ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 158 บีบให้ถึงขีดจำกัด

            “มีคนแบบนี้อยู่จริงเหรอครับ?”

            ลั่วฉางเกอได้ยินดังนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงเอ่ยถามด้วยความตกใจ “ท่านคณบดีหมายความว่า...ลู่เซิ่งคนนั้น...”

            “ตอนนี้ฉันยังไม่แน่ใจ”

            ฟางเทียนสิงส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างแน่วแน่“แต่จากการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เมืองตงหลินที่ลู่เซิ่งอยู่นั้นบังเอิญว่าอยู่ไม่ไกลจากเขตสงครามทรายโลหิตและในเมืองยังมีวงเวทเคลื่อนย้ายสายตรงไปยังเขตสงครามทรายโลหิตอีกด้วย”

            “งั้น... เรื่องนี้ก็...”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ลั่วฉางเกอก็ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ

            ข้อมูลที่ฟางเทียนสิงเปิดเผยออกมานั้นมีน้ำหนักมากเกินไปมากจนแม้แต่เขาก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ในเวลาอันสั้น

            “เพราะอย่างนี้ฉันถึงตั้งใจจะปล่อยให้สถาบันจิงหลงลงมือได้อย่างเต็มที่ฉันอยากจะดูว่าพวกเขาสามารถบีบให้ลู่เซิ่งเข้าสู่สภาวะจนตรอกได้ไหมทางที่ดีคือบีบให้เขาต้องงัดไพ่ตายออกมาเพื่อจะได้เห็นว่าขีดจำกัดของเขาอยู่ที่ไหนกันแน่”

            ในที่สุดฟางเทียนสิงก็เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองออกมาทั้งหมด

            “อีกอย่าง พวกเราก็คอยคุ้มกันเขาอยู่ในเงามืดถ้าเขาต้องเผชิญกับวิกฤตที่ต้านทานไม่ไหว แล้วสกิลไร้เทียมทานที่เขามีอยู่ทำงานการที่พวกเราจะช่วยชีวิตเขาไว้ก็คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงนักหรอก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายเฉียบคม

            “ถ้าหาก... ฉันหมายถึงถ้าหากนะ”

            “ถ้าหากเขาคือพาลาดินในตำนานคนนั้น คนที่สามารถอยู่ในสภาวะไร้เทียมทานได้นานถึง 14 ชั่วโมง และสะท้อนดาเมจ 10,000%...”

            “เช่นนั้น ดาวสีน้ำเงินดวงนี้... ก็คงถึงคราวต้องเปลี่ยนอันดับหนึ่งแล้วล่ะ”

            ......

            เช้าวันต่อมาทันทีที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าลู่เซิ่งที่พักผ่อนจนเต็มอิ่มก็เดินตามการนำของสวี่ว่านเฉิงไปยังสถานที่จัดสอบรอบชิงชนะเลิศของการสอบระดับชาติในครั้งนี้ด้วยความตื่นเต้นสถานที่นั้นคือลานประลองขนาดมหึมาที่มีสถาปัตยกรรมแปลกตา คล้ายกับโครงสร้างรังนก

            ในเวลานี้ณ ใจกลางลานประลอง มีเวทีศิลาเขียวขนาด 5 เมตรตั้งตระหง่านอยู่นับร้อยเวที

            รอบๆเวทีประลองคืออัฒจันทร์ที่นั่งผู้ชมจำนวนมากสุดลูกหูลูกตา

            เมื่อลู่เซิ่งและสวี่ว่านเฉิงเดินเข้ามาในลานประลองก็เริ่มมีผู้คนทยอยเข้ามานั่งบนอัฒจันทร์บ้างแล้วประเมินคร่าวๆ น่าจะมีถึงสี่หรือห้าพันคนเลยทีเดียว

            “เอ๊ะ? มีคนมาดูด้วยเหรอ?”

            เมื่อเห็นภาพนี้ลู่เซิ่งก็เลิกคิ้วขึ้นพลางหันไปถามสวี่ว่านเฉิงที่อยู่ข้างกาย“เหล่าสวี่ไหนคุณบอกว่าการสอบระดับชาติครั้งนี้ต้องจัดขึ้นเป็นความลับไง? ทำไมถึงมีผู้ชมมากันเยอะขนาดนี้ล่ะ?”

            “ผู้ชมงั้นเหรอ?”

            สวี่ว่านเฉิงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำนี้ก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะ “คนพวกนี้ไม่ใช่ผู้ชมทั่วไปหรอกแต่เป็น ‘ผู้ฝึกสอนรับสมัครนักศึกษา’ จากสถาบันฝึกตนระดับท็อปทั่วประเทศเสินเซี่ยของเราต่างหาก”

            “ผู้ฝึกสอนรับสมัครนักศึกษาเหรอครับ?”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็นัยน์ตาหดแคบลง

            “ถูกต้อง”

            สวี่ว่านเฉิงพยักหน้าพลางอธิบาย“การสอบระดับชาติที่จัดขึ้นทุกๆ สามปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานเลี้ยงเทาเที่ยของเหล่าผู้ใช้อาชีพคนรุ่นใหม่เท่านั้นแต่มันยังเป็นโอกาสทองที่สถาบันฝึกตนระดับท็อปของประเทศจะมาเฟ้นหาเลือดคนรุ่นใหม่เข้าสถาบันด้วย”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกประโยคว่า “ดังนั้นต่อให้การสอบระดับชาติครั้งนี้จะจัดขึ้นเป็นความลับแต่ผู้ฝึกสอนรับสมัครนักศึกษาเหล่านี้ก็ยังมีสิทธิ์นั่งดูการแข่งขันอยู่ที่นี่ในเมื่อพวกเขามาเพื่อรับสมัครนักศึกษา ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วจะเลือกต้นกล้าที่ดีออกมาได้ยังไง?”

            “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”

            เมื่อได้ยินคำอธิบายลู่เซิ่งก็เข้าใจทันที

            ในตอนนั้นเองสวี่ว่านเฉิงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “เดี๋ยวก็แสดงฝีมือให้เต็มที่ล่ะได้ยินมาว่าในการสอบระดับชาติปีก่อนๆมีผู้เข้าสอบบางคนที่ถ้าสามารถแสดงศักยภาพการเติบโตบนเวทีได้เพียงพอต่อให้จะถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกก็มีโอกาสที่สถาบันฝึกอื่นๆที่ตาถึงจะเลือกตัวไปเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษได้เหมือนกัน”

            เขากล่าวเสริมปิดท้ายว่า“แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มันก็ต้องอาศัยโชคช่วยด้วยส่วนหนึ่งแต่ถ้าแกมีฝีมือจริง ยิ่งเก็บคะแนนได้มากเท่าไหร่ และมีลำดับที่สูงขึ้นเท่าไหร่โอกาสที่สถาบันฝึกตนจะรับเข้าเรียนก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            ลู่เซิ่งพยักหน้ารับทันทีเขารู้ดีว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันการสอบระดับชาติอาจจะดูคล้ายกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในโลกก่อนของเขาแต่ก็มีความแตกต่างกันในเชิงลึกอย่างเห็นได้ชัด

            ประการแรก การสอบระดับชาติมีอัตราการคัดออกที่โหดหินกว่ามาก จากผู้เข้าสอบนับล้านคน เกือบทั้งหมดจะถูกคัดออก

            ประการต่อมาเมื่อผู้ใช้อาชีพถูกคัดออกพวกเขาจะกลายเป็นผู้ใช้อาชีพอิสระและไม่มีทางเลือกในชีวิตอื่นอีกเลย

            เพราะบนดาวสีน้ำเงินทุกวันนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘มหาวิทยาลัยไร้เกณฑ์’สถาบันใดก็ตามที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสถาบันฝึกตนล้วนเป็นสถาบันที่รัฐบาลสนับสนุนและมีเกณฑ์การรับสมัครที่เข้มงวดอย่างยิ่ง

            ประการสุดท้ายการรับสมัครนักศึกษาจากการสอบระดับชาติไม่ได้ดูเพียงแค่ลำดับที่หรือคะแนนเท่านั้นแต่ยังประเมินรวมไปถึงความแข็งแกร่งของอาชีพ ความโดดเด่นของพรสวรรค์และศักยภาพในการเติบโตโดยรวมอีกด้วย

            สรุปได้ว่าการสอบระดับชาติคือการสอบที่ซับซ้อนกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในโลกเดิมของเขาหลายเท่าตัวนัก

            แต่ขอเพียงแค่สามารถผ่านการสอบนี้ไปได้อย่างราบรื่นไม่ว่าจะเลือกเข้าสถาบันฝึกตนแห่งไหน เพียงแค่ในอนาคตไม่จบชีวิตลงกลางคันเสียก่อนย่อมสามารถประสบความสำเร็จได้และจะไม่มีทางเกิดปัญหาผู้ใช้อาชีพเลเวลสูงตกงานอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที

            “ดูนั่นสิ คนนั้น... ใช่ลู่เซิ่งที่เป็น ‘พาลาดิน’คนที่สร้างเรื่องน่าตกใจอย่างการคว้าอันดับหนึ่งในสองรอบแรกหรือเปล่า?”

            “เอ๊ะ? ใช่เขาจริงๆ ด้วย”

            “เฮ้ย เลเวล 200 แต่ระดับดาวพลังรบแค่ 399 ดาวเนี่ยนะ?”

            “ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะโชคดีเป็นบ้าเลยว่ะพลังรบแค่นี้แต่กลับคว้าอันดับหนึ่งได้ติดต่อกันถึงสองครั้ง”

            “แต่โชคดีของเขาน่าจะจบลงแค่นี้แหละเพราะการสู้บนเวทีประลองแบบนี้มันวัดกันที่พลังรบจริงๆโชคดีแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

            “นั่นสิ”

            ...

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นการปรากฏตัวของลู่เซิ่งเหล่าผู้ฝึกสอนรับสมัครนักศึกษาในสนามที่ดูเหมือนจะมีข้อมูลของเขาอยู่ในมืออยู่แล้วต่างก็พากันซุบซิบและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป

            ทว่าความคิดในใจของพวกเขากลับเหมือนกันอย่างน่าประหลาดนั่นคือ ลู่เซิ่งมาถึงจุดนี้ได้เพราะ ‘โชคช่วย’เท่านั้น

            แน่นอนว่าไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดเช่นนั้น

            เพราะอาชีพพาลาดินนั้นอ่อนแอและตกต่ำมานานแสนนานจนแม้แต่เหล่าผู้ฝึกสอนรับสมัครนักศึกษาที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีใครมองลู่เซิ่งในแง่ดีเลยสักคนเดียว

            อีกทั้งในการสอบระดับชาติทุกปีเนื่องจากเนื้อหาการสอบมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจึงมักจะมีม้ามืดสักคนสองคนที่ได้รับผลประโยชน์จากรูปแบบการสอบจนสามารถฝ่าวงล้อมของผู้เข้าสอบนับล้านออกมาได้

            มันก็เหมือนกับการทำข้อสอบได้คะแนนดีเกินคาดในโลกก่อนนักเรียนบางคนที่ปกติผลการเรียนไม่ค่อยดีแต่บังเอิญไปเจอโจทย์ที่ตัวเองถนัดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยพอดีจนได้คะแนนที่ทำให้คนอื่นต้องตะลึง

            และในสายตาของเหล่าผู้ฝึกสอนลู่เซิ่งก็เป็นคนประเภทนั้นอย่างชัดเจน

            “เอ่อ... เหล่าสวี่ ทำไมพวกเขาถึงเอาแต่พูดถึงผมล่ะครับ?”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้ฝึกสอนเหล่านั้นลู่เซิ่งก็เกาจมูกด้วยความขัดเขินดูเหมือนเขาจะยังไม่ชินกับการถูกจ้องมองจากคนหมู่มากขนาดนี้

            “ถามมาได้ ก็แกเล่นสร้างเซอร์ไพรส์คว้าอันดับหนึ่งมาได้ถึงสองรอบแถมยังกดหัวสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดลงได้อีก ถ้าพวกเขาไม่พูดถึงก็แปลกแล้ว”

            สวี่ว่านเฉิงได้ยินดังนั้นก็มองบนใส่เขาทีหนึ่ง

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน