เกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้!

    บทที่ 30 ทุกอย่างคงจบได้ด้วยดี…?

    บทที่ 30 ทุกอย่างคงจบได้ด้วยดี…?


    “ครับ จริงอย่างที่อาจารย์ว่า”


    แม้อาจารย์คามิโนว์น่าจะพอเดาเรื่องราวออกหมดแล้ว แต่เรื่องทั้งหมดนี้…ผมควรเป็นคนพูดเองจะดีกว่าอย่างที่อาจารย์บอก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้


    “ข่าวลือเรื่องการทำร้ายรุ่นพี่ทั้งสามในสวนกับเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหารที่พึ่งประกาศไปโดยชมรมนิตยสารและวารสารทั้งสองเรื่องทางฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนได้ทราบเรื่องแล้วกำลังตรวจสอบหาความจริงอยู่ การที่รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ไปบอกความจริงของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วอีกไม่นานคงมีการประกาศสอบสวนให้ทุกคนทราบและแก้ความเข้าใจผิดได้ถึงไม่ทั้งหมดก็ตาม”


    คำพูดของรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่จะเป็นหลักฐานพยานสำคัญให้กับผมรอด ถึงเรื่องทำร้ายรุ่นพี่ในสวนคงจะเป็นไปได้ยากแต่อย่างน้อยๆเรื่องที่เกิดขึ้นที่ร้านอาหารคงไม่มีปัญหาอะไร


    “เพราะงั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทุกอย่างคงจบได้ด้วยดี”


    ฮันนาและทุกคนได้ยินงั้นก็ดีใจยิ้มออกมา


    “แล้ว…”


    ยกเว้นคนหนึ่ง 


    “แล้ว?”

    “แล้ว ไอ้การประกาศสอบสวนของฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนที่ว่านั้น…จะประกาศเมื่อไรละ?”


    ชาร์ลที่ถามขึ้นมาพร้อมจ้องมานัยน์ตาของผมเหมือนมองออกในสิ่งที่ผมไม่อยากจะพูด


    “ทำไมถึงรู้ละ”

    “นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็น แถมอย่าลืมสิว่าฉันเป็นเพื่อนซี้นายอ่ะ?”


    สายมายังคงจ้องมาพร้อมรอยยิ้มเหมือนบอกว่า ‘ไม่มีทางปิดเพื่อนคนนี้ได้หรอกน่ะ’ อย่างนั้นทำเอาแก้ตัวไม่ออกเลย เฮ้อ…เห็นแบบนี้แล้วคงต้องยอมบอก


    “นั้นสินะ…”


    เสียงถอนหายใจยอมแพ้ของผมพร้อมสายตาคนอื่นที่ยังนั่งเงียบรอผมพูดต่ออยู่ ดูจากท่าทางแล้วไม่แน่ทุกคนอาจจะรู้ก็ได้เรื่อง ‘ในสิ่งที่ไม่ได้พูด’ ที่ไม่ผมอยากจะบอกเท่าไร


    “หนึ่งอาทิตย์… ฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนจะประกาศผลสอบสวนจะใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์หรืออาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่สถานการณ์”

    “ทำไมถึงนานขนาดนั้นละคะนายท่าน ทั้งที่คุณฟอร์เทลกับคุณแชลลี่ก็เป็นพยานบอกเล่าให้หมดแล้ว…”

    “เขาต้องการถ่วงเวลานะฮันนา”


    ผมตอบขอสงสัยของฮันนาให้ก่อนจะอธิบาย


    “อย่างที่บอก ‘ขึ้นอยู่สถานการณ์’ จากที่คิดแล้วดูเหมือนตรูเรย์อัส มาตูมา ตั้งใจจะถ่วงเวลาเรื่องข่าวลือของฉันออกไปให้นานสุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ข่าวของฉันเป็นประเด็นในโรงเรียนให้ฉันเสียหายก่อนแล้วค่อยออกมาประกาศผลการสอบสวนให้เรื่องมันจบ”


    แววตาตกใจบนกังวลของทุกคนปรากฏขึ้นมาให้เห็นพอได้ยินที่เล่า ผมก็ยังเล่าต่อ


    “คิดว่าตอนแรกตรูเรย์อัสคงตั้งใจกะจะยื้อเรื่องข่าวลือทั้งสองเรื่องนี้ให้มากที่สุดเพราะดูกำลังที่สนใจเป็นที่พูดถึงตอนนี้ แต่การที่รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ไปบอกความจริงให้เขารู้แถมในวันที่พึ่งประกาศเลยคงผิดแผนไปหน่อยทำให้ถ่วงเวลานานไม่ได้ไม่งั้นจะผิดสังเกตมากสุดก็ไม่เกิดอาทิตย์หนึ่ง เลยคิดว่าไม่เกินอาทิตย์หน้าคงได้รู้ผลสอบสวนแน่นอน”


    ผมได้แต่ยักไหลอย่างเซ็งๆกับการรอคอยนี้ เอาจริงอาทิตย์หนึ่งเองมันก็แค่ชั่วพริบตาแป๊บๆเดียวก็ถึงแล้วผมเองก็คิดงั้น…

    …ถ้าไม่ติดที่ว่ามีข่าวเม้าท์มอยเรื่องของผมตลอดทั้งวันทั่วโรงเรียนแถมตั้งสองข่าวอีกคงต้องพูดว่าเป็นไปตามแผนที่ตรูเรย์อัสวางไว้ แค่วันแรกในโรงเรียนก็จะแย่แล้วเนี่ยทำเอาอยากได้ชานมไข่มุกมาเพิ่มน้ำตาลในเลือดสักหน่อยแค่คิดหลายวันต่อจากนี้ต้องเจอแบบนี้แล้วจะเป็นลม เฮ้อ~


    “เพราะแบบนั้นเลยห้ามไม่ให้รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ไปบอกใครสินะ”

    “ก็ตามนั่นแหละ”


    ผมยืนยันสิ่งที่ชาร์ลพูด

    รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ที่ไปบอกความจริงไปแล้วกลับยังไม่ทำอะไร คงจะให้เหตุผลว่าตรวจสอบคำให้การของทั้งคู่บ้าง ไปดูที่เกิดเหตุหรือไม่ก็ถามพยานในที่เกิดเหตุแต่ยังไงก็ไม่เกินอาทิตย์หนึ่งแน่นอน


    “ขอโทษด้วยนะจ๊ะเอมเบรส ที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรก”

    “เอมเบรส ฉันขอโทษด้วย”

    “ไม่หรอกครับ ไม่ต้องคิดมากกลับกันผมต้องขอบคุณทั้งคู่ที่ช่วยเป็นพยานให้”


    แต่การที่ทั้งคู่ทำอย่างนั้นเท่ากับไม่ทำตามคำเตือนของชมรมนิตยสารและวารสาร ไม่รู้ว่าชมรมนิตยสารและวารสารกับรองหัวหน้าฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนร่วมมือกันหรือเปล่า… แต่ถ้าเป็นจริง

    รูปถ่ายที่เป็นหลักฐานผิดๆนั้นอาจจะเอาออกมาใช้ก็ได้

    แม้อยากจะถามว่าไม่เป็นไรจริงๆเหรอ แต่พอมองสายตาที่มั่นใจของทั้งสองคงรู้ตัวดีทำอะไรลงไปและพร้อมรับผลที่ตามมาแบบนั้นแล้ว… ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องถามอะไร


     “ถ้าเป็นอย่างเอมเบรสเล่าจริงทำไมตรูเรย์อัสต้องทำขนาดนั้น แทนที่จะรีบจัดการเรื่องข่าวลือทั้งสองข่าวนั้นแล้วรับความดีความชอบผลงานที่จัดการได้เร็วไป กลับเลือกถ่วงเวลาให้นานที่สุดเพื่อทำให้เอมเบรสเสียชื่อเสียง…เขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม?”

    “ก็เพราะเขาเกลียดฉันยังไงละ”


    ผมตอบแบบตรงประเด็นสุดๆ แบนเนอร์ที่ได้ยินอย่างดูจะยังไม่เชื่อสักเท่าไรเลยถามซ้ำ


    “เกลียดเอมเบรสถึงขนาดยอมทิ้งโอกาสดีในการทำผลงานไปเลยเหรอครับ!?”

    “ก็คงงั้นแหละจากเรื่องที่ผ่านมา”


    ในโรงเรียนเวทยูนิโอร่านั้นเต็มไปด้วยลูกขุนนางและผู้มีอำนาจต่างๆทำให้เป็นโอกาสการเข้าสังคมให้เป็นที่รู้จักหรือสร้างเครือข่าย และยังเป็นการโชว์ผลงานความสามารถตนเองที่จะมีผลในอนาคตได้

    จากความทรงจำของเอมเบรสในช่วงหลังจากเหตุการณ์เรื่องใช้เวทต้องห้ามแล้วเสียพลังไป ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วถึงฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเขาจะเป็นดูแลเรื่องของเอมเบรสเองตลอด

    ทุกครั้งที่เกิดเรื่องจะดำเนินการไปได้ล่าช้ามากจนทำให้เกิดข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับเอมเบรสมากกว่าแต่ก่อน ตอนแรกก็แค่คิดไปเองแต่พอมาดูจากความทรงจำดีๆเป็นอย่างนี้เกือบทุกครั้งเหมือนเป็นความตั้งใจ


    “ตรูเรย์อัส มาตูมาเกลียดฉันมากเลยละถึงขนาดยอมทิ้งโอกาสพวกนั้นเลยละ”

    “…ไม่อยากจะเชื่อเลย”


    แม้จะยังประหลาดใจอยู่บ้าง แต่แบนเนอร์ก็พอจะรับได้ในสิ่งผมเล่าว่าเป็นความจริง


    “นายท่านค่ะ แล้วพวกเราควรจะทำยังไงดี?”

    “นั้นสิ ทางนั้นเล่นถ่วงเวลาให้นายเสียหายจะจัดการยังไงดีเพื่อน”

    “ไม่ทำอะไรเลย”

    “ห๊ะ!?” “ค่ะ!?”


    เสียงตกใจของชาร์ลและฮันนากับคำตอบที่คาดไม่ถึง


    “เอมเบรสคุง เธอจะต้องการอย่างนี้จริงๆเหรอ?”


    ก่อนที่ใครจะได้ถามอะไร อาจารย์คามิโนว์ที่นั่งเงียบมาสักพักถึงกับถามขึ้นเพื่อยืนยันให้แน่ใจถึงความตั้งใจ ซึ่งผมก็ตอบไปตามตรง


    “ครับ ผมจะรอฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนมาเรียกตัวในอาทิตย์หนึ่งหลังจากนี้แล้วไปเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดให้ตรงกับรุ่นพี่ฟอร์เทลและแชลลี่ที่เล่าไป”

    “งั้นเหรอ… เข้าใจแล้ว”


    อาจารย์คามิโนว์พยักหน้าตอบรับก่อนลุกจากเก้าอี้เดินไปหยิบแก้วกาแฟตัวเองมาชงกาแฟเพิ่มในระหว่างที่ชงก็เรียกพวกเราคุยต่อทั้งที่ยังหันหลัง


    “ชาร์ลกับแบนเนอร์อาจารย์วานอีกทีสิ ช่วยไปห้องประชาสัมพันธ์อีกตึกหนึ่งหยิบใบบันทึกการร้องเรียนสำหรับของอาจารย์มาสองใบให้หน่อยแล้วไปเจอกันที่ห้องแนะแนวนะ ส่วนฟอร์ลเทลกับแชลลี่อาจารย์อยากให้ทั้งสองคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอีกครั้งโดยละเอียด เดี๋ยวอีกพักหนึ่งมาที่ห้องแนะแนวด้วยนะ”

    ““ครับ” ““ค่ะ””


    ว่าเสร็จอาจารย์เปิดประตูห้องออกไป ก่อนจะปิดเหมือนนึกอะไรได้เลยหันมาบอกเพิ่ม


    “เกือบลืมไป เดี๋ยวชาร์ลกับแบนเนอร์เองก็ต้องอยู่เป็นพยานตอนที่จนบันทึกด้วย!”


    ว่าจบแล้วอาจารย์ก็ปิดประตูเดินจากไป พวกเราที่เหลือต่างมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจแยกย้ายกันกลับ



    “อาจารย์เขาก็ใจดีนะ ที่อุตส่าห์พยายามช่วย”


    ผมพูดขึ้นมาขณะปั่นจักรยานโดยมีฮันนาซ้อนท้ายอยู่


    “ไม่ใช่แค่อาจารย์หรอกค่ะ เพื่อนๆและรุ่นพี่ของนายท่านก็เช่นกันฮันนาในฐานะเมดประจำตัวนายท่านเห็นว่ามีคนดีๆรอบตัวอย่างนี้น่าดีใจจัง”


    น้ำเสียงฮันนาบอกให้รู้ว่าเธอมีความสุขอย่างที่พูดจริงๆ

    ตอนนี้พวกเรากำลังขี่จักรยานกลับบ้านใช้เส้นทางหลังโรงเรียนเหมือนที่มาเมื่อเช้านี้ ผมค่อยๆปั่นจักรยานกลับอย่างช้าๆรับบรรยากาศ,สายลมและแดดยามเย็นนี้ ดวงอาทิตย์กำลังค่อยๆลงหายไปย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มเป็นสัญญาณบอกใกล้หมดวันแล้ว ไกลออกไปได้ยินเสียงของเหล่าผู้คนหลังเลิกงานและโรงเรียนกำลังกลับบ้านหรือไปไหนต่อกันสนุก

    พอนึกถึงตอนแยกกัน ทุกคนคงกำลังไปที่ห้องแนะแนวต่อตามที่อาจารย์คามิโนว์บอกเพื่อช่วยกันเขียนใบร้องเรียนจากคำบอกเล่าของรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ 

    อาจารย์ตั้งใจให้ชาร์ลกับแบนเนอร์ช่วยเป็นพยานยืนยันเรื่องที่เขียนไปนั้นเป็นความจริงตามคำบอกเล่าของรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ เพื่อเอาไปส่งฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเผื่อจะทำเรื่องของผมมันจบเร็วขึ้นได้บ้าง ต้องขอบคุณอาจารย์จริงๆที่พยายามช่วย


    “ฮันนามื้อเย็นนี้ไปอะไร?”


    จะว่าไปนี้ก็เย็นแล้วก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา พอถามไปฮันนาตอบกลับมาเหมือนคิดไว้ก่อนแล้ว


    “เย็นนี้เป็นซุปผักโขมค่ะ นายท่านพึ่งตื่นขึ้นมาหลังจากที่สลบให้ห้องพยาบาลควรทานอะไรง่ายและอุ่นเพื่อฟื้นฟูร่างกายนะคะ”

    “ก็ดีน่ะ แล้วก็ขอจานใหญ่เลยนะรู้สึกจะหิวเป็นพิเศษ”

    “เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวจะทำหม้อใหญ่ให้เลยค่ะ”

    “แล้วก็…เอาขนมปังปิ้งเพิ่มด้วยก็ดีนะ ตอนเอาขนมปังจิ๋มกับซุปกินนี้แหละอร่อยสุด!”

    “เข้าใจแล้วค่ะ เพิ่มขนมปังปิ้งด้วยนะคะ”

    “แล้วเธอก็ต้องมากินด้วยกันน่ะ”

    “ไม่ได้ค่ะ ฉันที่เป็นแค่สาวใช้การไปทานร่วมโต๊ะเดียวเป็นเรื่องที่ไม่ควร…”

    “ตามสเต็ปเธอควรตอบว่า ‘เข้าใจแล้วค่ะ ถ้างั้นขออนุญาตรวมโต๊ะด้วยนะคะนายท่าน’ พร้อมส่งยิ้มให้สิ!”

    “……”

    “อย่างเงียบไปสิฮันนา ทางนี้อายเป็นน่ะ!”


    พอฮันนาเห็นผมอายหน้าแดงที่พูดเรียนเสียงแบบเธอก็ยิ้มออกมา อายเหมือนกันนะที่ทำแบบนี้… แต่เท่าเถอะ…


    “ในที่สุดก็ยอมยิ้มสักทีเห็นทำหน้าเศร้ามาตั้งแต่เมื่อกี้นี้”


    ตั้งแต่แยกกับทุกคนที่ห้องพยาบาลฮันนาเอาแต่ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา


    “ก็เข้าใจเพราะเรื่องคุยในห้องพยาบาลเลยทำหน้าอย่างนั้น แต่ไม่เป็นไรหรอกอีกแค่อาทิตย์เดียวเดี๋ยวเรื่องก็จบแล้วอย่าไปคิดมากเลย”

    “……”


    เธอไม่ได้ตอบอะไรเหมือนกำลังลังเลอยู่ว่าจะถามดีหรือไม่… 


    “…นายท่านค่ะ ทำไมถึงใจเย็นกับเรื่องพวกนี้ได้ละคะ?”


    เธอตัดสินใจถามออกมา พอได้ยินอย่างนั้นรู้สึกได้เลยว่าต้องการคำตอบจริงจังผมตัดสินใจจอดจักรยานข้างทางหันไปคุยกับฮันนาดีๆ

    ทันทีที่หันไปก็เห็นแววตาของฮันนาเต็มไปด้วยความเศร้าหมองและสงสารซึ่งต้นเหตุของความรู้สึกเหล่านั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล คือคนที่เธอกำลังมองอยู่ตรงหน้าหรือตัวผมเอง


    “ถึงนายท่านบอกว่า‘แค่อาทิตย์เดียวเดี๋ยวเรื่องก็จบ’ก็ตาม แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือตั้งอาทิตย์กว่าเรื่องนี้จะจบ! ทั้งคำดูถูก คำนินทา คำด่าทอ ทั้งต่อหน้าและลับหลังที่ได้ยินมา ความเข้าใจผิดและการทำร้ายอย่างเพื่อนในห้องเรียนของนายท่านเองก็อีกนี้แค่พึ่งวันแรกเองแท้แต่นายท่านขนาดนี้ แต่นี่ต้องบอกเจออย่างนี้ทั้งอาทิตย์เลยนะคะ!!”


    เสียงที่ใส่อารมณ์ของเธอพูดออกมาไม่หยุดจนเริ่มหอบ ฮันนาพักหายใจครู่หนึ่งก่อนถามสิ่งที่คาใจมาตลอดตั้งแต่ตอนประชุมในห้องพยาบาล


    “แล้วทำไมนายท่านยังใจเย็นได้อีกละคะ!?”


    เธอถามออกมาและผมคิดว่าคนอื่นๆในห้องคงคาใจเรื่องนี้ไม่ต่างจากฮันนา

    คำถามนั้นทำให้ผมนึกย้อนภาพสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ อย่างภาพของผู้คนที่ต่างพูดนินทาผมทุกที่ที่ผมไปจนต้องปลีกตัวหนีออก หรือไม่ก็ภาพของเบลก้าที่ต่อยหน้าผมเต็มแรงหรือภาพพวกออกัสที่หาเรื่องจะทำร้ายผมเพราะความเข้าใจผิด พอเห็นภาพพวกนี้แล้วคำตอบที่พอจะตอบได้คือ…


    “ฉันชินแล้วนะ ฮันนา”


    นั้นคือคำตอบที่ตรงสุด

    มีคนเคยบอกว่าความชินชานั้นน่ากลัวกว่าที่คิด คงเหมือนการที่ทำผิดอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกผิดมากแต่พอทำครั้งที่สองและสามไปเรื่อยๆความรู้สึกผิดนั้นจะน้อยลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ก็เช่นกัน

    นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอมเบรสโดนเรื่องที่ขึ้นอย่างวันนี้ ความทรงจำและความรู้สึกในอดีตบางส่วนทำให้เข้าใจว่าตัวเอมเบรสโดนอย่างนี้มานานแล้วหลังจากเสียพลังไป ภาพที่เห็นโดนว่าและทำร้ายที่ผมเห็นแล้วสะใจในอนิเมะแค่หนึ่งในสิบหรือยี่สิบเลยก็ว่าได้ไม่เคยรู้มาก่อน

    เหมือนกับวันนี้ที่โดน… เหมือนกับวันก่อนที่โดน… เหมือนกับอาทิตย์ก่อนที่โดน… เหมือนกับเดือนก่อนที่โดน… ในวันพรุ่งนี้และวันอื่นๆต่อจากนี้ก็ไม่ต่าง

    …และเพราะอย่างนั้น ถึงได้ชินแล้วยังไงละ

    .

    .

    .

    ……แต่น่าแปลกกลับมีอย่างหนึ่งที่ไม่ชิน

    ภาพใบหน้าเศร้าที่เหมือนจะร้องของฮันนาเป็นภาพไม่ค่อยๆได้เห็น ไม่สิ…ต้องพูดว่าไม่อยากเห็นเลยต่างหาก ภาพฮันนาที่กังวลเรื่องข่าวลือของผม ภาพฮันนาที่ก้มหัวขอร้องทั้งน้ำตาให้ช่วยเป็นพยานให้ผม พอลองนึกภาพในตอนนั้น…มันชั่งเจ็บปวดเหลือเกิน

    …ไม่ใช่แค่ภาพของฮันนา ภาพของชาร์ล,แบนเนอร์และอาจารย์คามิโนว์ที่ผิดหวังพยายามช่วยผมแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ภาพของรุ่นพี่ฟอร์เทลและแชลลี่ที่คิดว่าเป็นความผิดของพวกตัวเองที่ทำให้ผมมาเจอเรื่องร้ายพวกนี้ เป็นภาพที่เอมเบรสไม่เคยเห็นมาก่อน…

    แค่นึกถึงภาพพวกนั้นแล้ว…ความโกรธก็พุ่งพรวดขึ้นมา!!!

    แม้มันจะไม่ใช่อารมณ์โกรธที่เหมือนตอนร้านฮอดดอกทที่อยู่ๆก็โกรธขึ้นมาจนคุ้มไม่อยู่ครั้งนี้มันต่างกัน แม้จะอธิบายไม่ถูกแต่มันเป็นความโกรธของผมเองและมันบอกว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้!


    “นี้ฮันนา…”


    แต่ผมก็จนปัญญาจะแก้สถานการณ์ตรงหน้า ทั้งเรื่องทำร้ายรุ่นพี่ในสวนบาดแผลบนมือเป็นฝีมือผมจริงถ้าโดนเอาเป็นหลักฐานก็ไร้ข้อแก้ตัว แถมเรื่องทะเลาะในร้านอาหารยิ่งแล้วใหญ่เรื่องรูปถ่ายไม่รู้ว่ามีจริงมั้ย 

    ถ้าจริงไม่ใช่แค่ผมทั้งรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่จะโดนไปด้วยยิ่งพวกเธอยอมเป็นพยานไปเล่าทุกอย่างให้ฟังเพื่อจะช่วยแต่นับว่าเป็นโชคร้ายที่คนได้ฟังดันเป็นตรูเรย์อัส มาตูมา คนที่เกลียดผมสุดๆต้องการทำลายชื่อเสียงที่เหลืออยู่เล็กน้อยของผมแถมกะจะเอามาเป็นฐานเหยียบตำแหน่งขึ้นไปอีก ถึงขนาดขู่ไม่ให้พวกเธอพูดด้วย!

    พอคิดดูดีๆ…ไม่แน่เขาอาจจะรู้เรื่องรูปถ่ายนั้นด้วย?…นั้นยิ่งแย่เข้าไปอีก! 

    ถ้าที่คิดเป็นเรื่องจริงเป็นไปได้ทางชมรมนิตยสารและวารสารคงรู้เรื่องที่รุ่นพี่ฟอร์เทลและแชลลี่ไปบอกความจริงแล้วก็ได้…

    แย่ละ! ถ้าทางนั้นรู้แล้วมีรูปถ่ายที่ว่านั้นจริงละก็พวกเขาต้องเอาออกมาใช้แน่ๆอาจจะเอามาใช้พรุ่งนี้เลยก็ได้ ถ้าเป็นงั้นจริงก่อนที่จะได้พูดอะไรหรือออกตัวว่า ‘ตัวเองเป็นคนทำทั้งหมดพวกเธอไม่เกี่ยว’ แค่ไหนก็สายเกินไปรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่จะโดนข่าวพวกนั้นเล่นงานเหมือนที่ผมโดนอยู่หรือหนักกว่า……ไม่นะ! จะปล่อยให้จบอย่างนี้ไม่ได้!


    ทำไงดีๆ ทำยังไงดี! คิดสิวีระคิดสิ!!!


    ‘ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ทุกอย่างจะสายเกินไป’ แม้จะรู้อยู่เต็มอกคิดยังไงก็ไม่มีความคิดดีๆออกมาเลย ทุกอย่างดูตันไปหมดเหมือนประตูทางออกที่ถูกปิดตายไม่มีทางออกไปได้เลย!


    บ้าเอ๊ย อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งทีจะปล่อยให้มันจบแบบนี้ไม่ได้…จะปล่อยให้จบแบบBadEndอย่างนี้ไม่ได้!………

    .

    .

    .

    …ไม่สิ


    “ฉันขอเปลี่ยนแผน…”


    ใช่…ต้องเปลี่ยนแผนใหม่… เปลี่ยนความคิดใหม่…เปลี่ยนความรู้สึกใหม่… ไม่สิ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนที่ถูกต้องคือ…

    ต้องเปลี่ยนตัวเองใหม่เลยต่างหาก!

    ตัวเองนั้นยังยึดติดกับความคิดเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ ภาพเก่าๆ ตัวตนตัวเองในโลกเก่าๆอยู่เลย ตัวตนของนักศึกษามหาลัยธรรมดาคนหนึ่งนั้นคือตัวผมเองในอดีตแต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวฉันว่าตอนนี้ฉันคือใคร

    ตอนนี้ฉันคือ เอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม ตัวร้ายประจำอนิเมะเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอใช้ชีวิตให้มันเทพสุดๆไปเลย ตัวร้ายเจ้าเล่ห์จอมวางแผนเล่นสกปรกมากมายผู้เป็นศัตรูกับผู้กล้าริวจิและพรรคพวกผู้กล้าที่ใครหลายคนต่างเกลียดขี้หน้าเชียวน่ะ

    เรื่องอะไรจะยอมให้โดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวกันล่ะ! เรื่องที่วีระทำไม่ได้แต่ถ้าเป็นเอมเบรสทำได้แน่นอน!


    “พวกเราจะไปกินข้างนอกดีกว่า!”


    เมื่อตัดสินได้แล้วผมเลยขึ้นไปปั่นจักรยานต่อไปสู้เส้นทางใหม่โดยมีฮันนาซ้อนท้ายรถตามมา

    ในเมื่อเกิดใหม่เป็นตัวร้ายของเรื่องทั้งทีแล้วละก็ขอทำตัวให้สมเป็นตัวร้ายของเรื่องมันซะเลยละกัน!!!



    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้! ที่คุณอ่าน