ตอนที่ 59 อดีต
พวกชาวบ้านในลานบ้านทั้งหมดหากไม่ใช่เพื่อนของหยูไห่กับภรรยาก็เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ตอนที่ลูกชายคนรองของตระกูลหยูบาดเจ็บสาหัสจนต้องถูกแบกกลับมาที่บ้าน นางจางก็เอาแต่หลบและอ้างว่าจนเมื่อพูดถึงค่ารักษาแต่ก็ไม่มีใครประหลาดใจในการกระทำของนางในเมื่อมันเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกชาวบ้านแล้ว
ภรรยาของชวนจู้อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ นางเคยได้ยินพวกผู้ใหญ่ที่บ้านพูดถึงนางจางนางจางเป็นภรรยาคนที่สองของเฒ่าหยูหลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิต และนางยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่ที่เสียไปของหยูไห่อีกด้วยตอนนั้นนางจางที่เป็นม่ายใหม่ ๆ ถูกไล่ออกมาจากบ้านสามี และเป็นแม่ของหยูไห่ที่ซึ่งล้มป่วยอยู่มีน้ำใจรับนางเข้ามาต่อมาแม่ของหยูไห่ก็เสียชีวิตจากโรคร้าย เฒ่าหยูเห็นว่านางจางมีความจริงใจขณะที่ดูแลหยูไห่กับพี่สาวเขาจึงแต่งงานกับนางเป็นภรรยาคนที่สอง
ลูกชายคนโต หยูต้าชานเป็นลูกของนางจางกับสามีเก่าของนาง เขาอายุมากกว่าหยูไห่แค่ 2 เดือนเท่านั้นลูกชายคนที่สาม หยูป่อ กับลูกสาวคนเล็ก หยูไซตี้ เป็นลูกของนางจางกับเฒ่าหยู
ตอนที่แม่ของหยูไห่ยังมีชีวิตอยู่นางจางได้เสแสร้งทำดีกับหยูไห่เสียยิ่งกว่าลูกชายของตนเองดังนั้นตอนที่แม่ของหยูไห่ล้มหมอนนอนเสื่อ นางจึงไว้ใจให้นางจางดูแลลูกชายของนางแต่หลังจากแม่ของหยูไห่เสียชีวิตได้ไม่นาน นางจางก็ได้เผยธาตุแท้ออกมา
นางอ้างว่าสถานการณ์ของครอบครัวไม่ดีและให้หยูไห่กินแต่โจ๊กซึ่งถูกเจือจางเสียจนสะท้อนหน้าคนได้กับแผ่นแป้ง 1ชิ้นทุกวัน ต่อหน้าเฒ่าหยู นางก็แกล้งทำเป็นว่าทุกคนกินอาหารแบบเดียวกันทั้งหมดแต่แท้จริงแล้วนางแอบเก็บของดี ๆ ไว้ให้ลูกของตนเองกินตอนกลางคืน
ตอนที่หยูไห่เป็นเด็กเขาปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปเก็บไข่, ผลไม้ และหาของทะเลในทะเลเพราะความหิวเมื่อโตขึ้นเขาก็เรียนรู้วิธีจับไก่ฟ้า, กระต่ายป่า และสัตว์ตัวเล็ก ๆ ในภูเขาด้วยตนเอง
หยูไห่เป็นคนซื่อบริสุทธิ์และกตัญญู จึงไม่เคยเก็บไก่ฟ้าและกระต่ายป่าเอาไว้กินเองคนเดียวเลยเขาเอาพวกมันกลับบ้านและให้พ่อจัดการเพื่อให้ทั้งครอบครัวได้กินแต่นางจางก็จะเลือกเอาน่องและขากระต่ายให้ลูกของตนเองกินดังนั้นหยูไห่จึงได้กินแต่ส่วนที่ไม่ค่อยมีเนื้อมากนัก เมื่อเฒ่าหยูด่านาง นางก็จะตอบอย่างมีเหตุผลว่า‘ลูกสามกับลูกสาวเรายังเด็ก ลูกรองก็ควรจะยอมให้น้องซิ...’
เมื่อหยูไห่เป็นวัยรุ่นเขาก็เริ่มออกหาปลาในทะเลกับเฒ่าหยู ภายใน 2ปีเขาก็กลายเป็นหนึ่งในชาวประมงที่เก่งที่สุดของหมู่บ้าน ทุกครั้งที่เขาไปที่ทะเลเขาจะจับปลาได้มากกว่าคนอื่น ๆ นอกจากนั้นเขายังจับปลาพันธุ์หายากมาได้บ่อยครั้งดังนั้นครอบครัวที่ร่ำรวยและร้านอาหารชื่อดังในเมืองจึงชอบซื้อปลาที่เขาจับมาได้
และหยูไห่ยังไปล่าสัตว์บนภูเขากับพรานจ้าวอยู่บ่อยครั้งอีกด้วยพวกเขาจะนำสัตว์ที่ล่ามาได้กลับมาด้วยทุกครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วนางจางจะไม่ยอมให้คนที่บ้านกินสัตว์พวกนี้ พวกมันจะถูกนำไปขายในเมืองและเงินที่ได้มาก็จะถูกเก็บเข้ากระเป๋าของนางจาง
ครอบครัวตระกูลหยูย้ายออกจากบ้านบรรพบุรุษที่ทั้งเก่าทั้งโทรมพวกเขาสร้างบ้านแบบห้าห้องทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านใกล้กับทะเลสองปีที่ผ่านมาพวกเขายังซื้อเรือใหม่แทนที่เรือหาปลาลำเก่าที่พังไปแล้วด้วยความสามารถของหยูไห่ ตระกูลหยูถึงได้ก้าวกระโดดจากครอบครัวยากจนไปเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีของหมู่บ้าน
นางจางได้ควบคุมการเงินของครอบครัวเอาไว้ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาเงินจากนางมาแม้แต่อีแปะเดียว กระทั่งเงินที่ใช้ซื้อของเข้าบ้านก็ยังถูกคำนวนอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำอีกพวกเขากินแผ่นแป้งธัญพืชหยาบ, โจ๊กถั่ว, และผักดองทุกวัน บางครั้งก็แค่ต้มผักจากสวนของพวกเขาโดยไม่ยอมใช้น้ำมันเลยยกเว้นช่วงปีใหม่ที่จะมีเนื้อสัตว์กินบ้าง
แม้แต่คนที่ไม่ค่อยทำงานและครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็ยังได้กินดีกว่าและมีเสื้อผ้าที่อุ่นกว่าครอบครัวของพวกเขาไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้ว่าหญิงชราแห่งตระกูลหยูนั้นเป็นเหมือนหนูที่เข้าไปในถังน้ำมันมีแต่ทางเข้าไม่มีทางออก
นางหลี่ ลูกสะใภ้คนโตนั้น ครอบครัวของนางอาศัยอยู่ใกล้ๆ และมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี นางจางได้ใช้ทรัพย์สินของครอบครัวไปเกือบหมดเพื่อเตรียมของหมั้นเพื่อที่ลูกชายคนโตของนางจะได้แต่งงาน
หลายครั้งนางหลี่จะพาลูกชายกลับไปที่บ้านแม่เพื่อกินอาหารดีๆ นางมักจะกลับบ้านมาพร้อมกระเป๋าหลายใบที่แอบเอาเข้าไปในห้องแต่นางจางก็จะทำเป็นมองไม่เห็นพฤติกรรมของนาง ทำให้สองแม่ลูกได้กินเยอะเสียจนตัวจะแตกอยู่แล้วพวกเขาแตกต่างจากภรรยาและลูก ๆ ของหยูไห่โดยสิ้นเชิง ทุกคนดูซูบผอมกันทั้งสิ้น
หยูไห่เลือกนางหลิวเป็นภรรยาด้วยตนเองและขอให้พ่อจ้างแม่สื่อมาจัดการแต่งงานให้ ในเวลานั้นได้มีลูกสาวที่อ้วนและน่าเกลียดของเจ้าของร้านชำหลงรักหยูไห่ที่ทั้งสูงทั้งหล่อและเก่งกาจมีความสามารถพวกเขาได้เชิญคนไปคุยกับนางจางแล้วว่าไม่ต้องการของหมั้น แถมยังเตรียมเงินสินเดิมให้อีก30 ตำลึงด้วย
สำหรับครอบครัวธรรมดาที่อยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเช่นครอบครัวหยูค่าใช้จ่ายต่อปีของพวกเขาจะอยู่ที่ประมาณ 3 - 5 ตำลึงเท่านั้นแม้ว่าพวกเขาจะมีรายได้ที่ดีจากการหาปลาทุกวันแต่พวกเขาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับหยูป่อลูกชายคนที่สาม ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเตรียมเงินที่จำเป็นสำหรับการสอบในอนาคตของเขาอีกด้วยและต้องเตรียมเงินค่าสินสอดสำหรับลูกสาวคนเล็กอีก ตอนนั้นเงิน 30 ตำลึงจึงเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับตระกูลหยูแน่นอนว่านางจางจะต้องสนใจ
พอนางตัดสินใจยอมรับคำขอแต่งงานนี้ การแต่งงานของหยูไห่กับนางหลิวก็ถูกจัดขึ้น นางหลิวมาจากครอบครัวธรรมดาทั่ว ๆ ไป เหล่าพี่ชายของนางก็เพิ่งแต่งงานดังนั้นพวกเขาจึงต้องพยายามอย่างมากในการรวบรวมเงินหลายตำลึงมาเป็นค่าสินเดิมของนางและมันย่อมห่างไกลกับเงิน 30 ตำลึงที่เจ้าของร้านชำเสนอให้อย่างมาก เงิน 30ตำลึงที่นางกำลังจะได้ก็หายวับไปทันที แน่นอนว่านางจางย่อมมองว่านางหลิวเป็นตัวเกะกะสายตา
หลังจากนางหลิวแต่งงานเข้ามาในตระกูล นางก็ต้องรับผิดชอบงานบ้านเกือบทั้งหมด ทั้งทำอาหาร, ซักผ้า, เก็บผักเก็บฟืนและยังต้องให้อาหารไก่กับหมูอีกด้วย นอกจากนั้นนางต้องรับผิดชอบดูแลที่ดิน 2แปลงของตระกูล แม้แต่ตอนท้องนางจางก็ไม่ยอมให้นางได้พักหญิงชราด่านางหลิวทั้งวันแม้แต่เรื่องหยุมหยิมเล็ก ๆ น้อย ๆ
ขนาดยังไม่ครบระยะพักฟื้นหลังคลอดฉีโตวลูกชายคนเล็กนางหลิวก็ถูกสั่งให้ไปซักผ้าในแม่น้ำที่มีน้ำแข็งปกคลุมผลก็คือนางหลิวล้มป่วยและได้รับผลกระทบเป็นโรคเรื้อรัง ในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝนนางจะไอไม่หยุดบางครั้งก็ไอจนแทบหายใจไม่ออกจนหน้าเขียว เคยเกือบตายก็หลายครา
ทุกปีนางหลิวจะต้องไปหาหมอและกินยารักษาอาการป่วยซึ่งต้องใช้เงินมากนอกจากนั้นหยูเสี่ยวเฉาก็เกิดมาพร้อมสภาพร่างกายที่อ่อนแอและป่วยอยู่ตลอดแต่ละครั้งที่นางจางต้องจ่ายค่ารักษาของพวกเขานั้นราวกับมีคนมาขุดหลุมศพบรรพบุรุษของนางหญิงชราจะด่าพวกเขาทุกวันพร้อมกับพูดว่านางกำลังเลี้ยงปีศาจผลาญเงินค่ายาถึง 2 คน...
เมื่อก่อนด้วยความสามารถในการหาเงินของหยูไห่ถึงแม้นางจางจะบ่นแต่ก็ยังเอาเงินมาจ่ายเป็นค่ายาค่ารักษา
เนื่องจากวันนี้นางจางเร่งเร้าไม่หยุดหยูไห่จึงต้องตามจ้าวปู้ฝานเพื่อนสนิทของเขาไปล่าสัตว์บนภูเขาตะวันตกแต่พวกเขาไปรบกวนหมีที่กำลังจำศีลอยู่ในถ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อช่วยชีวิตพรานจ้าวขาของหยูไห่จึงถูกหมีกัดจนเละ และหลังก็ถูกข่วนจนเลือดโชก ตอนนี้ดูเหมือนเขาแทบจะไม่หายใจแล้ว
แต่ก็ถือว่าเขาโชคดีอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าเส้นเลือดของเขาจะเกือบขาดแต่เขาก็สามารถทนจนหมอมาถึงได้ตอนแรกพวกเขาคิดว่าหมอที่เก่งที่สุดในเมืองจะมีข่าวดีให้พวกเขาแต่หลังจากตรวจอาการของหยูไห่แล้ว หมอซุนแห่งร้านยาถงเหรินก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า“ทำเท่าที่ทำได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิต”หลังจากนั้นเขาเขียนใบสั่งยาให้พร้อมกับเอ่ยว่า ยาอาจจะมิได้ผล ก็แค่ทำให้อุ่นใจขึ้นเท่านั้น
ยาราคาประมาณ 1ตำลึงและมันอาจจะช่วยชีวิตลูกชายคนรองของตระกูลหยูเอาไว้ไม่ได้ไม่มีทางที่นางจางจะยอมจ่ายเงินที่เพียรพยายามเก็บมาให้เสียเปล่า ครอบครัวของพวกเขามีแต่คนป่วยและคนอ่อนแอถ้าหยูไห่ไม่ฟื้น พวกเขาก็จะกลายเป็นภาระของตระกูลหยูในอนาคตถ้าหยูไห่รอดมาโดยที่ต้องตัดขา เขาก็จะเป็นแค่ภาระของตระกูลไปด้วยเช่นกัน
ภรรยาของชวนจู้มองสถานการณ์ออกหมดแล้วถ้านางจางตัดสินใจเองได้ นางคงไล่ครอบครัวของหยูไห่ออกจากบ้านโดยไม่ลังเลแต่เฒ่าหยูคือคนที่ตัดสินใจเรื่องในบ้าน อีกทั้งนางจางยังกลัวชาวบ้านคนอื่น ๆ จะซุบซิบนินทาดังนั้นนางจึงไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
เฮ้อวันข้างหน้าครอบครัวของหยูไห่จะรอดจากเงื้อมมือนางจางได้เยี่ยงไร ?ภรรยาของชวนจู้อดเป็นห่วงพวกเขามิได้
มีกลิ่นคาวเลือดลอยอยู่ในอากาศหยูไห่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ดูซีดเซียวและแทบจะไม่หายใจ ทุกครั้งที่เขาไปล่าสัตว์บนภูเขาเขาจะได้มาอย่างน้อย 400 – 500 อีแปะ แต่ตอนนี้เขามีเพียงผ้านวมเก่า ๆ ซีด ๆ คลุมตัวอยู่เท่านั้น
ในห้องตะวันตกนั้นทั้งมืดและคับแคบโดยเตียงได้กินพื้นที่ส่วนใหญ่ไปที่หัวเตียงมีหีบหวายเก่า ๆ อยู่ใบหนึ่ง ส่วนข้างเตียงก็มีโต๊ะที่นำไม้กระดานจำนวนมากพยุงเอาไว้เพราะมันจะสามารถล้มลงได้ทุกเมื่อมีเพียงแค่เท่านี้ หยูไห่กับภรรยาเป็นแรงงานหลักของบ้าน แต่กลับต้องอาศัยอย่างแออัดอยู่ในห้องกับพวกลูกๆ
ตอนที่หยูไห่ยังมีชีวิตอยู่ บ้านสองก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงนี้แล้วแล้วนี่ถ้า...
“จ่ายค่ายาหมอซุนเร็วเข้าสิ ! ” เฒ่าหยูที่ถูกนางจางลากเข้าไปในห้องใหญ่ตะโกนขึ้นมา พวกชาวบ้านมองหน้ากันอย่างพูดไม่ออกนางจางจะเลิกเสแสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินค่ายาของหยูไห่จริง ๆ รึ?
“ตั้ง 5 ตำลึง ! ท่านหมอก็พูดแล้วนี่ว่ากินยาไปก็มิมีประโยชน์ ! เสี่ยวเฉามีกล่องยาของท่านหมอโหยวมิใช่รึ ?ใช้ยาพวกนั้นเพื่อให้อุ่นใจก็ได้ เงิน 5ตำลึงมากพอซื้อพู่กันกับหมึกให้ลูกสามทั้งเดือนเลยนะ ! ”เสียงคำรามของนางจางฟังเหมือนเสียงของสัตว์ร้ายตัวเมียที่เฝ้าดูแลปกป้องลูกของมัน
เสียงของเฒ่าหยูดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีเงินเก็บอยู่เท่าใดรึ? ถ้ามีความหวังแม้แค่เสี้ยวนึง เราก็ควรพยายามให้เต็มที่ เยี่ยงนั้นแล้วเจ้าจะไม่รู้สึกผิดเลยรึไง? มิกลัวเสี่ยวเฉากับพี่น้องของนางแค้นเอารึ ? ”
นางจางยังไม่ยอม “มิใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยแต่หมอก็บอกแล้วว่ายาไม่ช่วยอะไร แล้วเหตุใดต้องเปลืองเงินด้วย ? เก็บเงินเอาไว้ช่วยลูกรองเลี้ยงลูกของเขามิดีกว่ารึ...”
ขณะที่สองสามีภรรยาเถียงกันอยู่ในห้องใหญ่ พวกเพื่อนบ้านก็มองไปที่ห้องตะวันตกอย่างสงสารและส่ายหน้าไม่หยุด
“อาหยู ! ” ชายรูปร่างแข็งแรงกำยำคนหนึ่งซึ่งดูองอาจห้าวหาญได้เข้ามาในลานบ้านของตระกูลหยูเขาคือคนที่หยูไห่ช่วยชีวิตเอาไว้ในวันนี้ จ้าวปู้ฝาน
เมื่อนางจางได้ยินเสียงเขา นางก็รีบวิ่งออกมานอกห้องทันทีถึงนางจะตัวเล็กและผอมบาง แต่ก็แข็งแรงไม่น้อย นางคว้าคอเสื้อของจ้าวปู้ฝานแล้วตะคอกสุดเสียงว่า“แก ไอ้พรานจ้าว ! ถ้ามิใช่เพราะแกหยูไห่ของเราจะต้องมาเกือบตายเยี่ยงนี้รึ ? ข้าไม่สนใจ ! ลูกรองต้องบาดเจ็บก็เพราะแกตระกูลจ้าวต้องรับผิดชอบค่ายาพวกนี้ ! แล้วหาดเกิดอันใดขึ้นกับหยูไห่ตระกูลจ้าวก็ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งแม่ม่ายกับเด็กกำพร้าของบ้านสองด้วย ! ”
สุดท้ายนางจางก็ไม่เคยสนใจว่าหยูไห่จะเป็นหรือตายสิ่งเดียวที่นางสนใจก็คือเงิน เงิน และเงิน
“มิต้องห่วงท่านอาหญิงน้องหยูไห่ช่วยชีวิตข้าไว้ ถ้ามิใช่เพราะเขาข้าก็คงตายไปแล้ว ! จ้าวปู้ฝานผู้นี้เป็นคนซื่อสัตย์และกล้าหาญไม่มีวันอกตัญญูอย่างแน่นอน ! ข้าได้ฆ่าหมีที่ทำร้ายน้องหยูไห่แล้วและเอามันไปขายในเมือง...! ”
นางจางมีสีหน้าละโมบขึ้นมาทันที นางพูดแทรกจ้าวปู้ฝานก่อนที่เขาจะพูดจบ“พรานจ้าว เข้าไปคุยในห้องกันเถิด !”
มิต้องเอ่ยถึงขนหมีกับถุงน้ำดีของหมีเลยแค่เนื้อกับอุ้งเท้าหมีก็ขายในเมืองได้ในราคาแพงมากแล้ว