บทที่ 34 ชะตาเกี่ยวพัน
หลบหนีจากการไล่ล่าของเหล่าขอทานที่อยู่ภายใต้อาณัติของเหล่าผู้อาวุโสมาไกลจนพวกมันตามไม่ทันทั้งฮุ่ยจวินและขอทานหนุ่มจึงนอนแผ่หลาหอบเหนื่อยที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นขอทานหนุ่มที่นอนร่ำไห้ตาแดงก่ำด้วยความสูญเสียบิดาที่เคารพรักและไม่มีโอกาสได้ส่งท่านเป็นครั้งสุดท้ายทั้งมันยังคับแค้นใจที่มือสังหารผู้นั้นทำให้บิดามันต้องตาย รวมถึงท่าทีที่เหล่าผู้อาวุโสของพรรคที่มันเคารพราวญาติผู้ใหญ่แสดงออกมา
มันเฝ้าสงสัยมาโดยตลอดว่ามือสังหารผู้นั้นสามารถเข้าถึงตัวของบิดามันถึงในพรรคได้อย่างไรวันนี้มันก็แทบเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แท้จริงภายในพรรคเอกยาจกมีหนอนบ่อนไส้ตั้งแต่แรกเหล่าผู้อาวุโสของพักล้วนวางแผนหักหลังบิดาของมัน
สองหมัดของขอทานหนุ่มทุบลงยังพื้นอย่างรุนแรงด้วยความโกรธแค้นมันคุกเข่าลงหน้าต้นไม้ใหญ่ ให้คำสัตย์ออกมาว่าจะคืนความเป็นธรรมให้แก่บิดา ก่อนโขกศีรษะลงพื้นอย่างรุนแรงเนิ่นนานจึงเงยหน้าขึ้นเพราะได้คิดว่าข้างกายยังมีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องติดร่างแหมาด้วยมันจึงยกมือเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมาโคลงศีรษะแก่ฮุ่ยจวิน
“ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนตอนนี้พวกมันล้วนติดตามไม่ทันแล้ว เราท่านรีบแยกตัวกันตรงนี้เถิด"
ฮุ่ยจวินมองขอทานหนุ่มเห็นว่ามันมีชะตาชีวิตที่ต้องพลัดพรากกับคนรักและบ้านเกิดเช่นเดียวกันกับตน ชายหนุ่มจึงอยากรู้ว่าขอทานหนุ่มผู้นี้จะเลือกเส้นทางชีวิตอย่างไรต่อมันจะแก้แค้นคนที่มีส่วนกับการตายของบิดาทั้งหมดหรือไม่ หรือมันจะเลือกคำตอบให้แก่ชีวิตอย่างไรบางทีคำตอบแลสัจธรรมแห่งชีวิตของขอทานหนุ่มผู้นี้ อาจเป็นกุญแจนำทางสู่คำตอบในเส้นทางแห่งชีวิตของตนก็ได้ประการสำคัญ บนร่างขอทานหนุ่มยังมีบาดแผลขนาดใหญ่จากการต่อสู้ฝ่าวงล้อม ซึ่งแผลนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นจังหวะที่มันเข้ามารับดาบแทนตนดังนั้นฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า
“แผลบนกายท่านมีสาเหตุจากการปกป้องข้าอีกทั้งในเมื่อข้าเลือกที่จะเป็นแพทย์ ก็คงมิอาจจะปล่อยวางผู้ที่บาดเจ็บสาหัสไปตามทางโดยไม่ใยดีได้"
ขอทานหนุ่มได้ฟังคำกล่าวพร้อมทั้งได้เห็นแววตาที่ซื่อตรงแลจริงใจไม่เสแสร้งของแพทย์ไร้นาม มันก็นึกถูกชะตาคิดคบค้ากับคนผู้นี้เป็นสหาย
“หากมีสุราวางอยู่ตรงหน้าข้าคงได้ขอชนจอกกับเจ้าเพื่อเป็นพี่น้องร่วมสาบาน"
ฮุ่ยจวินเองก็ถูกชะตากับคนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างขอทานหนุ่มตรงหน้าเช่นเดียวกันมันจึงหยิบยาสมุนไพรกับเข็มเงินขึ้นมา
“เมื่อไม่มีสุราก็ให้ยาสมุนไพรและเข็มเงินรักษาบาดแผลเป็นสักขีพะยานการเป็นพี่น้องร่วมสาบานก็ยังได้”
ท่ามกลางความสูญเสียขอทานหนุ่มกลับคล้ายได้พานพบน้ำมิตรคู่ใจผู้หนึ่ง จึงหัวเราะทั้งน้ำตาที่รื้อชื้น
“หากบิดาข้าได้เห็นเจ้าก่อนคงรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมแน่ แต่น่าเสียดาย....”
