ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 171 อำนาจที่มาจากสถานะฮูหยินของซูฉางเซิง การก้มหัวคำนับของกึ่งจักรพรรดิ

            “เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้สมคบคิดกับคนภายนอกมาวางแผนเล่นงานข้า!”

            “ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เจ้าจะกล้าดีถึงเพียงนี้ถึงกับกล้าท้าทายกึ่งจักรพรรดิ!”

            “หรือว่าเจ้าคิดว่าการเชิญเซียนนักบุญที่มีภูมิหลังบางอย่างมาจะสามารถเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าได้เช่นนั้นรึ!”

            “คิดผิดแล้ว!”

            หลินเฉาเผยแววตาเย็นชาเขาคิดว่านี่เป็นแผนการของไท่สื่อทว่าต่อหน้ากึ่งจักรพรรดิแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่ออย่างเขาแล้วทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา

            ท้ายที่สุดแม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อจะไม่ใช่กองกำลังระดับเจ้าแห่งแดนสวรรค์ฉางเซิง แต่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นก็มีจักรพรรดิคอยควบคุมอยู่เช่นกัน!

            เขาเผยสีหน้าดูถูกพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

            มหาเซียนไท่สื่อเพียงหัวเราะเยาะและไม่ตอบโต้

            ตราบใดที่หลินเหมี่ยวมาถึงแล้ว เชนั้นทุกอย่างก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปอีก

            หลินเฉาเห็นเขาหัวเราะเยาะจึงเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นทำให้มุมปากของมหาเซียนไท่สื่อมีโลหิตไหลซึม

            “น่าขบขันเสียจริงวันนี้ข้าเกือบถูกพวกเจ้าหลอกแล้ว ท่านไท่สื่อ เป็นผู้แพ้มาตลอด ไม่เคยเอาชนะข้าได้แล้วยังกล้าหัวเราะเยาะต่อหน้าข้าอีกรึ เจ้าก็เหมือนหนอนแมลงที่กำลังเลื้อยไปมาพยายามใช้ร่างกายอันต่ำต้อยส่งเสียงคำรามใส่พญามังกรแห่งเก้าสวรรค์ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อันใดเลย!”

            เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแล้วคำพูดเหล่านั้นช่างฟังดูแสลงหูยิ่งนัก เขาดูถูกมหาเซียนไท่สื่อ ดูถูกสำนักที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาดูถูกสำนักเล็กๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์!

            ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะคำพูดของหลินเฉา

            “พูดจบแล้วหรือไม่เล่า แล้วเจ้าที่หยิ่งผยองถึงเพียงนั้นจะรับมือกับโทสะของข้าอย่างไรดี!”

            ร่างอันงดงามสง่าผ่าเผยที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและหยิ่งทะนงเดินเข้ามาจากประตูน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าดวงตาที่มองผ่านประตูเข้ามานั้นกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งมีกลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกมา ทำให้อุณหภูมิภายในห้องโถงลดลงอย่างเงียบๆ

            เหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่สื่อต่างขมวดคิ้วพวกเขาทั้งหมดล้วนถูก ‘เนรเทศ’ มายังที่แห่งนี้จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูและเป็นเซียนเฒ่าที่สิ้นหวังและบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยว

            ทว่าในไม่ช้าดูเหมือนพวกเขาจะนึกถึงข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดในสำนักได้ จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจและไม่คิดสนับสนุนหลินเฉาอีก แล้วทว่ากลับค่อยๆถอยห่างออกจากหลินเฉา

            ท้ายที่สุดหากข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดในสำนักนั้นเป็นจริง ไม่ต้องพูดถึงหลินเฉาเลยแม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูก็จะต้องก้มหัวให้

            หลินเหมี่ยวเป็นห่วงความปลอดภัยของมหาเซียนไท่สื่อมากนางจึงส่งเสียงมาแต่ไกล เพื่อป้องกันมิให้มหาเซียนไท่สื่อต้องเผชิญกับภัยอันตราย

            นางได้ยินคำพูดของหลินเฉาแล้วซึ่งมันทำให้นางขมวดคิ้วอย่างโกรธเคืองและรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            กึ่งจักรพรรดิผู้นี้ตั้งแต่ต้นจนจบก็เอาแต่ดูถูกสำนักไท่สื่อ บังคับให้พวกเขาก้มหัวให้และตอนนี้ยังต้องการที่จะปลดมหาเซียนไท่สื่อ ผู้ก่อตั้งสำนักไท่สื่ออีกด้วย!

            ผู้ใดให้ความกล้าแก่เขาถึงเพียงนี้!

            ตูม!

            กลิ่นอายของกึ่งจักรพรรดิปะทุขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องตกตะลึง

            เหล่าผู้คนจากสำนักไท่สื่อต้องการที่จะต่อต้านโชคร้ายที่พวกเขามิอาจต่อกรกับกึ่งจักรพรรดิได้

            “พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏรึ”

            หลินเฉาได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปท่าทีที่แตกต่างออกไป และความรู้สึกถึงเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง

            เขาจึงต้องตะโกนเสียงดังเพื่อพยายามที่จะระงับทุกสิ่งด้วยพลังการบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งของตนเอง

            ท้ายที่สุดเขาก็คือผู้ทรงอำนาจแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งศักดิ์ศรีนั้นไม่อาจยอมให้ถูกทำลาย!

            ตูม!

            หลินเหมี่ยวมาถึงแล้วนางเปิดประตูออกอย่างแรง มีสมบัติลับระดับจักรพรรดิอยู่เหนือศีรษะเพื่อที่จะต้านทานแรงกดดันของกึ่งจักรพรรดิ ซึ่งอำนาจของนางก็เหนือกว่าหลินเฉาผู้ซึ่งเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่ระดับกึ่งจักรพรรดิอย่างเลือนราง

            น่าเสียดายที่นางยังอ่อนแอกว่ามากหากมีเซียนระดับสูงผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถกระตุ้นสมบัติลับระดับจักรพรรดิได้อย่างเต็มกำลังแม้แต่กึ่งจักรพรรดิก็ยังต้องหวาดกลัว

            “เจ้าเป็นผู้ใด กล้าบุกรุกเข้าไปในสำนักย่อยของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อของข้าโดยพลการรึ!”

            เมื่อเห็นสมบัติลับระดับจักรพรรดิที่อยู่เหนือศีรษะของนางหลินเฉาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย พร้อมทั้งความโลภที่ซ่อนเร้นเอาไว้

            แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอาจมีสถานะไม่ธรรมดาหลินเฉาจึงลดน้ำเสียงลงและกล่าวว่า

            “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใด เรื่องของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูไม่เกี่ยวกระไรกับเจ้า จงรีบจากไป ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเคือง!”

            หลินเหมี่ยวไม่ได้กล่าวสิ่งใดนางได้รับเสียงสื่อสารจากบรรพบุรุษไท่สื่อแล้วดวงตาของนางจ้องมองไปยังหลินเฉาด้วยความเย็นชา

            คนจำพวกที่ชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นกึ่งจักรพรรดิก็ไม่มีความหมายหากกล้าที่จะอาละวาดในสำนักไท่สื่อ ก็ต้องถามหลินเหมี่ยวก่อนว่านางจะยอมหรือไม่

            “เด็กน้อยหากเจ้ายังไม่ออกไป เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าเชิญเจ้าออกไปด้วยกำลังเลย!”

            ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเพียงเซียนนักบุญคนหนึ่งเขาที่มีสถานะเป็นถึงกึ่งจักรพรรดิ และได้แสดงท่าทีถึงเพียงนี้แล้วหากไม่ใช่เพราะกังวลในสถานะของสตรีผู้นี้เขาคงจะระงับความต้องการที่จะสังหารนางเอาไว้ไม่ได้เลยทีเดียว

            “ข้าคือผู้ทรงอำนาจแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ ไม่ว่าเบื้องหลังของเจ้าจะเป็นผู้ใด การที่เจ้าเป็นเพียงเซียนนักบุญแต่กลับกล้าท้าทายกึ่งจักรพรรดิเช่นนี้ข้าสามารถลงโทษเจ้าได้ แต่ในวันนี้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าเป็นครั้งแรกเจ้าจงอย่าได้หลงผิดอีก!”

            หลินเหมี่ยวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวสายตาของนางจับจ้องไปยังผู้ทรงอำนาจแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ ทันใดนั้นนางก็นึกถึงผู้ทรงอำนาจอีกท่านหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูนั่นก็คือผู้ทรงอำนาจเฟยอวี่ผู้ซึ่งมีวิธีการกระทำที่แตกต่างจากคนตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง

            “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อจะไปมีคนจำพวกที่เสื่อมทรามเช่นเจ้าได้อย่างไรกัน”

            ในฐานะผู้คนแห่งสำนักไท่สื่อหลินเหมี่ยวถูกปลูกฝังให้มีความชื่นชอบในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูเป็นอย่างมากแต่ในวันนี้ คนผู้นี้กลับทำลายความรู้สึกดีๆ นั้นไปจนหมดสิ้น

            “เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

            ในขณะที่หลินเฉากำลังจะโกรธ มหาเซียนไท่สื่อก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “นางคือฮูหยินของซูฉางเซิง!”

            “หืม!”ราวกับถูกมนตร์สะกด หลินเฉายืนนิ่งงัน

            เมื่อเสียงนั้นจบลง หลินเหมี่ยวก็ได้เห็นสภาพอันน่าเวทนาของมหาเซียนไท่สื่อ นางจึงเดินเข้าไปหาหลินเฉาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวโดยได้รับการคุ้มครองจากสมบัติลับ

            “เพียะ!”

            เสียงตบที่ดังกังวานก้องไปทั่วทั้งห้องโถง

            หลินเฉาตัวแข็งทื่อริมฝีปากสั่นเทา คำพูดของมหาเซียนไท่สื่อดังก้องอยู่ในหูราวกับเสียงปิศาจโบราณซึ่งได้ทำลายความหยิ่งยโสของเขาลงจนหมดสิ้น

            “ฮูหยินของจักรพรรดิสวรรค์ซู!”

            หลินเฉารู้สึกราวกับว่ามีคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขาแม้ว่าเขาจะถูกหลินเหมี่ยวตบหน้าก็ไม่รู้สึกกระไรเลย ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นเหล่าผู้อาวุโสหลายคนก็ต่างตกตะลึง

            กึ่งจักรพรรดิถูกเซียนนักบุญตบหน้าแต่กลับไม่กล้าที่จะตอบโต้รึ

            มันช่างน่าตกใจเกินไปแล้ว!

            ทว่าเมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายคือฮูหยินของซูฉางเซิง

            อ้อนั่นก็สมควรแล้ว

            หลินเฉารีบตั้งสติได้เขาเผลอไปล่วงเกินฮูหยินของท่านผู้นั้น หากไม่สามารถดับโทสะของนางได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสียหน้าเลยเกรงว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูเองก็อาจจะลงโทษเขาได้!

            ครั้นข่าวแพร่งพรายออกไปก็ไม่รู้ว่าจะมีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องการหัวของเขาไปขายเพื่อที่จะได้ความโปรดปรานจากซูฉางเซิง!

            มันช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

            ‘ยังมีวิธีแก้ไข!’

            ความคิดในหัวหมุนเร็วจี๋เขาหันไปมองที่มหาเซียนไท่สื่อ หากเมื่อครู่ไม่ได้ยินเสียงของเขาเช่นนั้นเขาคงได้ลงมือไปแล้ว!

            “โอ้โหนี่มันน้ำท่วมศาลเจ้ามังกร [1] ชัดๆ!”

            “น้องไท่สื่อ ท่านดูข้าสิว่า...”

            หลินเฉาเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ เขารู้ว่าอีกฝ่ายมาเพราะผู้ใด เขาจึงไม่สนใจเรื่องเสียหน้าและก้มหัวขอโทษในทันที

            “ยังไม่พอ!”

            หลินเหมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาหากวันนี้คนผู้นี้ไม่ทำให้ท่านบรรพบุรุษพอใจเช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว!

            นางไม่ใช่คนที่ชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นหากไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นนางอาจจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อก็ได้

            ตูม!

            หลินเฉากลับคุกเข่าลงทันทีและก้มหัวคำนับต่อหน้ามหาเซียนไท่สื่อ

            กึ่งจักรพรรดิกลับคุกเข่าคำนับต่อหน้านักบุญ!

            ผู้ที่ไม่รู้จักหลินเหมี่ยวต่างก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างมากกึ่งจักรพรรดิกลับคุกเข่าได้ง่ายๆ ส่วนเหล่าผู้อาวุโสที่รู้จักหลินเหมี่ยว กลับรู้สึกตกตะลึงและเคารพมากยิ่งขึ้นพวกเขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็กๆ ในวันนั้นอีกต่อไปแล้ว

            “ไท่สื่อ ข้าผิดไปแล้วข้าต่างหากที่เป็นหนอนแมลงตัวน้อย!”

            “การที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ท่านมาสร้างสำนักไท่สื่อในทวีปเจินเซิ่งเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว!”

            “ข้าสมควรตายหากท่านไว้ชีวิตข้า ข้าจะไปขออภัยโทษที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อด้วยตนเองข้าจะทำให้ความจริงในวันนั้นปรากฏ และคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ท่าน!”

            มหาเซียนไท่สื่อตกตะลึงแต่เมื่อนึกถึงนิสัยของหลินเฉา เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก

            ความอัปยศอดสูที่เคยได้รับมาตลอดหลายปีได้ถูกลบล้างไปในพริบตาทำให้หลินเฉาอดไม่ได้ที่จะก้มหัวคำนับอีกหลายครั้ง!

            ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ แม้ในวันนี้เขาจะอาศัยอำนาจของซูฉางเซิง ทว่าก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก และไม่สามารถทำกระไรมากไปกว่านี้ได้ เขาเป็นคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ

            “ข้าสามารถไว้ชีวิตเจ้าได้แต่สุภาพสตรีซูก็อาจจะ...”

            มุมปากของหลินเฉาขมขื่นหากเขารู้มาก่อนว่านี่คือฮูหยินของซูฉางเซิง เช่นนั้นเขาคงจะหลบหน้าหนีแล้วจะกล้าเข้าไปยื่นคอให้ได้อย่างไรกัน!

            “สุภาพสตรีซูท่านผู้ใหญ่โปรดอภัยให้แก่ข้าน้อยสักครั้ง ข้าขอทำทุกอย่างเพื่อตระกูลซู”

            “หึ!”

            หลินเหมี่ยวแค่นเสียงหากนางมาไม่ทันเวลา บรรพบุรุษไท่สื่อคงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตแล้ว

            เมื่อมองไปยังหลินเฉาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรมากขึ้นราวกับใบมีดที่เย็นเยียบ ทิ่มแทงเข้าไปในร่างของหลินเฉา ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว

            “เหมี่ยวเหมี่ยวช่างเถิด ทุกอย่างมันก็ผ่านไปแล้ว!”

            มหาเซียนไท่สื่อรู้ดีว่าหลินเฉาเป็นกึ่งจักรพรรดิคนหนึ่งหากถูกบังคับจนไร้ทางรอด เกรงว่าคนที่นี่นอกจากหลินเหมี่ยวแล้วจะไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลย

            นอกจากนี้หลินเฉาก็เป็นถึงกึ่งจักรพรรดิแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อคนหนึ่งเขาไม่อยากที่จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อและตระกูลซูต้องตึงเครียดจนเกินไป

            เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ เพราะหากตระกูลซูต้องการทำลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ มันก็เป็นเพียงเรื่องที่พูดได้เพียงคำเดียวเท่านั้น

            มหาเซียนไท่สื่อเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ดี

            “ลุกขึ้นเถิดครั้งนี้ท่านบรรพบุรุษอภัยให้เจ้า หากมีครั้งต่อไป ก็จะไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้!”

            -----------

            เชิงอรรถ

            [1]น้ำท่วมศาลเจ้ามังกร สำนวนนี้มักใช้ในสถานการณ์ที่คนในกลุ่มเดียวกันหรือคนในครอบครัวเดียวกันเกิดความขัดแย้งกันเอง หมายถึงเป็นพวกเดียวกันแต่กลับหาเรื่องกันเอง

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน