวนั้นก็ลังเลเพียงชั่วครู่สุดท้ายก็ยอมมอบแผนที่นั้น แม้ว่าเขาจะถูกทรมานไม่น้อย แต่ก็ยังมีพลังเวทมากพอที่จะหยิบแผนที่ในแหวนจัดเก็บซุนเฟยใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งควบคู่ไปกับคำพูดและการกระทำทำให้เขาทั้งเชื่อทั้งสงสัย สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะลองพนันดู เขายกมือขึ้นกลางอากาศก็พลันปรากฏวัสดุลึกลับค่อยๆ ตกลงมาในมือเขา “เจ้าหนุ่ม แผนที่อยู่ในนี้ อย่างที่เจ้าพูดไม่มีนักเวทสี่ดาว เจ้าก็ไม่สามารถเปิดที่ตั้งเทพและปีศาจได้ สังหารข้าเจ้าก็จะไม่ได้อะไร”

            ซุนเฟยรับแผนที่ก่อนจะเปิดตรวจดูอย่างระมัดระวัง

            แผนที่นี้ไม่เล็ก หากเปิดออกมาทุกด้านน่าจะยาวประมาณสามเมตรทั้งหมดทำจากวัสดุสีเหลืองที่ไม่รู้จัก เบามากราวกับไม่มีน้ำหนัก ตัวแผนที่เองก็ลอยขึ้นเล็กน้อยซุนเฟยค่อยๆ สะบัด แผนที่ก็แผ่ออกมาในกลางอากาศบนแผนที่เต็มไปด้วยภาพวาดภูมิประเทศภูเขาและแม่น้ำ มีแม่น้ำที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ ทะเลสาบป่าลึก เนินเขา และภูเขามากมาย รวมทั้งพื้นที่กว้างระหว่างภูเขาที่ไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งจะมีจุดแต้มสีต่างๆ นับไม่ถ้วน ฃ หมายเหตุด้านบนฃมีตัวอักษรแปลกๆซึ่งซุนเฟยรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยเห็นตัวอักษรแปลกๆ นี้ที่ไหน

            แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เห็นแผนที่แต่สัญชาตญาณบอกซุนเฟยว่าเอแวนส์ไม่ได้หยิบแผนที่หลอกให้ตัวเอง

            ซุนเฟยโบกมือเสียงดัง ‘พรึ่บ’ โครงกระดูกดุร้ายที่อัญเชิญออกมาก็แตกกระจายกลายเป็นกองกระดูกเขาสลับกลับมาจาก‘โหมดเนโครแมนเซอร์’ เป็น ‘โหมดคนเถื่อน’ หมอกความตายหนาแน่นที่อยู่รอบๆ ร่างเขาก็พลันสลายไปไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

            การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักเวทชุดคลุมสีดำมองตาเป็นประกาย

            เขาไม่ใช่คนมีความสามารถมากนักเขาติดตามเฟอร์ดินานด์ที่มีความแข็งแกร่งระดับเก้าดาวมายี่สิบกว่าปีเพิ่งจะได้เลื่อนพลังเป็นนักเวทสี่ดาว ในราชอาณาจักรแมนเชสเตอร์ระดับเท่านี้ถืแเป็นเรื่องน่าหัวเราะต่อมาเนื่องจากความโลภในอำนาจ ทำให้เขาไม่อาจทนต่อการล่อลวงในการฝีกฝนหนทางนักเวทแห่งความตายที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วได้ทว่าพลังเวทมนตร์ของนักเวทแห่งความตายไม่ใช่สิ่งที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินใหญ่เห็นชอบด้วยด้วยความกลัวที่จะถูกสาวกของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์พบเห็นแล้วจับเขาเผา ดังนั้นเขาจึงซ่อนพลังนี้ไว้ตลอดครั้งนี้เขาตัดสินใจกล่าวลาท่านอาจารย์เฟอร์ดินานด์โดยบอกว่าจะออกไปท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์ที่อาณาจักรอื่น ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะหลบซ่อนอยู่ในราชอาณาจักรที่เป็นศูนย์กลางของเหล่านักบวชชั้นสูงและการที่ซุนเฟยมีวิธีซ่อนพลังเวทแห่งความตายมันทำให้เขาอดตาเป็นประกายไม่ได้หากมีวิธีควบคุมแบบนี้ หลังจากนี้เขาก็สามารถฝึกฝนเวทมนตร์แห่งความตายได้อย่างวางใจและไม่ต้องกลัวว่าพวกโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะพบเห็นเข้า

