เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตำนาน


    ตอนที่ 100


    ตำนาน


                   


                    เปรี๊ยะ...!


                    คลื่นลมปราณที่ห่อหุ้มหอกสีแดงของจูซินเฉิงเอาไว้แตกสลายออกทันทีที่ถูกเสียงคำรามปริศนากระแทกใส่ สภาวะหอกอันเกรี้ยวกราดกลับกลายเป็นว่างเปล่าในพริบตา เมื่อไร้พลังขับเคลื่อนหอกที่หนักกว่าสองร้อยชั่งพลันล่วงหล่นสู่เบื้องล่าง


     


                    จูซินเฉิงที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยวาเมื่อเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นพลันแข็งค้างไม่อาจก้าวเท้าออกแม่สักครึ่งก้าว เนื้อตัวสั่นเทาไม่อาจควบคุมบังคับ เหม่อมองดูหอกแดงของตัวเองตกล่วงลงจากฟากฟ้าจนหอกหนักตกกระทบพื้นดัง...ตึง ! ร่างของมันค่อยคลายออกจากมนตร์สะกดของเสียงคำราม


     


                    เมื่อร่างกายฟื้นคืนจูซินเฉิงก็เลิกสนใจเสวี่ยหมิงอีกรีบเรียกหอกแดงกลับคืนมา แต่ไม่ทันที่จะหอกวิเศษจะกลับสู่มือก็ปรากฏเงาทะมึนปิดบังแสงอาทิตย์ จูซินเฉิงเงยหน้าขึ้นมองย้อนแสงแดดขึ้นไปก็พบกับมังกรขนาดมหึมาที่กำลังบินเหินวนเวียนไปมาอยู่บนฟากฟ้า แต่ยังควบคุมสติไม่ให้แตกตื่นควบคุมบังคับหอกแดงกลับสู่มือ และเมื่อหอกวิเศษกลับมาถึงมือตัวเองจูซินเฉิงก็ไม่รอช้าใช้ออกด้วยพลังลมปราณทั้งหมดที่มีโจนทะยานหลบหนีออกไปจากหุบเขามังกรอย่างไม่คิดชีวิต


     


                    แม้เมื่อจูซินเฉิงทะยานกลับออกไปยังนอกอาณาเขตหุบเขามังกรได้แล้ว เหงื่อเย็นเยียบที่อาบชโลมทั่วร่างของตัวเองก็ยังคงไหลซึมต่อไปไม่หยุด ปากซีด สองขาสั่นเทาจนล้มพับลงกับพื้นและไม่ทันที่อาการตื่นตกใจสุดขีดจะจางหาย ร่างของมันก็ถูกมิติผกผันของด่านกักมังกรดูดกลับออกไปสู่โลกภายนอก


    .


    .


                    ย้อนกลับมายังเรื่องราวก่อนหน้า ยามคับขันเป็นตายเสวี่ยหมิงพลันเร่งเร้าพลังในกายจนหมดสิ้น แม้แต่ดวงตาเทพมารบรรพกาลก็ถูกเปิดพร้อมฝืนใช้อย่างสุดกำลัง แต่เพราะเสวี่ยหมิงเพิ่งจะเปิดใช้งานเทพมารครองร่างทำให้ดวงตาเทพมารบรรพกาลตอบสนองเพียงแค่เพิ่มประสาทสัมผัสที่ประเปรียวมากขึ้นเท่านั้น ...แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างที่รีดเร้นออกมาของเสวี่ยหมิงก็ยังไม่เพียงพอ พลังของหอกมังกรถล่มสวรรค์ที่จูซินเฉิงใช้ออกอย่างสุดกำลังนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าระดับพลังของเสวี่ยหมิงในตอนนี้จะต้านทานไหว ปราณอันแหลมคมสอดทะลุสองแขนแกร่ง ในขณะที่เสวี่ยหมิงพยายามใช้หมัดลมปราณเข้าต้าน แต่หมัดลมปราณไม่ทันส่งออกพลันถูกพลังของหอกกระแทกเข้าใส่เสียก่อน แรงปะทะส่งให้สองแขนของเสวี่ยหมิงชาด้านไม่อาจยกเคลื่อนไหวได้อีกในเวลาอันสั้น แม้สองแขนของเสวี่ยหมิงจะปัดป้องจนหมดสภาพแต่พลังของท่าหอกกลับลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลมปราณที่เคลื่อนนำหน้าตัวหอกพลันเจาะทำลายผิวหนังบริเวณหน้าอกของเสวี่ยหมิงจนเลือดลมปั่นป่วนก่อนที่ปราณแหลมคมจะเจาะทะลุชั้นผิวหนังเข้าไปจนเริ่มปรากฏโลหิตแดงฉานไหลซึมออกมา เสวี่ยหมิงกัดฟันแน่นหมายมิให้เสียงแห่งความเจ็บปวดลเดลอดออก


