ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๔ ประสานดาบพลอง (re-edition)

            แสงสุดท้ายของยามอัสดง ภายในพิภพสัตว์อสูรถูกปิดกั้นด้วยเงาร่างของฝูงคองอเวจี เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำจนแผ่นดินสั่นสะเทือน ลิงอสูรจำนวนมากมายมหาศาลกระโจนกรูเข้าหาอุทัย

            พวกมันเข้ามาอย่างรวดเร็วเห็นเป็นเพียงเส้นสายของแสงจากดวงตาอัคคีนับพันนับหมื่นคู่

            แต่กลับอุทัยสงบนิ่ง ดวงจิตราบเรียบจนลืมเลือนทุกสิ่ง ที่คงอยู่คือตัวตนและดาบสยบจักรภพสีดำสนิทภายในมือ

            .. สำนึกแห่งดาบปรากฏขึ้นโดยมิต้องร้องขอ !

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! .. อุทัยกระหวัดดาบตามกระบวนท่า ‘ภูษาศาสตรา’

            จุดเด่นของดาบเดียวคือความว่องไว โฉบเฉี่ยวรุกเข้าถอยออก พลิกแพลงโจมตีด้วยความเฉียบขาดเป็นหลัก แต่สถานการณ์ที่กำลังมาถึงเป็นการตะลุมบอนกลุ้มรุมด้วยจำนวนที่มากกว่าจนเทียบไม่ติด

            .. ดาบเดียวคงไม่สามารถต้านทานรับไหว !

            .. ว่าแล้วอุทัยจึงหยิบฝักดาบที่เหน็บอยู่ด้านหลังออกมาทำการบรรจุพลังปราณเข้าใส่อย่างเต็มกำลัง

            .. ว๊าบบบ ! ฝักดาบยื่นขยายออกเป็นพลองยาวกว่าสามศอก !

            .. ในเหตุการณ์เช่นนี้ต้องใช้การเข้าปะทะรุนแรงและหนักหน่วง !

            ฝักดาบกลายมาเป็นอาวุธอีกเล่มหนึ่ง มือขวากระชับดาบ มือซ้ายกระชับพลอง แล้วกระหวัดอาวุธด้วยสองมืออย่างว่องไว

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! .. อุทัยใช้กระบวนท่า ‘ภูษาศาสตรา’ ด้วยท่าดาบสองมือ !!!

            ช่วงล่างย่อตัวเยื้องย่างก้าวสามขุมด้วยพื้นฐานวิชามวย ช่วงบนใช้ไหล่แขนข้อมือทั้งสองข้างสะบัดกวัดแกว่ง อาวุธในมือทั้งสองถูกควบคุมอย่างแคล่วคล่องดังเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย

            ดาบขวาพลองซ้าย .. ทั้งสองถูกกรีดวาดเป็นเส้นสายตามกระบวนท่า ...

            กระบวนดาบครอบคลุมทั้งด้านหน้าในท่าฟันออก แล้วกระหวัดกลับคืนขึ้นด้านบนศีรษะ ปลายดาบอ้อมคลุมปกป้องด้านหลัง แล้วจึงตวัดฟันคมดาบอ้อมไปด้านข้างตัดทแยงไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า .. อุทัยเดินดาบเช่นนี้สลับกันสองมือ

            ยังมีกระบวนท่าสะบัดดาบเปลี่ยนแนวมากระหวัดไปทางด้านข้างแล้วจึงฟันออกเดินดาบเป็นวงมือซ้ายสลับวงมือขวา และท่ากระหวัดดาบย้อนทวนจากล่างขึ้นบนสลับกับบนลงล่าง จากในออกนอกแปรเปลี่ยนเป็นจากนอกเข้าใน

            .. กระบวนท่า ‘ภูษาศาสตรา’ เปลี่ยนดาบสองมือเป็นเกราะปกป้อง รับคือรุกและรุกคือรับในกระบวนท่าเดียวกัน

            ด้านหลังคือประตูอสูรโลกา ด้านหน้าคือฝูงคองอเวจีตรงเข้าห้อมล้อมเป็นชั้นๆ อุทัยร่างไหววูบกระโดดพุ่งไปข้างหน้าตรงเข้าหาฝูงสัตว์อสูรตัวใหญ่ยักษ์

            .. กรรรรรรร !!! โอ๊กกกกก !!! .. ลิงอสูรสองตัวแรกพุ่งเข้ามาด้านหน้าทั้งซ้ายขวา อุทัยยังสูงไม่ถึงเอวของมันด้วยซ้ำ

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! .. หนึ่งดาบหนึ่งพลองฟาดฟันออกอย่างรวดเร็ว

            ประกายดาบส่งประกายสีทองศักดิ์สิทธิ์ด้วยปราณ ‘อรุณโรจน์’ สลับด้วยพลองประกายแสงสีดำยะเยือกสุดอาถรรพ์จากปราณ ‘อสูรบรรพกาล’

            ลิงอสูรทั้งสองตัวถูกฟันขาดเป็นสองท่อนด้วยคมดาบ แล้วถูกพลองฟาดกระแทกจนเลือดเนื้อปลิวกระจาย

            .. กรรรร ! .. คองอเวจีอีกสองตัวตามมาติดๆ

            .. ตู้มมม ! ตู้มมม ! พวกมันกระโดดใช้สองแขนทุบลงมาแต่ต้องเจอกับพื้นว่างเปล่า ร่างอุทัยไหววูบถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! .. คมดาบประกายพลองวูบวาบ ท่อนแขนชิ้นส่วนร่างกายของลิงอสูรทั้งสองตัวขาดกระเด็น

            อุทัยเคลื่อนออกทางขวา

            .. ฝับบบ !!! ดาบขวาในมือกระหวัดออกเชือดคอลิงอสูรตัวหนึ่ง

            .. ป๊าบบบ !!! พลองซ้ายฟาดลิงอสูรตัวนั้นจนลอยกระเด็นเลือดเนื้อระเบิดปะทุออก

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ป๊าบบบ !!! ดาบกระหวัดตัดเฉือนพลองฟาดทำลาย หัวและแขนของสัตว์อสูรขาดร่างกายถูกฟาดแหลกเหลว

            .. ป๊าบบ ! เปรี้ยงงง !!! อุทัยกระโจนหมุนตัวนำพลองตีแสกหน้าลิงอสูร แล้วจึงถีบเข้าหน้าอกของมันจนปลิวคว้างขวางทับกับตัวอื่นๆ ที่กำลังพุ่งเข้ามา

            .. โครมมม !!! .. กรรร ! กรรร ! ลิงอสูรปะทะชนกันชุลมุนวุ่นวาย

            ญานินดาที่อยู่หน้าประตูมิติต้องกระโดดหนีเป็นพัลวัน ท่าร่างของนางกลายเป็นวิหคเพลิงสีแดงเคลื่อนที่อย่างว่องไว ตรงเข้าไปฉุดดึงสตรีปักษาวารีที่กำลังจะถูกสัตว์อสูรทำร้าย

            ญานินดาขึ้นลอยตัวอยู่กลางอากาศมองดูอุทัยด้วยความเป็นห่วง

            ร่างของสตรีปักษาวารีร่วงหล่นนางรีบมุดหลบซ่อนตัวในซอกหิน

            อุทัยเคลื่อนที่ฉากซ้ายขวารุกเข้าถอยออกยอกย้อนไม่หยุดนิ่ง ดาบพลองสะบัดฟาดออกด้วยเพลงดาบสองมือที่รุนแรงหนักหน่วง

            สำนึกแห่งดาบก่อเกิดท่าดาบสองมือประสานมือเท้าออกฟาดฟัน ...

            ... สะบัดดาบจ้วงแทง

            ... ใช้ด้ามดาบพลิกกระทุ้ง

            ... ฟาดฟันดาบขนานตามแนวนอน

            ... กระหวัดดาบสองมือสลับไขว้ไปมา

            ..... ท่าดาบพื้นฐานร้อยพันเปลี่ยนแปลงเข้าห้ำหั่นสัตว์อสูร .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ป๊าบบบ !! โครมมม !!!

            อุทัยถูกห้อมล้อมด้วยคองอเวจีจนมองไม่เห็นตัว มีเพียงประกายปราณวิบวับที่ปะทุออกจากภายใน .. ประกายสีทองวูบเรืองอร่าม ... สลับกับสีดำวาบอาถรรพ์ ...

            .. หนึ่งดาบหนึ่งพลองสะบัดกวัดแกว่ง ภายในจิตผุดภาพร่ายรำดาบขึ้นมา

            ท่าดาบพื้นฐานที่ออกมาจากสำนึกแห่งดาบทำมันเข้าใจกระบวนท่าร่ายรำดาบที่ถูกบันทึกไว้ในผืนผ้าโบราณ

            อุทัยตั้งดาบพลองไขว้ประสาน พลังปราณส่งออกจากสองทิศทาง ทางหนึ่งจากจักระ ‘มณีปุระ' ซึ่งอยู่ตรงแนวสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง พลังปราณผ่านชีพจรขาทั้งสองข้างที่กำลังย่อพับแล้วจึงระเบิดออก พร้อมดีดพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า

            อีกทางหนึ่งจากจักระ 'อะนาหตะ' อยู่ตรงแนวหัวใจ พลังปราณส่งออกไปยังชีพจรแขนทั้งสองสะสมลงดาบและพลอง ขณะที่ร่างพุ่งไปข้างหน้าทำการบรรจุพลังปราณสะสมในอาวุธทั้งสองจนเต็มปริ่ม

            แล้วจึงระเบิดพลังปราณตวัดฟันสองดาบพลองอย่างรุนแรง ...

            .. ดาบโลกันตร์วินาศ !!!

            .. เปรี้ยงงง !!! .. กระบวนดาบระเบิดพลังทำลายล้างในทิศทางทะลุทะลวงไปข้างหน้า ปราณดาบสังหารรูปกากบาทตัดเชือดเฉือนลิงอสูรสิบกว่าตัวเป็นชิ้นๆ พลังปราณเป็นทางยาวลากไปกว่าสิบห้าก้าว

            ตามต่อด้วยอีกกระบวนท่าหนึ่ง ...

            อุทัยระเบิดพลังปราณออกจากจักระ ‘มณีปุระ’ และ 'อะนาหตะ' พร้อมกัน เกิดแกนปราณเข้มข้นเชื่อมต่อกลางลำตัวแล้วบิดหมุนวนพลังโดยรอบ

            ร่างกายหมุนคว้างดังกังหันส่งพลังปราณสู่แขนผ่านเข้าดาบพลองในมือทั้งสอง

            .. ดาบวิปลาสจักรา !!!

            .. ว๊าบบบ !!! ว๊าบบบ !!! ว๊าบบบ !!! ปราณดาบทองประกายสลับดำทมิฬหมุนวนดังกงจักร

            .. พลังสังหารเฉียบคมมีรัศมีทำลายล้างกว่าสิบศอก

            .. กงจักรสังหารไปถึงที่ใดชิ้นส่วนร่างกายของลิงอสูรขาดปลิวกระเด็น

            อุทัยเร่งเร้าท่าร่างร่ายรำเพลงดาบปะทุพลังปราณสังหารอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดแล้วจึงตกลงมาดังสายฝนโลหิต

            ผ่านไปห้านาที ... ลิงอสูรกว่าห้าสิบตัวถูกฆ่าตาย

            ผ่านไปสิบนาที ... ลิงอสูรตายไปอีกร้อยตัวชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายเกลื่อนกลาด

            ผ่านไปยี่สิบนาที ... ลิงอสูรถูกฆ่าตายอีกห้าร้อยตัวซากศพกองดังภูเขาลูกน้อย

            ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ... ลิงอสูรตายไปพันกว่าตัวแล้ว ทุกที่ที่เหยียบย่ำคือซากศพของสัตว์อสูร พื้นแดงฉานด้วยเลือดที่ร้อนระอุดังหินเหลวเดือดใต้ธรณี

            “…” ญานินดาตะลึงงัน เพลงดาบของอุทัยสามารถสังหารสัตว์อสูรเป็นพันตัว

            แต่สัตว์อสูรเหล่านั้นยังคงกรูกันเข้ามาไม่หยุด ทุกตัวบ้าคลั่งกระหายเลือดราวลิงยักษ์เสียสติ

            .. กรรรรรรร ! โอ๊กกกกก ! โอ๊กกกกก ! โอ๊กกกกกกกกก !!!

            การต่อสู้ยิ่งดุเดือดยิ่งดึงดูดลิงอสูรตัวอื่นๆ ให้กระโจนเข้าร่วมวง ...

            อุทัยล้วงลึกเข้าไปในวงล้อมจนกลายเป็นจุดศูนย์กลางของสัตว์อสูร คองอเวจีนับหมื่นนับแสนตัวต่างทยอยกันเข้ามาห้อมล้อมมันไว้

            .. แต่ลิงอสูรไม่กล้าเข้ามาโดยผลีผลามอีก

            พวกมันห้อมล้อมอุทัยไว้ยังไม่กล้าเข้ามา ต่างขยาดในเพลงดาบของมนุษย์ตัวน้อยที่ดูโง่เง่าผู้นี้

            .. วิ้วววววว ... เสียงดังแหวกอากาศมาแต่ไกล

            .. ตุ้มมมมม !!! ... วัตถุก้อนสีดำตกลงข้างกายของอุทัยปะทะถูกซากศพลิงยักษ์บนพื้นจนปลิวกระเด็น

            “มารดามัน !” อุทัยกระโดดหลบอย่างเฉียดฉิว ... เมื่อหันมาดูพบว่านั่นคือหินก้อนใหญ่ขนาดเท่าลูกวัวถูกขว้างเข้ามา

            .. วิ้วววววว ...

            .. วิ้วววววว ...

            .. วิ้วววววววววว ...

            .. โครมมม ! ตุ้มมมมม ! ตุ้มมมมม !!! .. ก้อนหินมากมายถูกลิงอสูรเหวี่ยงขว้างมานับร้อยๆ ก้อน จนอุทัยกระโดดหลบวูบวาบ

            “ไอ้ลิงบ้า ...” อุทัยร้องด่าไปกระโดดหลบไป

            .. วิ้วววววว ...

            .. วิ้วววววว ...

            .. โครมมม ! โครมมมมม !!! .. อุทัยเสียขบวนถูกก้อนหินถล่มใส่ มันกระโดดหลบก้อนหินหัวซุกหัวซุน

            ทันใดนั้น ! .. ลิงอสูรจัดหน่วยกล้าตายกระโดดฝ่ากลุ่มหินเข้ามาพุ่งเข้าใส่อุทัยพร้อมกัน ...

            .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ป๊าบบบ ! ลิงยักษ์สองตัวแรกถูกอุทัยฟันจนร่างแยกขาดกระเด็น

            ที่เหลืออีกสิบกว่าตัวนำร่างกายอันใหญ่โตเข้ารับปราณดาบโดยไม่กลัวตาย เป้าหมายคือใช้ซากร่างกายของมันสยบอุทัยเอาไว้ให้ได้

            “เอ้ยยย !!!” อุทัยร้องตกใจฟาดฟันออกไปสองดาบแต่กลับถูกร่างกายอันใหญ่โตนั้นโถมทับเข้าหา

            กลยุทธ์ของลิงอสูรช่างพิสดารพวกมันสิบกว่าตัวกระโดดเข้ามาทับอุทัยไว้ แต่ละตัวมีน้ำหนักเกือบพันชั่งและยังมีตัวอื่นๆ กระโดดเข้ามาช่วยโถมทับอีก

            .. ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ !

            อุทัยถูกทับด้วยลิงอสูรกว่ายี่สิบตัว โลกทั้งโลกมืดสนิทไม่สามารถขยับร่างกายได้

            .. ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ !

            ยังมีลิงอสูรกระโดดเข้ามาทับอีกหลายตัว ... กองลิงอสูรที่ทับอุทัยกลายเป็นภูเขาลูกหนึ่ง

            สัมผัสของขนอันสากหนาและกลิ่นสาบเหม็นฉุนของสัตว์อสูรติดตรึงลมหายใจ

            อุทัยหน้าถอดสี .. ‘แย่แล้ว ! ขยับร่างกายไม่ได้เจ้าลิงบ้าพวกนี้ ...’

            ... ราวตกอยู่อีกโลกหนึ่ง ... โลกอันมืดมิด ... น้ำหนักหลายพันชั่งกดทับอุทัยไว้จนขยับร่างกายไม่ได้

            หนักจนไม่รู้สึกหนักได้กว่านี้ ...

            แม้แต่หายใจยังไม่สามารถ ...

            ราวเวลาผ่านไปอย่างเนิ่นนาน ...

            ... สติของอุทัยค่อยๆ พร่าเลือนลงทีละนิด ... ทีละนิด... ทีละนิด ...

            ความคิดครั้งสุดท้ายของอุทัย ‘หรืออออ .. นี่เราต้องมาตายอยู่ที่นี่แล้ว ...’

            ร่างกายไร้ซึ่งความรู้สึก …

            สติของอุทัยกำลังจะดับวูบ ...

            ความว่างเปล่า ... เกิดขึ้นในความว่างเปล่า ...

            .. แต่แล้ว

            ในความมืดว่างเปล่าเกิดแสงสว่างจุดหนึ่ง ...

            .. วิบ ! วิบบบ ! ว๊าบบบ !!! ...

            ประกายแสงเล็กๆ ส่องออกมาจากผลึกหินที่อุทัยประดับห้อยอยู่ที่คอ

            ผลึก ‘วัตวสะมาร' ส่องประกายวับวามละอองสีทองภายในพลุ่งพล่านจนผลึกหินสั่นสะท้าน พลังงานสุดไพศาลเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมา ... เสียงหัวเราะหนึ่งดังกึกก้องจนพิภพต้องสั่นสะเทือน .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...