            ยิ่งเห็นกระดูกสีขาวแตกกระจายกองบนพื้น ในใจของเอแวนส์ยิ่งตื่นเต้น

            ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มีความคิดที่จะฆ่าเขาจริงๆคาดว่าน่าจะเป็นเพราะต้องพึ่งพานักเวทสี่ดาวอย่างเขามาช่วยเปิดที่ตั้งเทพและปีศาจหากเป็นแบบนี้ ขอเพียงเขาฟื้นฟูพลังกลับมาได้แล้วแสร้งทำเป็นร่วมมือกับราชาองค์นี้ไปก่อนจากนั้นก็ค่อยๆ ควบคุมเมืองแซมบอร์ดอย่างช้าๆระหว่างนั้นก็ค้นหาความลับในการซ่อนพลังเวทแห่งความตายเมื่อถึงเวลาก็ค่อยสังหารมันอีกที...ฮิๆ แล้วข้าก็จะครอบครองสมบัติเทพและปีศาจแต่เพียงผู้เดียว

            “เจ้าหนุ่ม แผนที่ข้าก็มอบให้เจ้าแล้ว รีบช่วยรักษาข้าเร็วๆ สิ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว...”นักเวทสี่ดาวเอแวนส์พูดเตือนออกมา

            “เอ๋? ใช่ๆๆๆ ข้าพูดคำไหนคำนั้น...” ซุนเฟยสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะม้วนแผนที่กลับแล้วใส่เข้าไปในเข็มขัดมิติคนเถื่อน จากนั้นก็นำ ‘น้ำยารักษาชีวิต’ ออกมา แล้วคุกเข่าลงพลางพูดว่า“ท่านนักเวทเอแวนส์  พวกเรามาร่วมมือกันอย่างสันติสุขแล้วเราจะได้ครอบครองที่ตั้งเทพและปีศาจ ฮ่าๆๆ!”

            “ฮ่าๆๆ เจ้าหนุ่มเจ้ากำลังเลือกทางที่ถูกต้องที่สุด” ในที่สุดเอแวนส์ก็วางใจ เขาเผยรอยยิ้มออกมาแต่ลึกเข้าไปในดวงตากลับเต็มไปด้วยร่องรอยบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง

            “น่าเสียดายที่เจ้ากลับเลือกทางผิด...”ดวงตาของซุนเฟยก็เย็นยะเยือก ฉับพลันเขาก็คว้าไปที่คอของนักเวทเอแวนส์อย่างรวดเร็วออกแรงเบาๆ ก็มีเสียงดังกร๊อบทันใดนั้นลำคอและกระดูกสันหลังที่ต้นคอของเอแวนส์ก็หักทันที

            “เจ้า...”

            ประกายแสงชีวิตในดวงตาของนักเวทสี่ดาวก็สลายไปแม้ว่าจะตายแล้วแต่ในดวงตาของเขาก็ยังแสดงท่าทางไม่อยากจะเชื่อรอยยิ้มบนใบหน้าของเอแวนส์แข็งทื่อเขาคงคาดไม่ถึงว่าราชาหนุ่มตรงหน้าจะกล้าสังหารเขา ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าหากไม่มีนักเวทที่แข็งแกร่งคอยช่วยการเปิดที่ตั้งเทพและปีศาจจะยากลำบากขึ้นไม่ใช่หรือ เมืองแซมบอร์ดเล็กๆ จะไปเชิญนักเวทที่เหมาะสมที่ไหนมาได้?

            แน่นอนว่า หากเขารู้ว่าซุนเฟยมั่นใจว่าสามารถเลื่อนเป็นนักเวทสี่ดาวได้ในระยะเวลาสั้นๆด้วยโลก Diablo คงไม่ส่งแผนที่ให้ง่ายๆ แบบนั้น นอกจากนี้ซุนเฟยสาบานด้วยจิตวิญญาณของอเล็กซานเดอร์ น่าเสียดายที่เอแวนส์ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วจิตวิญญาณของอเล็กซานเดอร์สลายไปนานแล้ว

            “กับงูพิษอย่างเจ้า ข้าจะกล้าร่วมมือได้อย่างไร?” ซุนเฟยส่ายหน้าพลางพูดกับตัวเอง

            นักเวทที่ชื่อเอแวนส์ไม่เพียงมีพลังที่น่ากลัวยังมีภูมิหลังที่ใหญ่มากควบคู่กับจิตใจที่ชั่วร้ายของเขา มีหรือที่ซุนเฟยจะกล้ารักษาเขา? หากเขาประมาทเพียงเล็กน้อยก็คงถูกงูพิษอย่างมันแว้งกัดเอาได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึงเมืองแซมบอร์ดก็คงล่มสลายเช่นกันเขายังจำนิทานอีสปเรื่องชาวนากับงูเห่าที่เป็นนิทานเล่าขานมาหลายพันปีได้ดี ซุนเฟยไม่โง่พอที่จะไปช่วยงูเห่า

            แผนที่ที่ตั้งเทพและปีศาจความลับของเมืองแซมบอร์ดและความลับเรื่องการตายของเคชมัน องค์ชายของราชอาณาจักรไอนด์โฮเวนเรื่องเหล่านี้จะต้องถูกกลบฝังอยู่ในเรือนจำนี้ตลอดกาล นอกจากซุนเฟยแล้วก็ไม่มีใครรู้นี่ไม่อาจตำหนิว่าซุนเฟยเป็นคนเหี้ยมโหดได้ ในโลกที่ใช้ชีวิตด้วยกฎป่าเถื่อนอย่างแผ่นดินอาเซรอทซุนเฟยไม่อาจชะล่าใจได้แม้แต่น้อย

            “บางทีเราอาจเป็นคนแบบเดียวกัน น่าเสียดายที่เจ้ามันโชคไม่ดีมาเจอกับข้า”

            ซุนเฟยหยิบ ‘น้ำยาฟื้นฟูมานา’ ออกจากเข็มขัดมิติมาดื่ม เพราะก่อนหน้านี้เขาเสียพลังมานาในการใช้ทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ จึงต้องฟื้นฟูพลังมานาของคนเถื่อนกลับคืนมาจากนั้นก็เอื้อมมือไปสัมผัสที่ศพของนักเวทชุดคลุมสีดำเอแวนส์ เสียงบางอย่างดังขึ้นอย่างแผ่วเบาเขาเปิดใช้ทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ อีกครั้ง

            ตึง!

            เหมือนเสียงสวรรค์ลอยเข้ามากระทบหูของซุนเฟย

            “สำเร็จ”

            ซุนเฟยดีใจมาก ในอากาศปรากฏขวด ‘น้ำยาฮัลค์’สีเขียวเป็นประกายหนึ่งขวดส่องแสงระยิบระยับ ขวดเล็กๆ นี้เหมือนถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังจิตวิญญาณของเด็กแรกเกิดบางเบาทำให้ซุนเฟยรู้สึกสนิทสนม

            ซุนเฟยเก็บ ‘น้ำยาฮัลค์’ ที่ล้ำค่าใส่เข็มขัดมิติ จากนั้นก็ครุ่นคิดบางอย่างเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเป็น ‘โหมดนักเวท’ แล้วใช้ทักษะ‘กระสุนเพลิง’ เผาศพศพบนพื้น รวมทั้งกองกระดูกที่ตัวเองอัญเชิญโครงกระดูกออกมาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าเพื่อทำลายหลักฐาน

            เมื่อเผาศพเสร็จ ซุนเฟยก็กวาดสายตามองก่อนจะไปหยุดที่อาวุธเวทมนตร์หลายชิ้นและชุดเกราะเวทมนตร์ที่ถอดออกมาจากร่างชายหน้ากากเงินนอกจากนี้ท่ามกลางขี้เถ้าบนพื้นก็มีแหวนเก็บของของเอแวนส์ที่ไม่ได้ถูกเผาไปด้วยมันยังคงส่องแสงเป็นประกายแวววาวล่อตาล่อใจ

            ซุนเฟยรู้ว่าด้วยพลังนักเวทสี่ดาวของเอแวนส์ควบคู่ไปกับภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ในแหวนเก็บของจะต้องมีของล้ำค่าไม่น้อยอยู่ด้านในอีกทั้งชายหน้ากากเงินก็เป็นถึงองค์ชายของราชอาณาจักรไอนด์โฮเวน ชุดเกราะพวกนั้นจะต้องเป็นของมีค่าอย่างมากแน่นอน หากเก็บไว้เป็นของรางวัลให้แก่เหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดได้ใช้มันจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งแก่เมืองแซมบอร์ดอย่างแน่นอน หากไม่ใช้เองก็หาลู่ทางขายมันเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรกลับมาเป็นจำนวนมากก็ได้

            แต่...มันอันตรายเกินไป

            ด้วยสถานะของชายหน้ากากเงินและเอแวนส์สมบัติของพวกเขาจะต้องเรียกความสนใจจากทุกคนอย่างแน่นอน ไม่เพียงจะถูกคนค้นพบคงจะถูกติดตามตรวจสอบแน่ๆ เหตุการณ์หลายอย่างจะถูกเปิดเผยทันที อันตรายพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นซุนเฟยหรือเมืองแซมบอร์ดก็คงรับผิดชอบไม่ไหวซุนเฟยจำเป็นต้องยับยั้งความเป็นไปได้ทุกอย่าง ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้เมืองแซมบอร์ดเติบโตแข็งแกร่งตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะท้าทายราชอาณาจักรไอนด์โฮเวนได้

            ซุนเฟยรู้สึกเจ็บปวดนิดๆ

            แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะใช้ ‘กระสุนเพลิง’เผามัน เปลวเพลิงลุกโชนห่อหุ้มแหวนเก็บของและชุดเกราะ เพื่อจะเผาของล้ำค้าพวกนี้ให้กลายเป็นเศษเหล็กและทำลายหลักฐาน

            แต่

            “หือ ไม่กลัวไฟสักนิด?”

            ผ่านไปไม่กี่นาที ซุนเฟยก็พบเรื่องประหลาด แม้ว่าจะพยายามใช้ ‘กระสุนเพลิง’ ในระดับสูงแค่ไหน แต่แหวนเก็บของและชุดเกราะที่อยู่ท่ามกลางเปลวไฟก็ไม่มีร่องรอยหลอมละลายแต่อย่างใดบนชุดเกราะยังมีแสงสีฟ้ากระพริบอยู่ และตัวแหวนเก็บของก็มีแสงสีขาวสว่างไสวอาศัยเพียงเปลวไฟก็คงไม่อาจสร้างความเสียหายได้

            “ดูเหมือนว่าจะเป็นของล้ำค่าจริงๆ แต่จะจัดการอย่างไรดีนะ? ของพวกนี้ เก็บเอาไว้ก็มีแต่หายนะ...” ซุนเฟยพยายามใช้ทั้ง ‘กระสุนน้ำแข็ง’ และ ‘กระสุนพลังงาน’แม้กระทั่งเปลี่ยนเป็น ‘โหมดเนโครแมนเซอร์’ใช้หมอกแห่งความตายที่อยู่รอบกายทำลายมันแต่ก็ไม่อาจสร้างความเสียหายใดๆได้ คิดจะใช้พลังน่าเกรงขามของ ‘โหมดคนเถื่อน’ ทุบให้แตก แต่หากทุบมันจนแตกก็จะมีปัญหาตามมาภายหลัง สุดท้ายก็ทำได้เพียงเก็บชุดเกราะและแหวนเก็บของลงในเข็มขัดมิติของคนเถื่อนซ่อนมันไว้ก่อน รออนาคตพลังเลื่อนระดับขึ้นอีกขั้น ก็ค่อยคิดหาวิธีทำลายมัน

            ตอนนี้ภายในห้องปิดตายเหลือเพียงโซ่คล้องไม่กี่เส้นเท่านั้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกซุนเฟยคำนวณเวลา เวลาผ่านมาสามชั่วโมงกว่าแล้วที่ตัวเองเข้ามาในเรือนจำนี้เกรงว่าด้านนอกคงจะพลบค่ำแล้ว สมควรที่จะออกจากที่นี่

            แต่ก่อนจะออกไป เขายังมีเรื่องต้องทำอยู่อีก...เขาเคาะบานประตูที่พัศดีโอเลเกร์ยืนอยู่

            “โอเลเกร์ เจ้าเข้ามาได้!” ซุนเฟยเรียก

            พัศดีโอเลเกร์รีบวิ่งเข้ามาเมื่อเข้ามาในห้องปิดตายเขาก็รู้สึกประหลาดใจ ผู้คนก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้วบนพื้นมีแค่รอยคราบเลือดและโซ่ตรวนสามเส้นกับกองขี้เถ้าห้ากองเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าทหารรับจ้างสามคนนั้น และชายหน้ากากเงินกับนักเวท ตอนนี้คงกลายเป็นขี้เถ้าหมดแล้วในใจก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว การลงมือของราชาหนุ่มตรงหน้าช่างเด็ดขาดและแยบคายจนทำให้เขาไม่กล้าหายใจ ซุนเฟยเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเขา

            “โอเลเกร์ บอกมาสิ ตอนที่เจ้าพุ่งเข้ามาก่อนหน้านี้ เจ้าเห็นอะไร?”ซุนเฟยถามอย่างไม่ใส่ใจ

            แต่โอเลเกร์กลับถูกคำถามที่ทำให้กลัวจนเหงื่อแตกพลั่กทั้งร่าง คิดว่าซุนเฟยอยากฆ่าเขาปิดปากเขาจึงรีบคุกเข่าลงแล้วอ้อนวอนด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาทไว้ชีวิตข้าด้วย! ไว้ชีวิตข้าด้วยขอรับ!ข้าไม่เห็นอะไรเลย เห็นแค่...เห็นแค่ฝ่าบาทกำลังพิจารณาลายเส้นบนกำแพงหินเท่านั้น...ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”

            ซุนเฟยเห็นท่าทางกระต่ายตื่นตูมของโอเลเกร์ก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆแล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “เจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าเคยพูดเมื่อไรกันว่าจะฆ่าเจ้า?”

            “ขอบพระทัย!” โอเลเกร์ไม่กล้าต่อต้านคำสั่ง เขาลุกขึ้นมาทั้งที่ตัวสั่นเทิ้ม

            “เมื่อสี่วันก่อนพระเจ้าได้ทำให้สติปัญญาข้ากลับมาเป็นปกติ สี่วันที่ผ่านมาเกิดเรื่องขึ้นมากมายทำให้ข้าได้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสามปีที่ผ่านมาของเมืองแซมบอร์ดไอ้สารเลวบาร์เซิลมันทำให้อาณาจักรต้องเสียหายข่มเหงราษฎรของข้าแล้วยังตุลาการคอนก้าที่เข้าร่วมกับพวกชั่วนั่น แล้วตอนนี้มันกำลังหลบหนีอยู่หากมันถูกจับได้เมื่อไร มันจะต้องตายด้วยมือข้า โอเลเกร์สามปีก่อนหน้านี้เจ้าก็ช่วยบาร์เซิลทำเรื่องไม่น้อยโทษพวกนั้นแม้ตายเป็นพันครั้งก็ไม่อาจระงับความโกรธของประชาชนได้...”

            ซุนเฟยพูดออกมาทีละประโยค โอเลเกร์ได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นเทิ้มในใจวูบ ร่างเหมือนถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งที่หนาวเย็นจนตัวสั่น เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายเขาก็รีบคุกเข่าร้องขอชีวิต

            ซุนเฟยมองหน้าเขาแล้วพูดว่า “ข้าอเล็กซานเดอร์ไม่ใช่ทรราชกระหายเลือดวันนั้นที่เจ้าติดตามข้าไปไล่ฆ่าข้าศึกบนสะพานหิน เจ้าสังหารพวกทหารเกราะดำไปสี่สิบห้านายตัวเจ้าเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยและยังช่วยชีวิตสหายร่วมรบสามสี่นายสิ่งเหล่านี้ข้าเห็นชัดเจน ถือว่าเจ้าได้ชดใช้ความผิดที่เคยก่อไว้แล้วดังนั้นข้าจึงไม่คิดจะสังหารเจ้า...ทำดีมีรางวัล ทำชั่วถูกลงโทษ นี่เป็นจุดมุ่งหมายการปกครองอาณาจักรของข้าอเล็กซานเดอร์บรู๊ค ดร็อกบา เพียร์ซและคนอื่นๆ ได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ไปแล้วมีเพียงเจ้าที่ยังคงรั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ได้รับรางวัลอะไร เจ้าโกรธข้าไหม?”

            “ฝ่าบาท โอเลเกร์ไม่กล้า โอเลเกร์ไม่กล้า...ข้าทราบว่าฝ่าบาทประสงค์จะให้อภัยโอเลเกร์ดังนั้น เมื่อเช้าจึงได้ส่งให้ท่านบรู๊คมาถ่ายทอดคำสั่งที่เรือนจำ นั่นทำให้ข้ามีเวลาเตรียมตัวขจัดสิ่งเลวร้ายบางอย่างในเรือนจำ สำหรับความผิดที่ข้าเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทยังเมตตากรุณายกโทษให้ข้า แค่นี้โอเลเกร์ก็ซาบซึ้งแล้วขอรับ ข้ายินดีที่จะตายเพื่อท่านแม้ว่าต้องตายในสงครามนองเลือดก็ตาม!”

            “อืม เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” ซุนเฟยพูดต่อไปว่า “เมืองแซมบอร์ดตอนนี้แม้ว่าบรู๊คจะมีสติปัญญาที่ดี แต่ด้วยนิสัยซื่อสัตย์ของเขาทำให้เขาไม่อาจสอดส่ายไปได้ทั่วเพียร์ซและดร็อกบาเป็นชายผู้กล้าหาญชำนาญในการออกรบ น่าเสียดายที่สมองของเขาใช้ไม่ได้ท่านอาแลมพาร์ดไม่ชอบการเมือง ท่านอาเบสท์ถูกผูกมัดด้วยหน้าที่อื่นตอนนี้ขาดเพียงคนที่มีความคิดกลับกลอกไร้ยางอายอย่างเจ้า ที่จะสามารถช่วยจัดการเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของข้า ข้าต้องการเจ้ามาช่วยข้าแต่...”

            ซุนเฟยพูดถึงตรงนี้ก็จนใช้หยุดค้างไปสองสามวินาที

            โอเลเกร์ก็รู้ความนัยของซุนเฟย เขารีบบอกพลางกล่าวสาบานว่า“พระเจ้าทรงเป็นพยาน ข้าโอเลเกร์ยินดีที่จะกลายเป็นสุนัขผู้ซื่อสัตย์ขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ฝ่าบาทชี้ไปที่ไหน โอเลเกร์ก็จะพุ่งไปที่นั่น ไม่กล้าลังเลแม้แต่นิดหากคำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกัน ขอให้ร่างของข้าถูกเหยียบย่ำจนเละหลังจากตายก็ขอให้ดวงวิญญาณลงนรก ได้รับการทรมานแสนสาหัสชั่วนิรันดร์”

            “เรื่องสาบานสาปแช่งพวกนี้น่ะ ข้าไม่เชื่อหรอก...” ซุนเฟยไม่ปริปากพูดความคิดตัวเองต่อ เขาพูดว่า“ข้าให้ความสำคัญกับกระทำมากกว่าข้าอยากให้เจ้าจัดการเรื่องต่อจากนี้สักสองสามเรื่อง ข้าจะรอดูการกระทำของเจ้า”

            “ฝ่าบาทโปรดรับสั่งมา โอเลเกร์จะทุ่มเทอย่างเต็มที่”

            ---------------------------------