ท้องฟ้าในวันถัดมายังคงปลอดโปร่งมองเห็นแสงอาทิตย์ส่องสว่างในยามสายนาชาญกับเอวาออกมารับประทานอาหารเช้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางนอกที่พักเมื่อคืนพวกเขากลับดึกจึงตื่นค่อนข้างสายเอวามองตามกลิ่นหอมของเส้นสีขาวนวลในน้ำซุปสีเข้มมีลูกชิ้นรอบชามวางลงตรงหน้าเธอกับนาชาญเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นทำให้นาชาญเปลี่ยนจากจับตะเกียบเป็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสายแทน
“ครับคุณมิ่งมั่น”
“ลูกชายฉันทะนงยังไม่ฟื้นเลยแต่ร่างกายกลับเป็ปกติแล้วเขาหายใจได้และรอยช้ำบนตัวก็หายไปแล้วด้วย ฉันไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไม”
“ใจเย็นๆครับ อาการเขาดีขึ้นก็เป็สัญญาณที่ดี แล้วคุณได้ถามเื่บรรพบุรุษของคุณมาแล้วใช่มั้ยครับ”
“แปลกมากเลยค่ะ”มิ่งมั่นกล่าวตอบ “ญาติผู้พี่ที่เคยเล่าว่าเสียชีวิตไปก่อนเขาเสียเพราะร่างกายมีรอยช้ำและเป็โรคปอดตายเขาอยู่ด้วยกันกับบรรพบุรุษของเราตลอดแต่คนที่เป็โรคปอดก็มีแค่เขาคนเดียว ก็เลยเชื่อกันต่อมาว่าอาจเป็คำสาปเพราะเขาหนีการบูชายัญ”
“หมายความว่าเขาถูกเลือกให้เป็เครื่องบูชายัญหรือครับ”
“เห็นว่าตอนนั้นหมู่บ้านเกิดภัยน้ำท่วมหนักหมู่บ้านเลยคิดสร้างเสาหลักเมืองโดยใช้ชีวิตคนและสัตว์ทำพิธีกรรมญาติผู้พี่คนนี้อาสาเป็เครื่องบูชายัญเพื่อให้ครอบครัวได้รับเงินจำนวนหนึ่งครอบครัวของเขาก็มีแค่บรรพบุรุษของพวกเราที่เป็ลูกพี่ลูกน้องเพียงคนเดียวและยังเด็กอยู่มากหลังจากเขากลายเป็เครื่องบูชายัญก็ถูกห้ามไม่ให้ออกจากเรือนไม้ที่เรียกกันว่าแท่นบูชาแต่ด้วยความเป็ห่วงน้องชายเขาก็คิดหาวิธีเจอกับน้องตอนกลางคืนและหอบเอาของกินมาแบ่งให้ตลอดจนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนจะถึงพิธีบูชายัญเขาวางแผนหนีออกจากหมู่บ้านพร้อมกับน้องชายแล้วย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านอื่นแต่หลังจากหนีไปได้เขาก็ป่วยด้วยโรคปอดและตายภายในเวลาแค่ปีเดียวบรรพบุรุษรักและเคารพญาติผู้พี่คนนี้มากก็เลยกำชับให้ลูกหลานเล่าเื่นี้สืบกันต่อมาและให้ช่วยดูแลสุสานของทั้งคู่ด้วย”เสียงของมิ่งมั่นเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะกล่าวถามอย่างสงสัย“หมายความว่าโรคนั่นเกิดจากคำสาปหรือว่าเป็โรคทางพันธุกรรมกันแน่คะ”
“แล้วคุณเชื่อว่าเป็เป็แบบไหนล่ะครับ”