     


                    แม้ผิวหนังที่แปรเปลี่ยนจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าศาสตราวุธลมปราณระดับล่าง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทานทนต่อความดุดันของหอกวิเศษของจูซินเฉิงที่ผสานรวมกับท่าหอกมังกรถล่มสวรรค์ เลือดเนื้อที่ไหลซึมกลายเป็นฉีกอ้าออก แต่แล้วจู่ ๆ เสียงร้องดังกังวานของสัตว์ร้ายที่เบื้องหลังก็ดังขึ้น


     


                    ...พลังคุกคามอันน่าหวาดหวั่นซึ่งเสวี่ยหมิงรู้สึกได้ก่อนหน้าพลันพุ่งเข้าสลายสภาวะหอกของจูซินเฉิงไปในจังหวะเป็นตายพอดิบพอดี แต่เรื่องราวยังไม่จบสิ้นเพราะเสียงคำรามที่กระแทกสะท้อนมานั้นกลับไปปลุกกระตุ้นลมปราณเพลิงวิเศษที่สถิตอยู่ในชีพจรหัวใจของเสวี่ยหมิงให้ลุกไหม้ ลมปราณเปลวเพลิงร้อนแรงพลันขยายอำนาจออกมาห่อหุ้มร่างของเสวี่ยหมิงเพื่อปกป้องเจ้านายของมันจากอันตรายโดยที่ไม่ได้ควบคุมบังคับ แถมลมปราณเปลวเพลิงในครานี้ยังมีท่าทีพยศดุดันกว่าทุกครั้งราวกับว่ามันต้องการต่อต้านเสียงคำรามด้วยสัญชาตญาณของตัวมันเอง


     


                    เสวี่ยหมิงแม้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ยังมีสติแจ่มใสอยู่รีบหันขวับกลับไปมองยังด้านหลัง สายตาพลันสอดประสานเข้ากับดวงตาสีแหลืองใสเจิดจ้าของอสูรร้ายขนาดมหึมา ดวงตาที่หากผู้ฝึกตนซึ่งมีพลังจิตวิญญาณอ่อนด้อยจับจ้องอาจทำให้จิตวิญญาณอาจหลุดลอยจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว


     


                    ...มังกรน้ำแข็ง


                    เมื่อเห็นภาพมังกรชัดตาด้วยความตกใจสมาธิของเสวี่ยหมิงพลันกระเจิดกระเจิง ท่าร่างบันไดเมฆาที่ใช้ออกพลันสะดุดหยุดยั้งร่างของเสวี่ยหมิงที่นิ่งค้างอยู่กลางอากาศพลันตกวูบลงในแนวดิ่ง แต่เหมือนพลังเพลิงร้อนแรงในร่างของเสวี่ยหมิงไม่ยินยอมให้ผู้ครอบครองมันหลบหนี ปีกเพลิงไฟพลันสยายกางออกที่เบื้องหลังของเสวี่ยหมิงพยุงร่างที่ตกลงให้ชะลอตัว และนิ่งค้างอยู่กลางอากาศได้ในที่สุด


     


                    เหตุการณ์พลิกเปลี่ยนไปตลอดเวลาในทุกชั่วเสี้ยววินาทีทำให้เสวี่ยหมิงเกิดอาการมึนงง สมองที่เคยประเปรียวไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีกมีเพียงจิตใต้สำนึกที่ยังคงเรียกร้องสั่งการให้หลบหนี


     


                    เมื่อควบคุมสติได้พร้อมความต้องการหลบหนี สองปีกที่งอกเงยพลันแผ่พุ่งลมปราณทะยานเหินตามใจปรารถนาของเสวี่ยหมิง ความเร็วถูกเร่งขึ้นจนสูงสุดเพื่อทะยานออกจากหุบเขามังกร หมายหลุดรอดจากอสูรร้ายในตำนานที่เบื้องหลัง จนร่างของเสวี่ยหมิงกลับกลายเป็นเส้นสายเปลวเพลิงเหินฉีกผ่านอากาศธาตุราวกับท้องฟ้าถูกเปลวไฟแยกผ่าออกจากกัน


     


                    ...แม้ความไวของเสวี่ยหมิงที่มีปีกงอกเงยจะว่องไวกว่าท่าร่างบันไดเมฆาหลายสิบเท่า แต่เมื่อเทียบกับมังกรน้ำแข็งแล้วก็ไม่ต่างจากหอยทากที่พยายามแข่งวิ่งกับกระต่าย เพียงแค่ชั่วลมหายใจหลังจากเริ่มหลบหนี ร่างของเสวี่ยหมิงก็ถูกกรงเล็บแกร่งของมังกรน้ำแข็งตะปบจับเอาไว้ได้


     


                    ลมปราณเย็นที่พุ่งผ่านกรงเล็บของอสูรร้ายในตำนานพลันสลายปีกเปลวเพลิงของเสวี่ยหมิงไปในพริบตา แม้ถูกพันธนาการแต่เสวี่ยหมิงยังคงไม่ยอมแพ้พยายามดิ้นรนใช้พลังที่เหลืออยู่ในทุกทาง หมายสลัดให้หลุดออกจากกรงเล็บของมังกรน้ำแข็ง แต่ไม่ว่าจะออกแรงไปเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะทุกการกระทำนั้นไร้ผล


     


                    แม้ตอนนี้เสวี่ยหมิงจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมังกรน้ำแข็งแต่มันกลับไม่สังหารเขาในทันที มังกรน้ำแข็งกลับบินทะยานขึ้นสู่เหนือชั้นเมฆมุ่งตรงกลับไปยังใจกลางหุบเขามังกรพร้อมร่างที่อ่อนล้าลงจนสติใกล้จะหลุดลอยของเสวี่ยหมิง


     


                    ...นี่ข้าต้องมาตกตายเพราะเจ้ามังกรน้ำแข็งตัวนี้หรือนี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โชคชะตาช่างน่าขันยิ่งนัก เส้นทางชีวิตของข้าเสวี่ยหมิงยามที่กำลังจะรุ่งโรจน์ กลับพานพบอุปสรรคในทุกครั้ง


     


                    เมื่อความคิดน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาบังเกิด บวกกับความสิ้นหวังท้อแท้ที่จู่โจมเข้ามาทำให้เสวี่ยหมิงหวนนึกถึงเรื่องราวความลำบากในอดีตมิได้ จนกระทั่งเสวี่ยหมิงหวนนึกไปถึงมารดาก็บังเกิดเป็นความโหยหา...ความคิดคำนึงถึงผู้คนยามที่ตนเองสิ้นหวังนั้นช่างรุนแรงยิ่งนัก ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตล้วนแย่งกันผุดเด่นขึ้นในห้วงความคิด


     


