32 2-2
ตอนที่ 44 เส้นทางแห่งการฝึกปรือ
.....
บริเวณลานบ้าน ณ จวนข้างหอคอย
“ว้าว! ลุงขี้เหร่ขอรับ เจ้านี่อร่อยจังเลย! มันมีชื่อว่าอะไรเหรอขอรับ?”
“เจ้านี่เรียกว่า ขนมกุ้ยฮวา เจ้าไม่เคยกินมาก่อนรึ?”
เหลิงเจียวเหนียงส่ายหน้าไปมา แต่จู่ๆก็ขมวดคิ้วพลันพร้อมกับสำลักไอแค่กออกมา
เขารีบคว้าถ้วยชาข้างตัวขึ้นยกซดโดยไว
โม่เฉินหยวนรีบตบแผ่นหลังช่วยอีกแรง และยิ้มกล่าวขึ้นว่า
“เจ้ากินช้าๆสิ ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้ากินหรอก”
ต้องบอกว่า หน้าตาของเด็กน้อยผู้นี้ในยามที่กินอะไรสักอย่างนั้น ช่างเหมือนกับสตรีนางนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
เหลิงเจียวเหนียงค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง สูดหายใจเข้าออกลึกอยู่สองสามรอบ และเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าจากที่เคยมีความสุขพลันเปลี่ยนเป็นหม่นหมองเศร้าสร้อยในทันใด รอยยับย่นปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้ว
“ตั้งแต่ที่ข้าจำความได้ แม่จ๋ากับข้าต้องกินแต่ข้าวเหลือทิ้งตลอดมา แม้แต่รูปลักษณ์หน้าตาของขนมเหล่านี้ ข้ายังไม่มีโอกาสได้เคยพบเห็น”
“…”
สีหน้าของโม่เฉินหยวนยามนี้ดูเย็นชาชวนสะท้านจับใจ เผยให้เห็นแววจิตสังหารแผ่วบางในดวงตาของเขา
เขาวางมือทาบลงบนศีรษะของเหลิงเจียวเหนียง ค่อยๆลูบไล้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า พวกเขาสองแม่ลูกจะเคยประสบพบเจอกับชีวิตเช่นใดมาก่อน
“อย่าเป็นกังวลไปเลยเลย ต่อจากนี้ไปลุงจะให้เจ้ากินแต่ของอร่อยๆ”
แววตาเห็นอกเห็นใจของโม่เฉินหยวนสบมองเข้ากับนัยน์ตาสีทองสดใสของเด็กชายตัวน้อย
“เจียวเหนียง ว่าไปแล้วเจ้าเคยคิดอยากจะฝึกปรือพลังลมปราณหรือไม่? สิ่งนี้จะสามารถช่วยให้เจ้าปกป้องตนเอง รวมถึงท่านแม่จากภัยอันตรายได้”
เหลิงเจียวเหนียงส่ายหัวแทบจะในทันที พร้อมกับเศษขนมกุ้ยฮวาที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่มุมปาก
“ที่ผ่านมา เพียงแค่จะให้รักษาชีวิตให้รอดในวันหนึ่งๆก็ยังยาก แล้วข้าหรือจะเคยมีความคิดเช่นนั้น? ที่สำคัญ การฝึกปรือพลังลมปราณยังต้องได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีโดยยอดฝีมือ อีกทั้งยังต้องกินโอสถเสริมพลังเพื่อบำรุงร่างกายอย่างสม่ำเสมอ นี่ยังไม่นับรวมเรื่องอาวุธยุทธภัณฑ์อีก...”
พูดจบเขาก็ก้มศีรษะลง พร้อมกัดขนมกุ๋ยฮวาอีกคำโต แล้วกล่าวต่อในขณะที่ปากยังเคี้ยวตุ้ยๆ
“การฝึกปรือนี้เหมาะสำหรับเหล่าคุณหนูคุณชายผู้ร่ำรวยที่นิยมฝึกกัน เพราะต้องใช้เงินตั้งมากโข แต่พวกข้าสองแม่ลูกไม่มีสักแม้แต่น้อย และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ท่านประมุขตระกูลยังไม่อนุญาตให้ข้าฝึกอีกด้วย”
“....”
โม่เฉินหยวนได้ยินเช่นนั้นพลันปั้นหน้าทมิฬมืด ภายในใจรู้สึกขมขื่นเกินบรรยาย หากตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเขาคอยอยู่เคียงข้างปกป้องอยู่ล่ะก็... ชีวิตของทั้งคู่จะต้องไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
ความรู้สึกผิดในใจของโม่เฉินหยวนยิ่งขยับขยายใหญ่ขึ้น เสมือนคลื่นลูกยักษ์ที่ปะทะถาโถมเข้าใส่ ซัดกระแทกรุนแรงใส่หัวใจดวงนี้ครั้งแล้วเล่า ทำเอาเขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“ทุกคนต่างบอกว่าแม่จ๋าเป็นเศษสวะไร้ค่า ไม่มีวันที่จะฝึกปรือลมปราณได้อีกจนชั่วชีวิต”
เหลิงเจียวเหนียงเงยหน้าขึ้นทันใด นัยน์ตาสีทองประกายสดใสสบผสานเข้ากับนัยน์ตาของโม่เฉินหยวนทันที
“ลุงขี้เหร่ขอรับ ท่านลุงเป็นคนแรกที่ให้ข้าวให้น้ำข้า แล้วยังเป็นคนแรกเช่นกัน ที่ปกป้องข้ากับท่านแม่ด้วยใจจริง”
“....”
โม่เฉินหยวนประหลาดใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จ้องมองรอยยิ้มบริสุทธิ์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเด็กน้อย สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ก็คือ รอยยิ้มนี้ได้หลอมละลายหัวใจทั้งดวงของเขาไปแล้ว
คล้ายกับว่าอารมณ์ความรู้สึกแย่ๆภายในใจของเขาก่อนหน้า ได้รับการปลอบประโลมให้จางคลายลง
“เจียวเหนียง เจ้าอยากฝึกปรือลมปราณหรือไม่? ข้าจะสอนให้เจ้าเอง”
เหลิงเจียวเหนียงกระพริบตาปริบๆ จ้องมองอีกฝ่ายฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
“แต่เจ้าห้ามบอกเรื่องนี้กับท่านแม่ของเจ้าเป็นอันขาด”
“ทำไมเหรอขอรับ?”
มุมปากของโม่เฉินหยวนกระตุกเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาช่างมีเสน่ห์และอบอุ่น ทำให้ใครต่อหลายคนต้องแอบตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว
“จะดีกว่าหรือไม่ หากสามารถทำให้แม่เจ้าประหลาดใจได้ ภายหลังจากที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้น?”
“โอ้!”
ได้ฟังคำพูดประโยคนี้ท่านั้น ดวงตาสีทองสดใสของเหลิงเจียวเหนียงก็ถึงกับสว่างวาบเป็นประกายดุจดาราพราวแสงยามอรุณ
“ดีสิขอรับ!”
เส้นทางการฝึกปรือลมปราณระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์วิญญาณ มีความแตกต่างกันในบางจุด
และนี่จึงเป็นเหตุผลที่โม่เฉินหยวนสั่งให้เหลิงเจียวเหนียงเก็บเป็นความลับ เพราะไม่ต้องการให้เหลิงหยุนเจียวสังเกตเห็นได้ในยามนี้
สตรีนางนี้ทั้งเฉลียวฉลาดและยังไหวพริบดีไม่น้อย หากเสาะพบเบาะแสข้อสงสัยเพียงน้อยนิด คงต้องค้นพบความจริงเรื่องภูมิหลังและตัวตนของบุตรชายได้เป็นแน่
ระดับพลังความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้ยังไม่ฟื้นตัว หากตัวตนและตำแหน่งที่อยู่ของเขาถูกเปิดเผยขึ้นเวลานี้ เกรงว่าจะชักนำปัญหาใหญ่เข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้และควรจะทำที่สุดก็คือ การเก็บซ่อนตัวตนและพยายามให้เกิดข้อชวนสงสัยขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากที่เรื่องของโม่ชิงฉางได้รับการจัดการเบ็ดเสร็จแล้ว จึงค่อยบอกความจริงเรื่องนี้กับทั้งคู่ก็ยังไม่สาย
เมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเหลิงเจียวเหนียง โม่เฉินหยวนก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นเป็นมากเช่นกัน
“ลุงขี้เหร่ขอรับ แล้วเราจะเริ่มฝึกปรือกันเมื่อใดดี?”
“เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย ขั้นแรก ข้าจะช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณของเจ้าให้บริสุทธิ์ผ่องใสกว่านี้ก่อน หลังจากนั้น เจ้าจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดินได้ และเริ่มเข้าสู่กระบวนการฝึกปรือในเวลาต่อไป หากทำได้ เจ้าจะสามารถเข้าใจสิ่งที่จ้าวอินทรีครามพูดได้”
“เช่นเดียวกับลุงหวู่เหรินใช่ไหมขอรับ? แล้วท่านล่ะเข้าใจที่จ้าวอินทรีครามพูดหรือไม่?”
โม่เฉินหยวนพยักหน้าแทนคำตอบ และกล่าวต่อว่า
“ไม่ใช่เพียงแค่จ้าวอินทรีคราม ขอเพียงวิหคตนใดที่สามารถพูดได้ เจ้าก็จะเข้าใจทั้งหมดเชียวล่ะ”
“สุดยอดไปเลยขอรับ!”
......
กระบวนการชำระเส้นเอ็นและตัดแต่งไขกระดูกให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แท้จริงแล้ว ทั้งยากลำบากและทรมานมากกว่าที่เหลิงหยุนเจียวจินตนาการไว้หลายขุมนัก
กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นลมปราณ และกระดูกทุกส่วนในร่างกายเสมือนถูกชำระล้างให้เกิดใหม่
เมื่อฤทธิ์สมุนไพรนับหลายสิบชนิดผสมผสานรวมเป็นหนึ่งผ่านน้ำซึ่งเป็นตัวกลาง สิ่งเหล่านี้จะถูกหลอมกลั่นกลายเป็นโอสถในทันที ยิ่งตัวกลางในครั้งนี้เป็นถึงน้ำจากทะเลเขียวมรกตที่อุดมไปด้วยสรรพคุณการรักษา จึงกล่าวได้ว่าน้ำยาโอสถในอ่างยิ่งทวีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
หลังจากที่น้ำยาโอสถซึมซาบเข้าสู่กายา สารพิษทั้งหมดทั้งมวลที่สั่งสมอยู่ภายในมาเป็นเวลานานหลายปี ก็ค่อยๆถูกกำจัดคัดออกทีละน้อย
เหลิงหยุนเจียวแช่ตัวอยู่ในอ่างเป็นเวลานานมาก กระแสความเจ็บปวดเกินจินตนาการโรมรันถาโถมเข้าใส่นางไม่หยุดหย่อน สุดท้ายนางไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดได้จึงสิ้นสติไป แต่ขณะเดียวกัน สภาพร่างกายที่เคยอ่อนแอก็ค่อยๆฟื้นตัวจนถึงจุดสูงสุด
“นายหญิง”
เสียงเรียกหวานฉ่ำแผดดังขึ้นเบาๆ ทันใดนั้นก็มีร่างของสตรีตัวจิ๋วเท่าหัวแม่มือปรากฏขึ้น นางนั่งไขว่ห้างอยู่บริเวณขอบอ่าง พร้อมปรบมือแสดงความยินดีปรีดา
“ขอแสดงความยินดีด้วยนายหญิง การชำระเส้นเอ็นและตัดแต่งไขกระดูกครานี้บรรลุผลเป็นสำเร็จด้วยดี! ต่อจากนี้ ท่านจะสามารถฝึกปรือลมปราณได้ดั่งใจ เอาให้ผู้คนในใต้หล้าผืนพิภพแห่งนี้ต้องตะลึงไปเลย!”
เหลิงหยุนเจียวได้สติฟื้นขึ้นและสูดหายใจเข้าลึก เป็นเวลากว่าสามถึงสี่ชั่วยามเห็นจะได้ นางแอบคิดอยู่หลายครั้งหลายคราว่า ตนอาจทรมานจนขาดใจตายไประหว่างแช่น้ำยาโอสถนี้ก็เป็นได้