“จงตาย~!”
หญิงสาวที่นอนอยู่ข้างๆไม่สามารถขยับตัว ทำได้เพียงเบิกตากว้างกับการโจมตีของตงฟาง เธอไม่รู้ว่าตงฟางใช้ทักษะอะไรในการโจมตีปีศาจที่กำลังลงไปนอนกลิ้งบนพื้นด้วยท่าทางทรมาน
แต่สิ่งที่เธอรู้คือตงฟางใช้ละอองเลือดที่อยู่ในอากาศรอบๆโจมตีบาดแผลของปีศาจ ด้วยละอองเลือดที่ติดบนตัวของเธอในตอนนี้ ทำให้เธอรู้ว่ามันจะต้องมีพิษอย่างแน่นอน ถึงทำให้ปีศาจบาดเจ็บได้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นพิษระดับไหนจึงทำให้ปีศาจระดับผันแปรวิญญาณบาดเจ็บหนักในการโจมตีครั้งเดียว
“แก ข้าจะพาแกไป……” ตุบ!
พลังวิญญาณมหาศาลที่กำลังรวบรวมเอาไว้บนเขาสลายหายไปหลังจากเจ้าของพลังตกตายด้วยพิษ ทางฝั่งตงฟางที่คิดว่าตัวเองรอดแล้วจึงใช้พลังจิตพาร่างของเขานอนราบลงไปบนพื้นดินด้วยสภาพบาดเจ็บหนัก หลังจากเขาฝืนใช้ร่างในตอนที่กระดูกกำลังเข้าสู่กระบวนการสมานตัว
“ท่านเทพธิดา อย่างน้อยๆก็ให้รักษาร่างกายจนสมบูรณ์พร้อมก่อนไม่ได้หรือไงกัน”
ตงฟางบ่นออกมาด้วยความรู้สึกโมโห กระดูกที่กำลังจะต่อเข้าด้วยกันเคลื่อนออกจากกันสร้างความเจ็บปวดมหาศาลให้เข้าไม่น้อย จนตงฟางต้องใช้ยารักษาอีกครั้งหนึ่ง ทางฝั่งหญิงสาวที่รู้ว่าชีวิตไม่น่ามีอะไรต้องห่วงแล้วเธอก็หลับตาสลบไปในทันที
“ยาระดับ 4 ใช้กับระดับผันแปรวิญญาณไม่ได้นะ นี่ นี่ อย่าพึ่งหลับสิ ไม่ทันซะแล้ว”
ตงฟางนำพลังจิตที่เคลือบร่างของเธอตอนร่วงลงมาจากท้อนฟ้าออกไป เพราะตอนนี้พลังจิตที่คลุมร่างของเธอไว้เต็มไปด้วยเลือดของเขา หากไม่นำออกจะทำให้เธอตายได้ ตงฟางที่ทำการฆ่าปีศาจตายด้วยละอองเลือดในอากาศก็เริ่มนำเลือดจำนวนมากที่ปล่อยออกไปมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนใส่เอาไว้ในขวด
“เฮ่อ จะตายอยู่แล้วยังต้องมาช่วยคนอีก ช่วยดีไหมนะ”
ตงฟางใช้พลังจิตยึดร่างตัวเองในท่านอนตรง ไม่ยอมให้มีส่วนไหนเคลื่อนไหวได้อีกเพราะกลัวกระดูกจะไม่สมานเข้าด้วยกัน จากนั้นเขาก็เริ่มดึงตัวเองเข้าไปใกล้ๆหญิงสาวที่นอนสลบไปแล้วด้วยพิษบาดแผล
“เลือดเต็มหน้าเลย อยากรู้จังจะเป็นสาวแบบไหน”
ตงฟางใช้พลังจิตลงไปบนผิวหนังทำความสะอาดร่างให้เธอไม่ให้เหลือเลือดและสิ่งตกค้างเพราะแผลจะติดเชื้อ จนกระทั่งเธอไม่มีคราบสกปรกและรอยเลือด ใบหน้าของเขาถึงกลับตะลึงเพราะหญิงสาวที่นอนหมดสติใกล้ๆเขา สวยมาก
ผมสีดำรวมเข้ากับใบหน้าเรียวปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมโตกับนัยน์ตาสีฟ้าที่เขาเห็นก่อนจะหลับไป มันเป็นสิ่งที่นำมารวมกันกับเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนที่สวมใส่เกิดเป็นสาวงามดูเย็นชาไม่ต่างจากน้ำแข็งขยี้ใจเขามาก จนตงฟางพยายามดึงร่างของเธอขึ้นมาจากพื้นด้วยพลังจิต จากนั้นก็กระตุ้นเซลล์ของเธอให้ร่างกายรักษาบาดแผล เขาจำเป็นต้องช่วยไม่อย่างนั้นเขาจะต้องเสียใจแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังรีบมอบยาฟื้นฟูและยารักษาของตัวเองให้เธออีก แม้มันจะมีผลเล็กน้อยเขาก็จำเป็นต้องทำ ตามด้วยฝังเข็มตามจุดต่างๆ ตงฟางยังคลุมยันต์ระดับ 4 ให้เธออีกหนึ่งชั้นเพื่อให้ร่างกายเธอพ้นขีดอันตราย
“ให้ตายสิเทพธิดา อย่างน้อยๆหญิงสาวที่นำความซวยมาให้ก็สวยสุดๆละนะ ขอบคุณ~!!!”
ตงฟางรีบค้นแหวนเก็บของเธอดูว่ามียาอะไรอีกไหม ปรากฎว่าเธอมียารักษาระดับ 6 สำหรับรักษาเขาจึงผสมน้ำแล้วป้อนเธอไป จะได้กลับมาเป็นปกติเร็วๆ
“กระดูกหักเหมือนกันอีก หากเธอไม่ฟื้นคงไม่สามารถใช้พลังจิตสมานกระดูกให้ได้”
ตงฟางถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาสามารถใช้พลังจิตรักษาบาดแผลภายนอกให้เธอได้ แต่การใช้พลังจิตรักษากระดูกของเธอหลายท่อนที่หักไป มันจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก หากเขาทำมันโดยพละการ เขาอาจจะถูกมีดจี้คอได้หลังจากเธอเห็นเนื้อหนังที่ซูบผอมลงไป ยกตัวอย่างเช่นพี่ซิงเยียน ตงฟางจึงปล่อยให้ยารักษาระดับ 6 เป็นตัวรักษาเธอ หากเธอต้องการให้เขาช่วยอีกแรง ไว้ตอนตื่นเขาจะช่วย
“ใช่ ร่างปีศาจ เราต้องเก็บมันด้วย”
ตงฟางยกร่างตัวเองและหญิงสาวไปด้วยกัน มุ่งหน้าเข้าหาร่างปีศาจที่ตกตายลงไป ปรากฎว่าบนนิ้วของมันมีแหวนเก็บของเขาจึงยึดมาสวมใส่แล้วก็เก็บร่างของมันด้วย เผื่อเพื่อนของมันจะตามมาเจอศพแล้วออกตามล่าคนลงมือฆ่า
กระทั่งปีศาจทั้ง 5 ถูกเก็บตงฟางก็รีบตรงดิ่งไปหาสัตว์อสูรระดับ 6 ที่เขาช่วยฆ่าไป จนพบว่ามันกำลังนอนตายโดยมีวงแหวนสีฟ้าปรากฎบนหัว ไม่เพียงเท่านั้นศพของมันยังมีปีกเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือลอยอยู่เหนือศพ ตงฟางไม่รู้ว่าเป็นอะไรเขาจึงยกมันทั้งหมดไปกับเขา มุ่งหน้าหาสถานที่กบดาน หากหญิงสาวตื่นเขาจะถามเธอ ถ้ามันสำคัญแล้วเธอไม่ต้องการ เขาจะกลายเป็นเจ้าของ
“เอามันตรงนี้แหละ”
ต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 10 คนโอบถูกตงฟางทะลวงโคนต้นด้วยพลังจิตจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่ให้เขาได้หลบซ่อนตัว ในระหว่างที่เขารอให้เธอฟื้นคืนสติ ตงฟางก็นำเนื้อหนังของสัตว์อสูรที่เคยย่างออกมากินเพื่อเติมเต็มพลังงาน จะได้เริ่มกระบวนการสมานกระดูกอีกครั้ง
อรึก กรึก กรึก~!
—-------------------------------
“เกิดอะไรขึ้น นายน้อยหาน พวกท่านไปเจออะไรมา”
กลุ่มศิษย์สายในสถาบันดาราเมื่อเห็นกลุ่มของนายน้อยหานกลับมาเพียงแค่ 50 พวกเขาก็รีบถามถึงสิ่งที่ทำให้คนเหลือจำนวนเพียงเท่านี้
“ปีศาจ ทางฝั่งนั้นมีปีศาจ พวกเราหลบหนีมันมาหลายวัน รีบบอกศิษย์คนอื่นๆรวมตัวกันเร็วเข้า ยิ่งกลุ่มใหญ่ยิ่งดีเพราะพวกมันแข็งแกร่งมากๆ แค่ 50 ตัวเท่านั้นก็ทำให้พวกเราที่มีสองร้อยกว่าตายได้ง่ายๆ ไม่เพียงเท่านั้นคนของสถาบันอี้หมิงที่เราเจอนับร้อยพวกเขาล้วนตายไม่ต่างกัน”
“จริงเหรอ ท่านพูดจริง”
“ข้าพูดจริง ตอนนี้นายน้อยลู่ก็กลับไปสถาบันชิงอี้แล้ว เขาน่าจะรายงานเรื่องนี้กับทุกๆคนในสถาบันชิงอี้ เร็วเขา รีบแจ้งเรื่องปีศาจเร็ว ไม่อย่างนั้นพวกเราจะอยู่ไม่ถึงเดือน”
นายน้อยหานรีบวิ่งกลับไปหากลุ่มหลักที่สถาบันดาราสร้างขึ้น หากเขาไม่กลับไปปีศาจที่ตามพวกเขามาจะต้องตามมาฆ่าแน่
—---------------------------------
“ดูของพวกกีกี้ก่อนแล้วกัน”
แหวนเก็บของสีดำบ่งบอกว่ามาจากปีศาจถูกตงฟางเทของที่อยู่ข้างในออกมา ปรากฎว่าเป็นสมุนไพรระดับ 4 และแร่ระดับ 4 ทั้งหมด ดูเหมือนว่าพวกมันต้องการสมุนไพรไม่ต่างจากมนุษย์จึงเก็บไปมากมาย แต่ที่ตงฟางเสียใจคือพวกมันไม่มีอาวุธเลยสักชิ้นเดียว การที่พวกมันมีร่างกายอันแข็งแกร่ง มีกรงเล็บอันแหลมคม ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ ในแหวนเก็บของและบนตัวจึงมีเพียงแค่สมุนไพร แร่ และยาแปลกๆที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงใช้พลังจิตขยี้เม็ดยาดูจนเห็นเศษของสมุนไพรที่คล้ายในตำราของตาแห่หลี่หยุน
“ยาเพิ่มพลังชั่วคราวสินะ แต่ถ้ามนุษย์กินเข้าไปคงได้ตายไปข้าง”
ด้วยพลังงานด้านลบที่แผ่กระจายออกมาจากเม็ดยาระดับ 5 เขาคิดว่ามันจะต้องมีผลเสียกับมนุษย์อย่างแน่นอน จึงทำการขยี้มันทิ้งทุกเม็ดไม่ให้ใครนำไปใช้ จากนั้นก็นำแหวนของปีศาจระดับ 6 ออกมาดูว่ามันพกอะไร ทันใดนั้นเขากลับตื่นตกใจเมื่อเห็นหนังสือทักษะสีดำวางอยู่กลางกองสมุนไพรระดับ 5 ที่ร่วงออกมาจากแหวน
“ทักษะปีศาจ จริงเหรอเนี๊ย ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”
ตงฟางใช้พลังจิตจับไปยังหนังสือทักษะปีศาจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หยิบ เขาก็พบเข้ากับสายตาของใครบางคนมองจ้องมายังเขาจนต้องหยุดคิดที่จะหยิบมัน หันไปถามหญิงสาวที่อยู่ข้างๆแทน
“ตื่นแล้วเหรอ เจ็บตรงไหนเป็นพิเศษไหม อยากให้ช่วยทำอะไรหรือเปล่า”
ตงฟางลอยเข้าไปใกล้ๆหญิงสาวพลางแสดงสีหน้าเป็นห่วง เขาพบว่าเธอพยายามจะขยับตัวแต่ทำไม่ได้เป็นเพราะว่าเธอกระดูกหักทั่วร่างกาย เขาจึงคลุมร่างของเธอเอาไว้ด้วยพลังจิตไม่ให้เธอขยับตัวกลัวกระดูกจะเคลื่อนไปมากกว่านี้
“นี่ กล่องเสียงมีปัญหาเหรอ ฉันช่วยรักษาแผลเบื้องต้นให้แล้วนะ บาดแผลจากกรงเล็บของปีศาจและเขี้ยวของสัตว์อสูรหายไปแล้ว เหลือแค่กระดูก นี่ ตอบหน่อยสิ ฉันเป็นห่วงนะ”
ตงฟางเริ่มย่นคิ้วด้วยความเป็นห่วงหลังจากเขาแสดงท่าทางไปต่างๆนานาเพื่อให้การสนทนาดูเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น หญิงสาวกลับมองเขาด้วยสายตาเฉยชาแล้วยังไม่พูดจาใดๆกับเขาเลยสักนิด
ตงฟางจึงไม่รู้ว่าเธอรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนกับบาดแผลที่หลงเหลืออยู่ การที่เธอแสดงใบหน้าเรียบนิ่งทำให้เขาพยายามถามเธอต่อไป ทันใดนั้นเธอกลับหลับตาไม่สนใจเขา ทำเพียงดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปในตัว ตงฟางจึงพูดทิ้งท้ายแล้วปล่อยให้เธอทำตามใจเพราะตอนนี้เขาก็ขยับตัวไม่ได้เช่นกัน มีเพียงพลังจิตที่ใช้หยิบจับสิ่งต่างๆ
“นี่ ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกนะ ส่วนการที่เธอไม่สามารถขยับได้ ฉันจับเธอมัดไว้ด้วยพลัง ถ้าไม่มัดจะทำให้กระดูกของเธอที่หักเคลื่อนได้ อีกอย่าง หากอยากให้ฉันช่วยรักษากระดูก บอกได้นะ ฉันจะอยู่ใกล้ๆ หรือถ้าหิวก็ขยิบตาเรียกได้ ”
ตงฟางกลับไปสนใจหนังสือทักษะปีศาจ จากนั้นเขาก็เริ่มเปิดมันขึ้นมาอ่าน ภายใต้ดวงตาตื่นเต้นของตงฟาง เขาก็พบเข้ากับตัวหนังสือสีแดงเลือด ขีดเขียนด้วยเลือด อธิบายความสามารถของทักษะในมือของเขา
“ไอ้บ้าเอ๊ย~! ในความโชคดีกลับมีเรื่องโชคร้ายตามมาตลอด ทักษะสังเวยชีวิตปีศาจ บ้าบอ นี่มันทักษะบ้าบอชัดๆ”
ด้วยความสามารถเพิ่มพลังขึ้นไปเป็นระดับที่อยู่เหนือกว่า จากการสังเวยชีวิตคนที่เชื่อใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อน ญาติ มิตร สหาย ใครก็ตามที่มีความเชื่อใจ จะทำให้ทักษะมีความน่ากลัวมากๆ
การที่ปีศาจตัวสุดท้ายกระซวกหัวใจเพื่อนของมันทั้ง 4 มากินจนพลังเพิ่มขึ้นมานั้น เป็นเพราะทักษะที่ตงฟางกำลังอ่าน เขาที่คิดแล้วสยองเมื่อต้องมาควักหัวใจไอ้ลู่จิวเพื่อเพิ่มพลัง จึงอ่านทักษะเพื่อจดจำแล้วทำลายมันทิ้งด้วยเปลวไฟ
“ขอทักษะดูดพลังวิญญาณอีกฝ่าย หรือไม่ก็ทักษะดูดเลือดอีกฝ่ายมาเป็นพลังไม่ได้เหรอ อะไรที่ไม่ต้องฆ่าน่ะมีไหม หรือจะเป็นดูดวิญญาณพวกที่ตายไปก็ได้ คน ปีศาจ สัตว์อสูร หรือไม่ก็เป็นทักษะดูดพลังด้านลบจากความคิดคน ถ้าไม่มีก็ขอเป็นทักษะต่อสู้สักอย่างมือเปล่า ดาบ กระบี่ หอก อะไรก็ได้!!!!”
ตงฟางอยากขยี้ผมตัวเองให้ตายมาก เขาอุส่าได้ทักษะปีศาจมาไว้ในมือแล้ว แม้จะไม่รู้ว่ามันแตกต่างอย่างไรกับทักษะมารก็ตาม เขากลับคิดว่ามันน่าลอง แต่การควักหัวใจญาติมิตรมาทดลองทักษะเมื่อครู่ว่าตัวเองฝึกได้หรือไม่ สำหรับตงฟางมันยากเกินไป เขาไม่มีตัวทดลองที่ตัดทิ้งได้จึงจำเป็นต้องเผาทักษะทิ้ง
“หรือว่าเราจะตามหากลุ่มโจร จากนั้นก็ฆ่าหัวหน้ามัน แล้วค่อยๆปลูกฝังความกลัวให้กับลูกน้อง จนโจรทั้งหมดภักดีกับเรา สุดท้าย ฮ่าๆๆๆๆ เราก็ควักหัวใจมันออกมาฝึกทักษะ”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างกับแนวทางของเขา ทันใดนั้นเขากลับหุบยิ้มหลังจากหญิงสาวที่หลับตาดูดซับพลังวิญญาณลืมตาตื่นแล้วมองจ้องเขาไม่วางตา
“เป็นยังไงบ้าง มีอะไรให้ช่วยไหม ฉันเป็นนักหลอมยาระดับ 3 นะ แต่ก็มีทักษะฝังเข็ม แล้วก็มีทักษะช่วยสมานกระดูก ว่ายังไงสนใจไหม”
ตงฟางขยับเข้าไปใกล้ๆพยายามถามหญิงสาว เธอกลับไม่คุยกับเขาเช่นเดิม ทำเพียงหันมองจ้องไปรอบๆพยายามสำรวจทุกๆอย่าง เขาจึงชี้มือไปยังศพสัตว์อสูรระดับ 6 ที่เธอสู้ด้วยในตอนแรก
“ถ้ากำลังหาสัตว์อสูรระดับ 6 มันอยู่ตรงนั้น ตอนนี้วงแหวนวิญญาณของมันหายไปแล้ว แต่มันกลับมีบางอย่างลอยอยู่บนหัว เธออยากดูใกล้ๆไหม”
ตงฟางยกร่างของเธอด้วยพลังจิตเข้าไปใกล้ศพ จากนั้นเขาก็ตามไปดูจนรับรู้ได้ถึงแววตาของเธอที่มองจ้องปีกเล็กๆลอยอยู่บนหัวของสัตว์อสูร
“เธอล่ามันเพราะต้องการสิ่งนี้เหรอ แล้วจะเก็บยังไงล่ะ ….อาห์ สงสัยเธอจะมีอะไรเสียหายจนไม่สามารถพูดได้ เอางี้ ได้ยินฉันไหม”
ตงฟางส่งโทรจิตเข้าสู่สมองของเธอโดยตรง จนเขาเห็นเธอทำสีหน้าตกใจพยามกลอกตามองเขา แต่เธอกลับไม่คิดตอบเขาด้วยโทรจิต ทำเพียงจ้องไปยังปีกเล็กๆของสัตว์อสูรแล้วคิดหาวิธีเก็บมันโดยไม่พึ่งเข้า
“โอเค จากท่าทางของเธอแล้วน่าจะเป็นคนเย็นชา ไม่ค่อยพูด น้อยนักที่จะพูดกับคนแปลกหน้า แล้วก็ไม่ชอบให้ใครช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นฉันจะนำมันใส่เข้าไปในแหวนเก็บของของเธอ เอานี่ เก็บเข้าไปแล้ว ส่วนร่างของมันเธอต้องการไหม”
ตงฟางถามอีกครั้งเธอกลับหลับตาพยายามดูดซับพลังวิญญารรอบๆ เขาจึงเก็บร่างสัตว์อสูรไว้กิน ส่วนปีกเล็กๆสีฟ้าเท่าฝ่ามือเขาให้เธอไปแล้วเพราะมันเป็นของเธอตั้งแต่แรก แม้อยากจะรู้ว่ามันเป็นอะไรก็ตาม เขากลับไม่ถามเพราะเธอไม่ตอบ