หยุดเล็กน้อยก่อนที่มันจะจ้องหน้าของฮุ่ยจวิน
“ข้าแซ่ปู้ นาม ชิงเถา”
ฮุ่ยจวินเงียบไปชั่วครู่ปู้ชิงเถาก็คล้ายเข้าใจว่าชายหนุ่มอาจมีเรื่องหนักใจที่จะเอ่ยถึงตัวตน เช่นนั้นมันจึงไม่คิดคะยั้นคะยอก่อนกล่าวต่อ
“ดูไปแล้วข้าน่าจะมีอายุมากกว่าเจ้าให้ข้าเป็นพี่ใหญ่ เรียกเจ้าว่าน้องรองก็แล้วกัน"
ฮุ่ยจวินถือสมุนไพรและเข็มเงินเข้าไปรักษาบาดแผลของปู้ชิงเถา
“ไว้ข้ามีคำตอบไว้ข้ามีสุรา วันนั้นข้าก็คงมีตัวตนบนโลกแห่งนี้"
ปู้ชิงเถาตบลงบนบ่าของฮุ่ยจวิน
“เจ้ามีตัวตนบนโลกแห่งนี้มาตั้งแต่ต้นไม่เช่นนั้นจะช่วยชีวิตน้องสาวของหัวขโมย และช่วยรักษาข้าได้อย่างไร”
บทสนทนาเงียบลงเมื่อฮุ่ยจวินเริ่มรักษาบาดแผลและอาการบาดเจ็บให้แก่พี่ร่วมสาบานของตนพอเสร็จสรรพมันก็ตัดสินใจที่จะติดตามไปพร้อมกับปู้ชิงเถา มันในตอนนี้ยังไม่มีเป้าหมายแลเส้นทางของชีวิตจึงคิดติดตามดูเส้นทางของปู้ชิงเถาซึ่งมีชะตาที่คล้ายกันกับตน อีกทางหนึ่งก็เพื่อให้การช่วยเหลือพี่ร่วมสาบานคนนี้ด้วย
ปู้ชิงเถาหนทางที่มันเลือกเดินนั้นแน่วแน่มันจะต้องแก้แค้นแทนบิดา และชิงเอาพรรคเอกยาจกคืนกลับ ทว่ามันในตอนนี้ขาดซึ่งพลังฝีมือและกองกำลังเกื้อหนุนยากนักที่จะเอาชนะผู้อาวุโสแห่งพรรคซึ่งมีกองกำลังในมือ ทั้งมันยังเป็นผู้เข้าถึงในมหาวิถีวจนะยุทธ์ได้
ปู้ชิงเถายังคงพาฮุ่ยจวินหลบหนีมุ่งตะวันตกด้วยสถานการณ์ตอนนี้ฮุ่ยจวินล้วนประเมินไว้แล้วว่า ไม่ว่าทางไหนพี่ใหญ่ร่วมสาบานของตนก็ดูจะเสียเปรียบทั้งสิ้นมันยังไม่เห็นโอกาสที่พี่ใหญ่จะประสบชัยแม้แต่หนทางเดียว
“ท่านจะเอาอย่างไรต่อ"
ปู้ชิงเถาทอดสายตาไปยังเขาเถาหมิงซานที่สุดลูกหูลูกตาแล้วตอบว่า
“ในอดีตข้าเคยร่ำเรียนวิชายุทธ์จากยอดฝีมือท่านหนึ่งตอนนั้นข้าขาดเพียงกระบวนท่าเดียวก็จะสำเร็จวิชา น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสเสียก่อน ก่อนการแก้แค้นและทวงคืนทุกสิ่งอันดับแรกข้าจึงต้องตามหาท่านและขอฝึกกระบวนเคล็ดวิชาสุดท้ายให้สำเร็จ"
ฮุ่ยจวินเริ่มขมวดคิ้ว
“เพียงวิชาที่ก่อเกิดจากลมปราณธรรมดาสามัญก็สามารถเอาชัยได้เหนือกว่าผู้ที่อยู่ในมหาวิถีวจนะยุทธ์หรือ”
ปู้ชิงเถากล่าวว่า
“น้องรองเจ้าจงจำไว้สรรพวิชาทั่วแดนดินไม่มีสิ่งใดจีรังหรือเป็นหนึ่งอย่างยั่งยืนได้ ราชสีห์บางครั้งก็อาจพลาดพลั้งต่อฝูงมดทุกสรรพสิ่งหรือทุกวิชาจึงล้วนมีจุดอ่อนและจุดแข็งในตัว ขอเพียงหาจังหวะ โอกาสอันลงตัวมองถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบอย่างเหมาะสม พลิกแพลงโดยใช้สติและปัญญา เช่นนี้แล้วผู้ที่มีพลังปาฏิหาริย์ก็มีโอกาสที่จะพลาดพลั้งต่อคนธรรมดาได้”
ปู้ชิงเถามันหักกิ่งไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมาก่อนวาดออกในกระบวนเคล็ดวิชาคล้ายทบทวน พลางกล่าวไปด้วย
“ผู้มีพลังยุทธ์ในมหาวิถีวจนะแม้ร่างกายจะแข็งแกร่งดั่งอาวุธ แต่นั่นก็มิได้หมายว่าจะแข็งแกร่งจนไม่มีสรรพวุธใดย่างกรายได้มันแข็งแกร่งเพราะลมปราณปาฏิหาริย์ แต่พลังเหล่านั้นหากใช้ต่อเนื่องก็ต้องร่อยหลอรอการฟื้นฟูซึ่งจังหวะนี้ความแข็งแกร่งของมันก็ลดทอนลงแล้ว และเมื่อใดที่มันอ่อนแอลงชั่วขณะ เคล็ดวิชาที่เกิดจากพลังลมปราณธรรมดาสามัญของพวกเราก็สามารถที่จะพลิกแพลงมีชัยยิ่งพลังลมปราณลึกล้ำ กอปรกับเคล็ดวิชาดีมีความพลิกแพลงยากเข้าถึงมากเท่าไหร่ โอกาสชนะก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นซึ่งเคล็ดวิชาที่ข้าว่าก็คือเคล็ดวิชาที่ข้าจะต้องไปฝึกให้สำเร็จจนถึงขั้นสุดท้ายนี้”
ฮุ่ยจวินบังเกิดความอยากรู้จึงกล่าวถาม
“แล้วยอดฝีมือที่ท่านว่าเป็นใคร"
ปู้ชิงเถาลดกิ่งไม้ในมือลง
“เป็นโจรภูเขาที่มากด้วยคุณธรรมท่านหนึ่ง"
นึกถึงโจรภูเขาฮุ่ยจวินเองก็ได้นึกถึงโจรภูเขาผู้หนึ่งที่ช่วยชีวิตตนจากการถูกดักปล้นเมื่อตอนคุ้มกันขบวนสินค้าและก็เป็นโจรภูเขาผู้นั้นที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาตัวเบาที่ราวกับเหยียบบนม่านเมฆาให้แก่มันเพื่อหลบหนีจากการคร่ากุมตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ไปได้นึกถึงโจรภูเขาผู้นั้นมันก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจขึ้นมา บางทีคำว่าคุณธรรมก็มิได้เลือกคนที่ศักดิ์ฐานะแต่อย่างใดแต่คุณธรรมล้วนเกิดขึ้นในจิตใจทั้งสิ้น
“แม้แต่โจรบางผู้ยังมีคุณธรรมได้โลกแห่งนี้มิอาจมองเรื่องราวเพียงผิวเผินจริงๆ"
คำกล่าวนี้ของฮุ่ยจวินดูคล้ายจะไร้แก่นสารแต่แท้จริงกลับแฝงด้วยข้อคิดให้มันได้นึกย้อนถึงเหตุและผลของเรื่องราวที่มันประสบมาทั้งหมดสิ่งที่มันเห็น สิ่งที่มันรับรู้ บางทีอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้ หากไม่มีสิ่งที่เป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนก็มิต่างจากการมองโลกเพียงผิวเผินแม้เพียงนิด
ยิ่งเดินทางฮุ่ยจวินยิ่งมองเห็นสัจธรรมมากมายหลากหลายข้อสิ่งที่ว่างเปล่า เป้าหมายที่เลื่อนลอย คำถามที่ไร้คำตอบก็เหมือนจะถูกเติมเต็มแลประติดประต่อขึ้นมาเรื่อยๆ
ขณะที่ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปยังทางที่ลาดชันรกชัฏอยู่นั้นเงาร่างสายหนึ่งที่เคลื่อนกายอย่างรวดเร็วก็พุ่งผ่านทางมา ปู้ชิงเถาคิดว่าเป็นคนของผู้อาวุโสแห่งพรรคเอกยาจกมันจึงหยิบกิ่งไม้ในมือวาดออกไปแทนกระบี่กิ่งไม้ในมือสะบัดฟันอย่างพริ้วแผ่วเข้าใส่ระดับแผ่นอกของเงาร่างสายนั้น
ท่วงท่าฟันกิ่งไม้ของปู้ชิงเถาทั้งพริ้วแผ่วดั่งร่ายรำทว่าหนักหน่วงราวกับค้อนหินที่ทุบออก พลังลมปราณที่ถ่ายทอดออกเป็นเพียงลมปราณธรรมดาสามัญทว่าอานุภาพกลับเทียบเคียงผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ในระดับล่างๆ ได้ นับว่าสร้างความแปลกใจแก่ฮุ่ยจวินยิ่งนี่น่ะหรือเคล็ดวิชาที่มันได้รับการถ่ายทอดจากโจรภูเขาที่มากด้วยคุณธรรมท่านนั้น
ปลายกิ่งไม้กำลังจะสะบัดฟาดเข้าใส่แผ่นอกของเงาร่างที่มุ่งมาแต่เมื่อฮุ่ยจวินได้เห็นใบหน้าของผู้มาได้อย่างชัดตา มันก็กล่าวเสียงดัง
“พี่ใหญ่หยุดมือ"
ได้ยินเสียงร้องห้ามของผู้เป็นน้องร่วมสาบานวิถีของกิ่งไม้ก็ถูกสะบัดเหวี่ยงออกไปอีกทิศ ส่งให้พลังลมปราณตามเคล็ดวิถีพุ่งออกจากปลายกิ่งไม้กระทบเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่จนสั่นคลอนพร้อมกับรอยที่ราวกับของมีคมฟาดฟันรอยหนึ่ง!
เห็นอานุภาพพลังเพียงหนึ่งการลงมือของปู้ชิงเถาก็ทราบได้ทันทีว่ามันเป็นยอดฝีมือสายพลังลมปราณธรรมดาสามัญขั้นสูงผู้หนึ่งหากมินับเหล่าคนที่มีลมปราณพิเศษหรือพลังปาฏิหาริย์ มันก็คงเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆในปฐพีไปแล้ว
ร่างที่พุ่งมาเมื่อรับรู้ว่ามีคนขวางอยู่ตรงหน้าอย่างจวนตัวซ้ำยังถูกโจมตีขวางทางไว้ มันจึงหยุดชะงักจนร่างพลาดพลัดตกลงยังเนินเขาที่ลาดชัน เป็นฮุ่ยจวินที่ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่ราวกับเหยียบม่านเมฆออกไปกำชับแขนของมันไว้
เห็นวิชาตัวเบาที่เลิศล้ำของฮุ่ยจวินปู้ชิงเถาก็ถึงกับตื่นเต้นแลเลื่อมใส นอกจากวิชาแพทย์แล้ว วิชาตัวเบาของน้องรองผู้นี้ก็ดูจะไม่เป็นสองรองใครจริงๆ
ฮุ่ยจวินเมื่อคว้าจับเอาเงาร่างสายนั้นได้มันก็กล่าวขึ้น
“หัวขโมยเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
แท้จริงแล้วเงาร่างสายนี้กลับเป็นหัวขโมยที่ชายหนุ่มเคยให้การช่วยเหลือน้องสาวของมันไว้หัวขโมยเห็นว่าเป็นฮุ่ยจวินก็คลายใจ
“แพทยท์ไร้นามเป็นเจ้าเองหรือ”
ฮุ่ยจวินเห็นสีหน้าที่ทุกข์ร้อนของหัวขโมยทั้งข้างกายของมันไม่มีเด็กหญิงที่น่ารักผู้นั้นติดตามมาด้วย จึงกล่าวถาม
“แล้วน้องสาวเจ้าเล่า"
หัวขโมยยิ่งได้ยินคำกล่าวถึงน้องสาวใบหน้าของมันยิ่งฉายชัดถึงความร้อนรนอย่างยิ่งยวด
“ระหว่างที่ข้ากำลังเดินทางคิดหวังพาน้องสาวไปยังแคว้นเว่ยโชคร้ายถูกเหล่าโจรภูเขาดักปล้น และพวกมันก็จับน้องสาวข้ามาหวังเรียกค่าไถ่”
ฮุ่ยจวินหรี่ตา
“เจ้าดูไม่เหมือนคนมีทรัพย์สิน"
หัวขโมยกล่าวอธิบาย
“พวกมันจึงได้คิดต่อรองให้ข้าขโมยของมีค่าจากคนในเมืองมาเพื่อไถ่ตัวน้องสาวแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น ข้าจึงมิอาจให้ใครมาเดือดร้อนเพราะข้าได้ ข้าจึงไม่คิดทำตามข้อเสนอของพวกมันข้าจะไปช่วยน้องสาวของข้าด้วยวิธีของตนเอง”
ได้ยินคำตอบของหัวขโมยปู้ชิงเถาก็รู้สึกชอบใจที่มันรู้จักแยกแยะ ยากนักที่จะมีใครนึกถึงผู้อื่นเช่นเดียวกับนึกถึงตนเองแบบนี้ได้
ซึ่งบางส่วนก็มีความเกี่ยวเนื่องมาจากฮุ่ยจวินหัวขโมยมันรับปากกับฮุ่ยจวินไว้แล้วว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก มันจึงเลือกที่จะรักษาคำพูดร่วมด้วย
ปู้ชิงเถากล่าวเสียงหนักแน่น
“ร่วมทางไปด้วยกันเถอะพวกข้าเองก็จะลอบไปหาคนที่ค่ายโจรภูเขาตรงหน้า บางทีหากโชคดีน้องสาวเจ้าอาจอยู่ที่ค่ายโจรภูเขาเดียวกันจักได้ร่วมกันแก้ไข"
หัวขโมยได้เห็นพลังฝีมือของปู้ชิงเถาก่อนหน้าก็รู้สึกยินดีอย่างน้อยมันก็ได้ยอดฝีมือช่วยเหลืออีกแรง ทั้งยังมีแพทย์ฝีมือดีรวมอยู่อีก ความหวังในการช่วยน้องสาวจะได้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนจึงผงกศีรษะตอบรับโดยไม่ปฏิเสธ
“ข้าเส้าเทียนจะจดจำน้ำใจของพวกท่านทั้งสองไปชั่วชีวิต หากวันหน้ามีวาสนา ข้าจะตอบแทนพวกท่านให้ถึงที่สุด"