“ตอนอยู่กรุงเทพไม่เคยเจอโรคแปลกๆแบบนี้ในครอบครัวของเราค่ะที่จริงฉันเชื่อว่าเป็อย่างแรกมากกว่าแต่มันก็ไม่มีเหตุผลเลย”น้ำเสียงของมิ่งมั่นเริ่มไม่มั่นใจ“ที่คุณไปเอาโกฏแล้วก็ให้ดิฉันไปถามเื่บรรพบุรุษก็เพราะคุณเชื่อว่าเป็คำสาปหรือเปล่าคะ”
นาชาญเม้มปากพยายามหาคำอธิบายที่ลงตัวที่สุด“ผมไม่ได้เชื่อครับแต่ลูกชายคุณอาจจะเชื่อแบบนั้นถึงได้ยังไม่ยอมตื่นถ้าจะแก้ปมในใจเขาใช้วิธีที่เป็นามธรรมน่าจะได้ผลกว่าครับ”
มิ่งมั่นยังไม่ค่อยเข้าใจคำอธิบายของนาชาญนัก“แล้วคุณจะทำยังไงคะ”
“ก่อนเที่ยงคืนคุณเข้าไปบอกเขาว่าิญญาของหญิงสาวได้สิ่งที่เธอ้าแล้วเดี๋ยวเขาก็ฟื้นเองครับ”
“ง่ายๆแบบนั้นเลยหรือคะ” มิ่งมั่นย้ำคำอย่างไม่แน่ใจแต่อีกฝ่ายยังยืนยันเธอจึงยอมเออออไปก่อน “ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ได้ผลคุณจะทำยังไงคะ”
“ถึงตอนนั้นค่อยหาทางอื่นอีกทีครับ”
เอวามองนาซาญที่กดปิดโทรศัพท์ก่อนกล่าวถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“นายพูดแบบนั้นจะดีหรือ”
“ไม่งั้นจะให้พูดแบบไหนเื่ิญญาถ้าบอกไปตรงๆ ไม่มีใครเชื่อหรอก เรามาจากมูลนิธิไม่ใช่สำนักทรงเ้า”
ถึงจะขัดใจแต่เอวาก็เถียงไม่ออกเธอคีบลูกชิ้นสีขาวนวลเข้าปากเคี้ยวแล้วกลืนลงคอก่อนจะถามนาชาญ“แล้วเมื่อคืนนายทำยังไงกับโกฏเก็บอัฐินั่นล่ะ”
“ได้คุยกันนิดหน่อย”
“คุยหรือ”สีหน้าของเอวาบ่งบอกว่าแปลกใจ “คุยเื่อะไรกัน เขายอมพูดด้วยหรือ”
“ไม่ทั้งหมดหรอกแค่พอรู้ความตั้งใจของเขา ยังไงก็ต้องให้พวกเขาได้พบกันเสียก่อน”
เอวาเม้มริมฝีปากกำลังชั่งใจก่อนจะลองถามออกไป“นายว่าเขารักเธอหรือเปล่า”
นาชาญนิ่งเงียบเหลือบตามองดูเอวา“แล้วเท่าที่เธอเห็นในความทรงจำของิญญา คิดว่ายังไงล่ะ”
“ฉันเห็นแค่จากมุมมองของฝ่ายหญิงแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอีกฝ่ายคิดยังไง”คำถามและสายตาของเอวาบ่งบอกความนัยที่นอกเหนือจากเื่ของิญญาแต่ดูเหมือนนาชาญจะไม่ได้สังเกตเห็น
“ิญญาสื่อสารได้ไม่ชัดเจนขนาดนั้นหรอกส่วนใหญ่ก็ออกมาครางสองสามคำแล้วก็หายไป”นาชาญตอบตามที่เขาเคยมีประสบการณ์มาโดยไม่ทันมองสีหน้าผิดหวังของเอวา
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วพวกเขากลับไปที่ลานจอดรถของโรงแรมเพื่อขับรถวิ่งต่อไปยังเวียงกุมกามครั้งนี้เอวาเป็คนขับเมื่อผ่านซุ้มประตูตรงมาตามถนนเรียบทอดผ่านพื้นที่วัดกู่ป้าด้อมซึ่งมองเห็นศาลาไม้อยู่หลังลานว่างยกสูงที่มีบันไดเตี้ยๆทอดขึ้นสู่ลานว่าง เอวาจะจอดแวะแต่นาชาญส่ายหน้าบอกให้เธอขับต่อไปอีก
เอวาขับช้าๆได้แต่มองร่องรอยประวัติศาสตร์ผ่านวิหาร อุโบสถและเจดีย์ของวัดโบราณที่ส่วนใหญ่ยังคงเหลือโครงสร้างอิฐผสมศิลาแลงค่อนข้างสมบูรณ์บางแห่งยังมีพระพุทธรูปให้ได้สักการะบูชาจนกระทั่งรถวิ่งเข้าสู่พื้นที่ของวัดปู่เปี้ย นาชาญรีบหันไปบอกเอวาให้หยุดรถเธอจึงหาที่จอดใกล้ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะจากรถ
“ในที่สุดก็ยอมให้ลงสักทีมีตั้งหลายที่ที่ฉันอยากแวะแต่นายทำเหมือนทัวร์ชะโงกน่ะ”
“ขอโทษนะแต่เราไม่ได้มาเที่ยวกัน”นาชาญถอนหายใจพลางเดินนำเอวาลงไปยังพื้นสนามหญ้าซึ่งเป็ที่ตั้งของวัดปู่เปี้ย
วัดปู่เปี้ยสร้างจากอิฐผสมศิลาแลงยกพื้นสูงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็ชั้นๆฐานชั้นแรกใหญ่ที่สุด ชั้นที่สองรองลงมาและชั้นที่สามเล็กที่สุดมีบันไดยาวตรงกลางทอดขึ้นสู่เจดีย์มณฑปซึ่งตั้งเด่นอยู่ในสุดข้างๆ ลานที่ทอดสู่เจดีย์มณฑปมีลานเล็กอีกแห่งหนึ่งที่สร้างขนานกันแต่ไม่มีเจดีย์ตรงหน้าทางขึ้นบันไดลานเล็กเยื้องไปทางขวาเป็ที่ตั้งของบ่อน้ำทรงกลม เอวาเดินขึ้นลานไปดูเจดีย์ในขณะที่นาชาญเดินสำรวจรอบๆวัด เขาเดินไปหยุดตรงหน้าบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากลานทั้งสองออกไปไม่ไกลนักในดวงตาสีดำทะมึนของเขาสะท้อนภาพของไอสีดำลอยขึ้นจากบ่อน้ำ เขาหันไปรอบๆ มองหาเอวาก่อนเดินเข้าไปคุยกับเธอ
“ที่นี่เปิดแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นใช่มั้ย”
“ใช่นี่บ่ายสามแล้ว นายจะกลับเลยหรือ”
“ฉันจะอยู่ที่นี่จนถึงเที่ยงคืนเธอขับรถกลับไปก่อนแล้วค่อยกลับมารับฉันตอนเที่ยงคืนได้มั้ย”
“แต่ฉันรออยู่ข้างนอกเท่านั้นนะเข้ามาข้างในเวียงกุมกามไม่ได้หรอก”
“รู้แล้วฉันจะเดินออกไปเอง”
“ถ้าถูกจับได้โดนเล่นทั้งคู่แน่”เอวายกมือกุมขมับ “ก็ได้ ฉันจะส่งที่อยู่ในแผนที่จีพีเอสตอนขับมารับก็แล้วกันอย่าหลงทางนะไม่งั้นฉันไม่รอจริงๆ ด้วย”
“ตามนั้นยังเหลือเวลาก่อนที่นี่จะปิด เธออยากเที่ยวไหนก็ตามสบายเลย”นาชาญกล่าวก่อนผายมือให้เธอเดินนำไปขึ้นรถ เอวายิ้มดีใจในที่สุดโอกาสเที่ยวของเธอก็มาถึง
หลังจากเอวาขับรถกลับที่พักแล้วนาชาญใช้เวลาเดินสำรวจวัดอื่นๆจนกระทั่งนาฬิกาข้อมือของเขาหยุดที่เวลาห้าทุ่มตรงท้องฟ้ายามกลางคืนที่นี่ไม่มืดสนิทนักมีแสงจันทร์และแสงจากไฟฉายมือถือส่องนำทางทำให้เขาพอมองเห็นบ่อน้ำที่เล็งเอาไว้เมื่อตอนกลางวันบ่อน้ำตื้นเขินเมื่อลงไปยืนจะโผล่พ้นขึ้นมาครึ่งตัวเขาหยุดฝีเท้าก่อนวางโกฏใส่อัฐิของชายหนุ่มไว้ที่หน้าบ่อน้ำิญญาของชายหนุ่มก้มหน้านิ่งอยู่ใกล้กับโกฏราวกับกำลังเฝ้ารอเวลาเช่นกัน
ไม่นานนักิญญาของหญิงสาวในชุดคอจีนแขนกระบอกนุ่งผ้าซิ่นสีขาวย้อมด้วยสีแดงเืก็ลอยขึ้นจากบ่อน้ำเสาหลักเมืองคงจมอยู่ในบ่อระหว่างภัยน้ำท่วมและาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาิญญาหญิงสาวเอื้อมแขนที่บิดเบี้ยวไปโอบคอิญญาของชายหนุ่มช้าๆราวกับเธอกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำใบหน้าที่เหลือแต่โครงกะโหลกบุบยุบจนั์ตาปูดโปนลอยเข้าไปแนบชิดข้างๆชายหนุ่มที่ก้มหน้านิ่งเธอยังหวีดร้องโหยหวนถามขึ้นด้วยเสียงแบบเดิม
“กลับมา...”
“ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงของชายหนุ่มแหลมเล็กเสียดเข้าหูของนาชาญพร้อมกับความทรงจำและความรู้สึกของทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวที่ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเขาทุกครั้งที่ต้องดื่มยาหลังอาหารชายหนุ่มจะเทยาทิ้งไปเพราะเขาวางแผนที่จะหนีเพื่อไปดูแลญาติผู้น้องของเขาที่ยังเด็กอยู่มากเพราะเขาไม่เคยดื่มยาจึงไม่เคยได้รับผลจากฤทธิ์ยาเลยแต่ทุกครั้งที่เขาเห็นหญิงสาวดื่มยาความเ็ปแล่นผ่านในจิตใจของเขาเขาอยากปัดมันทิ้งทุกครั้งแต่ก็กลัวว่าเธอจะไม่เห็นด้วยจึงได้แต่กัดฟันมองดูเธอดื่มมันเข้าไปและใน่เวลาอาหารค่ำมื้อสุดท้ายก่อนถึงวันทำพิธีบูชายัญเขานั่งมองเธอแทบไม่อยากละสายตาจนกระทั่งเธอฟุบลงไปกับโต๊ะเพื่อจดจำทุกท่วงท่าของเธอเมื่อเห็นเธอฟุบไปแล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่กล้าที่จะหันกลับไปอีกเพราะกลัวว่าจะอดใจดื่มยานั่นไม่ได้
ใบหน้าบูดเบี้ยวและร่างกายผิดรูปของหญิงสาวเปลี่ยนกลับเป็สาวน้อยวัยสะคราญในชุดขาวบริสุทธิ์เธอปล่อยมือที่โอบเขาช้าๆ ริมฝีปากบางบนใบหน้ารูปไข่พึมพำออกมาเบาๆมันเป็เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้า
“ขอโทษ”
นาชาญมองดูิญญาของชายหนุ่มลอยหายขึ้นไปในอากาศความรู้สึกผิดจากความอาฆาตและโดดเดี่ยวที่ทำให้เธอสาปแช่งชายหนุ่มและผู้มีสายเืเดียวกับเขาตอนที่รู้สึกถึงการมีอยู่ของสายเืพวกเขาในพื้นที่ของเธอค่อยๆจางหายไปแล้ว ั์ตาสีดำทะมึนของนาชาญยังมองเห็นไอสีดำปนอยู่ในิญญาของหญิงสาวแต่มันจางลงมากเขาจึงะโลงไปในบ่อแล้วใช้มือแตะัับนพื้นบ่อซึ่งเดิมเคยเป็ที่ตั้งเสาหลักเมืองของหมู่บ้านแสงสีฟ้าจากมือของเขาช่วยสลายไอดำจากพื้นบ่อและิญญาของเธอจนหายไปหมดสิ้น
ทันทีที่ไอดำสลายหายไปมันก็กลับกลายเป็คลื่นสีขาวสะท้อนเข้าหาตัวนาชาญเขาชะงักนิดหนึ่งเกิดความรู้สึกกระวนกระวายแปลกๆ เหมือนบางอย่างในร่างกายกำลังรวนเมื่อิญญาของหญิงสาวหายกลับลงไปประจำเสาหลักเมืองเหมือนเดิมแล้วนาชาญก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นดูข้อความจากเอวาที่ส่งที่อยู่ปัจจุบันของรถในแผนที่จีพีเอสให้
นาชาญเดินโซซัดโซเซถือโกฏในมือพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงไปให้ถึงรถยังเดินไปไม่เท่าไรเขาล้มลงนั่งแล้วยกมือปิดปากไอสำลักติดๆ กันจนเห็นเืเป็ลิ่มๆติดอยู่ที่มือเขาเช็ดมือกับพื้นดินเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนถือโกฏลุกขึ้นเดินต่อไปเสียงโทรศัพท์ดังขัดขึ้นไม่ต้องดูชื่อก็รู้ว่ามาจากเอวาแน่นอน
“นายอยู่ไหนเนี่ยฉันรอนานแล้วนะ” เสียงโวยวายแหลมเสียดหูดังขึ้นจากปลายสายนาชาญยกโทรศัพท์ออกห่างจากหูเหมือนยังไม่พร้อมรับสถานการณ์สักเท่าใดนัก
“กำลังจะถึงรถแล้วขอเวลาหน่อย”
เอวาเลิกคิ้วได้ยินเสียงของนาชาญสั่นและแ่เบาผิดจากปกติ“นายเป็อะไรหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าถูกผีเข้า”
นาชาญหรี่ตากับการคาดเดาที่ห่วยแตกที่สุดของคู่หู“ไม่เป็ไร เธอรออยู่ที่รถนั่นแหละ”
เอวามองเห็นนาชาญผ่านกระจกข้างเดินตรงเข้ามาใกล้รถของเธอที่จอดอยู่เขาเปิดประตูหลังแล้ววางโกฏไว้ก่อนจะเดินมานั่งบนเบาะข้างคนขับ เอวารีบออกรถให้พ้นจากเขตเวียงกุมกามมุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรมที่พักก่อนจะกล่าวกับนาชาญ
“สรุปว่าจบเื่แล้วหรือแก้คำสาปได้แล้วใช่มั้ย”
“จบเื่แล้วแต่ยังต้องรอดูอาการของคุณทะนงก่อน ถ้าหายดีแล้วเราค่อยไปตามเื่ปลายฟ้าต่อ”นาชาญมองดูโกฏผ่านกระจกหลัง “แล้วก็ต้องเอาบรรพบุรุษของเขาไปคืนด้วย”
“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะโทรถามคุณมิ่งมั่นให้ว่าสะดวกให้เราเข้าไปมั้ย”เอวาเหลือบดูโทรศัพท์ตนเองที่วางอยู่หน้ารถ“คุณเอ็มม่ายังไม่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับปลายฟ้ามาเพิ่มให้เลย”
“ก็ดีฉันว่าจะขอพักสักหน่อย” น้ำเสียงของนาชาญอ่อนเพลียทำให้เอวาแปลกใจ
“นายเป็อะไรหรือเปล่าท่าทางเหมือนไม่ค่อยสบาย”
“แค่อดนอนเพราะถูกผีกวนน่ะ”เขาตอบแบบติดตลก “กลับที่พักแล้วเตรียมเก็บกระเป๋าดีกว่าถ้าไม่มีข่าวเื่ปลายฟ้าอาจจะต้องกลับสำนักงานแทน”
ท้องฟ้าสีม่วงยามเช้าตรู่มองเห็นดวงอาทิตย์ผ่านม่านเมฆบางๆ แสงอาทิตย์ยามเก้าโมงเช้าส่องสว่างไปทั่วทิวทัศน์งดงามของจังหวัดเชียงใหม่หลังจากเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม เอวากับนาชาญก็เดินไปเก็บกระเป๋าเดินทางไว้หลังรถนาชาญเป็คนขับเพื่อเดินทางไปที่บ้านของมิ่งมั่น เอวาย่นคิ้วมองดูโทรศัพท์
“เมื่อวานนายส่งเมล์ไปขอลาพักร้อนกับพี่เอ็มม่าหรือฉันไม่เคยเห็นนายลานานขนาดนี้เลย”
“ฉันว่าจะกลับบ้านที่เชียงรายจากเชียงใหม่ขับรถกลับไปใช้เวลาไม่นานก็เลยขอลา่นี้เลย”
“ไปทำอะไรที่เชียงรายหรือ”
“แค่อยากกลับบ้านฉันเหลือวันลาพักร้อนตั้งเยอะยังไม่เคยใช้เลย” เสียงของนาชาญขาดๆ หายๆเหมือนคนหายใจติดขัด “ฉันอยากพักผ่อนสักหน่อยด้วย”
เอวาขมวดคิ้วลอบมองอีกฝ่ายมีบางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไปแต่เธอบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร“งั้นฉันต้องกลับกรุงเทพคนเดียวหรือ ทำไมกะทันหันจังเลย”
นาชาญเลี้ยวรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านของมิ่งมั่นเทิดมารอรับทั้งคู่ก่อนเดินนำเข้าไปในบ้านเขาพาทั้งสองเข้าไปในห้องของทะนงซึ่งตอนนี้ลุกขึ้นมารับประทานข้าวต้มมื้อเช้าได้แล้วลมหายใจของเขาก็ดูลึกสม่ำเสมอไม่ติดขัดอีกทันทีที่มองเห็นนาชาญกับเอวาเขาก้มหัวให้นิดหนึ่งพลางวางชามข้าวไว้บนโต๊ะข้างเตียง
“พวกคุณคงเป็คนจากมูลนิธิเหรียญปราชญ์สินะครับ”
นาชาญกับเอวาพยักหน้ารับเอวาเป็ฝ่ายกล่าวทักทายกลับไป “สวัสดีค่ะเมื่อวานเราก็มาเยี่ยมแต่อาการของคุณต่างกับวันนี้มาก”
“ใช่ครับ”ทะนงขยับมือขยับแขนให้ดู “ผมหายใจได้และเรี่ยวแรงก็เริ่มกลับมาแล้วน้องชายเล่าให้ฟังว่าตอนแรกในปอดของผมเต็มไปด้วยเศษดินเลยทำให้หายใจไม่ออกแต่ตอนนี้ผมหายใจคล่องขึ้นแล้ว ปอดผมคงกลับเป็ปกติแล้ว”
“พวกคุณได้ไปทำอะไรหรือเปล่าคะ”มิ่งมั่นที่ยืนอยู่ข้างเตียงพูดแทรกขึ้น“พอทำอย่างที่คุณบอกเมื่อคืนนี้หลังเที่ยงคืนเขาก็ฟื้นผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียวเขาก็เริ่มบ่นว่าหิวแล้วก็ทานข้าวได้อย่างที่เห็น”
“ไม่ครับผมว่าเป็เพราะคุณทะนงเชื่อเื่บรรพบุรุษกับคำสาปมากเกินไปเลยมีผลต่อร่างกายน่ะครับ”นาชาญเห็นสายตาของมิ่งมั่นกับเทิดที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม เขาจึงตอบแบบง่ายๆ“เป็จิตวิทยารูปแบบหนึ่ง เหมือนที่บางคนเชื่อจริงจังว่าตัวเองป่วยก็จะมีอาการป่วยแบบนั้นแต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็อะไรเลย”
“ผมยอมรับว่าเชื่อครอบครัวของผมถึงได้คอยดูแลอัฐิของบรรพบุรุษทั้งสองเป็อย่างดี”ทะนงตอบแต่ยังรู้สึกคาใจ “แต่จิตใจจะมีผลต่อร่างกายขนาดนั้นเลยหรือตอนแรกในผลเอ็กซเรย์ปอดก็เจอดินเต็มปอดจริงๆ นะครับ”
“อาจจะเป็ฝุ่นเฉยๆก็ได้ครับ พอผ่านไป่ระยะหนึ่งก็หายไป” นาชาญกล่าวพลางมองไปรอบๆ ห้องรวมถึงรอบๆตัวของทะนง ถึงแม้จะไม่มีร่องรอยิญญาหรือบรรยากาศแปลกๆ ให้เห็นอีกแต่นาชาญกลับไม่มั่นใจกับสายตาของตนเองนัก เขากล่าวสั้นๆ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวกลับก่อนนะครับ”
เทิดเดินมาส่งเอวากับนาชาญขึ้นรถก่อนเดินกลับเข้าบ้านไปเอวาขึ้นนั่งฝั่งคนขับในขณะที่นาชาญดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดตอนที่เอวาติดเครื่องยนต์จับพวงมาลัยเพื่อออกรถนิ้วของเธอก็ไปััถูกของเหลวบางอย่างบนพวงมาลัยเมื่อลองดึงนิ้วมือออกมาดูให้ชัดจึงพบว่าเป็รอยเืเอวาจะหันไปถามนาชาญที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับแต่เขากลับนอนหลับไปเสียแล้วเธอจึงจำใจขับรถออกไปทั้งที่ยังสงสัย
หลังขับรถมาได้ระยะหนึ่งเอวาก็แวะเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อจะแวะซื้อกาแฟสักแก้วจากร้านค้าในปั๊มทันทีที่รถจอดสนิทนาชาญก็ลืมตาตื่นขึ้น เขาหันซ้ายหันขวามองผ่านกระจกรถเห็นว่ายังไม่ถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ก็กล่าวถามเอวา
“ทำไมถึงจอดล่ะเดี๋ยวไปถึงสนามบินช้าก็ตกเครื่องหรอก”
“ฉันก็ง่วงเป็นะขอยืดเส้นยืดสายหาอะไรดื่มแก้ง่วงได้มั้ยล่ะ” เอวามองดูอีกฝ่ายที่ท่าทางงัวเงีย“แล้วหลังจากฉันไปสนามบินแล้ว นายจะขับกลับเชียงรายไหวหรือท่าทางยิ่งกว่าคนเมาค้างอีก”
“ฉันไม่มีปัญหาหรอกแค่นอนพักสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”นาชาญกล่าวก่อนหลับตานิ่งทำเป็ทองไม่รู้ร้อน
เอวาหน้าบูดใช้มือเขย่าตัวอีกฝ่ายให้ตื่น“นายน่ะ มาคุยกันให้รู้เื่ก่อน รอยเืบนพวงมาลัยรถนี่มันอะไรกัน”
นาชาญลืมตาข้างหนึ่งมองไปทางพวงมาลัยรถ“รอยเือะไร”
“ของนายไม่ใช่หรือเมื่อเช้าก็มีนายคนเดียวที่ขับรถน่ะ”
เขานิ่งเงียบพักหนึ่งก่อนจะหลับตานอนต่อ“สงสัยนิ้วโดนอะไรบาดมั้ง”
“แต่รอยเืนี่มันเยอะเกินกว่าจะเป็แค่รอยบาดธรรมดานะ”เอวาสังเกตท่าทีของนาชาญแต่เขาไม่ยอมตอบคำถาม เธอจึงจำใจปล่อยผ่าน “เอาเหอะถ้าเป็อะไรก็บอกแล้วกัน”