                    ...ท่านแม่ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน


                    ความคิดคำนึงเมื่อก่อเกิดแล้วย่อมลุกลาม เมื่อเสวี่ยหมิงหวนคิดถึงมารดาที่จากไปพลันเผื่อแผ่ไปถึงจี้หยดน้ำอันเป็นของดูต่างหน้ามารดา...เขาอยากที่จะเห็นมันเป็นครั้งสุดท้าย


     


                    แหวนมิติในมือเสวี่ยหมิงพลันเจิดจ้าขึ้นแวบหนึ่ง จี้หยดน้ำสะท้อนแสงแดดจนเกิดประกายสีฟ้าสดใสปรากฏห้อยติดอยู่บนฝ่ามือของเสวี่ยหมิง สายตาของเสวี่ยหมิงเริ่มจะพล่ามัวพร้อมสติที่ใกล้จะหลุดลอย สองมือที่ถือจี้หยดน้ำเกิดอ่อนล้าจี้หยดน้ำที่แกว่งไกวไปมากำลังจะล่วงหล่นหลุดมือ ทำให้เสวี่ยหมิงพยายามใช้ลมปราณในร่างแผ่พุ่งออกไปคว้าจับ ลมปราณเปลวเพลิงที่ใกล้มอดดับก่อนหน้าพลันพวยพุ่งเข้าหาจี้หยดน้ำในมือของเสวี่ยหมิง


                   


                    วูบ...ฟิ้ว..!


                    ทันทีที่ปราณเปลวเพลิงกระทบถูกจี้หยดน้ำไอความเย็นพลันแผ่กระจายออกจากจี้หยดน้ำเป็นรัศมีวงกลมขนาดใหญ่ มังกรน้ำแข็งที่จับตัวเสวี่ยหมิงไว้พลันแน่นิ่งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


     


                    กาซซซซซซ !!!


                    เสียงคำรามดังก้องของมังกรน้ำแข็งครั้งนี้โหยหวนรันทดแตกต่างจากในคราแรกที่หมายกระแทกจู่โจมเสวี่ยหมิงและหอกสีแดงอย่างสิ้นเชิง กรงเล็บที่แข็งกร้าวพลันสั่นเทาจนเผลอทำร่างของเสวี่ยหมิงหลุดล่วงหล่นตกลงไปที่เบื้องล่าง


     


                    มังกรน้ำแข็งโฉบร่างมหึมาหมายตามติดเข้าไปคว้าเสวี่ยหมิงที่ล่วงหล่น แต่เพราะที่หมายนั้นเป็นพื้นที่พิเศษของด่านกักมังกร ดวงตาสีเหลืองทองเล็กรีจับจ้องไอมรณะสีดำที่ปกคลุมวนเวียนอยู่ที่เบื้องล่างด้วยความโศกศัลย์ มังกรน้ำแข็งเร่งความเร็วขึ้นไปหมายตามติดเสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะหลุ่นหล่นทะลุชั้นเมฆหายลับไป แต่แล้วเมื่อมันสัมผัสเข้ากับไอมรณะสีดำความเร็วของมังกรน้ำแข็งก็ชะลอตัวไป ก่อนที่มันจะหยุดร่างมหึมานิ่งค้างอยู่ที่กลางเวหา


     


                    แสงจากจี้หยดน้ำที่เปล่งประกายค่อย ๆ ไกลห่างออกไปสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของมังกรน้ำแข็งที่กำลังจับจ้องอยู่ด้วยความรู้สึกอันสับสน...มันไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรจึงได้แต่จับจ้องแสงทอประกายฟ้าเย็นเยียบสายนั้นล่วงตกลงไป ดวงตาสีทองสดใสพลันกระพริบถี่ด้วยความคิดคำนึงถึงอดีตอันยาวไกล หยดน้ำตาของมังกรน้ำแข็งพลันล่วงหล่นลงไปหยดหนึ่งก่อนที่มังกรยักษ์จะตัดใจเหินทะยานหายลับตาไป



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน