สุดยอดนักผจญภัย

    ประวัติเกาะลอยฟ้า

    ไลท์และเบเรียลสั่งเหล้าแบบพิเศษที่มีเฉพาะแถบนี้ที่มีเท่านั้น 

    “ รสชาติไม่เลวเลย ” ไลท์พูดหลังจากที่ลองดื่มเหล้าแบบพิเศษแล้ว

    “ แต่ฉันว่ารสชาติยังเบาไปหน่อยน่าจะแรงกว่านี้อีกนิดนึง ” เบเรียลพูดบ้าง

    “ หรอแต่ฉันว่าแบบนี้มันก็กำลังดีแล้ว ” ไลท์พูด 

    “ ก็นะอยู่ที่แต่ละคนจะชอบแบบไหนด้วย ” เบเรียลยิ้ม 

    อาหารบนเรือบินแม้ว่ามันจะไม่ได้มีราคาแพงแต่มันก็ไม่ได้ถูกเกินไป

    ผ่านไปกว่าสองชั่วโมงแล้วยังเหลืออีกหกชั่วโมงกว่าจะถึงเกาะลอยฟ้า

    เรือบินกำลังลอยอยู่เหนือก้อนเมฆเสียอีก ความสูงนี้สูงพอๆกับการนั่งเครื่องบินเลย 

    หลังจากที่ไลท์และเบเรียลดื่มเหล้าเสร็จแล้วก็ออกมายืนรับลมด้านนอก

    “ เย็นสบายดีจัง ” เบเรียลพูดพร้อมกับมองไปยังก้อนเมฆสีขาวที่ลอยอยู่ด้านหน้า 

    “ ฉันเองก็ชอบบรรยากาศแบบนี้เหมือนกันนะ สายลมมันทำให้ร่างกายสดชื่น แสงแดดก็ทำให้ร่างกายรู้สึกมีพลัง” ไลท์พูดขึ้น เพราะในอดีตตอนที่เขาสามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เขาก็ชอบบินขึ้นมาบนท้องฟ้าเพื่อรับสายลมและแสงแดดด้านบนนี้

    “ นั้นสินะ ” เบเรียลพยักหน้า

    “ จริงสินายมาจากด้านนอกหอคอยแห่งนิรันดร์ใช่ไหม ” เบเรียลถามขึ้น

    “ ใช่แล้วล่ะ หมู่บ้านที่ฉันจากมาเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆเองไม่มีแม้กระทั้งจอมเวทย์หรือนักสู้.. ” ไลท์พูดถึงหมู่บ้านโกแลนซ์ที่เขาจากมา 

    “ เป็นหมู่บ้านที่สงบสุขดีนะ ไว้อนาคตพวกเราไปที่หมู่บ้านของนายกัน ” เบเรียลพูดขึ้น

    “ ได้สิ ”ไลท์ยิ้มขึ้น 

    ในขณะที่ไลท์กำลังยืนคุยอยู่กับเบเรียล จู่ๆก็มีเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องของผู้คนดังขึ้น

    ไลท์และเบเรียลมองหน้ากันก่อนที่จะรีบวิ่งไปดูเหตุการณ์ทันที 

    “ ให้ตายเถอะทำไมพวกมันถึงต้องมาปล้นเรือลำนี้ด้วยนะ ” เบเรียลบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ

    ไลท์เองก็ขมวดคิ้วไม่พอใจเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

    ไม่นานทั้งสองก็มาถึงจุดเกิดเหตุ

    เป็นกลุ่มคนสวมหน้ากากกว่ายี่สิบคนในมือของพวกมันถือปืนไรเฟิลไม่ก็ดาบและคฑาจอมเวทย์ ส่วนด้านหลังของพวกมันก็มีผู้คุ้มกันที่นอนสลบอยู่สามคน 

    ส่วนรอบๆก็มีผู้คนมองดูอยู่ด้วยความหวาดกลัวแต่ก็ไม่กล้าที่จะหนีไปไหน นอกจากนี้ก็ยังมีจอมเวทย์ไม่ก็นักสู้บางคนที่กำลังมองดูพวกกลุ่มคนที่สวมหน้ากากด้วยแววตาเย้ยหยันไม่ก็เหยียดหยาม

    เนื่องจากพวกคนที่สวมหน้ากากส่วนมากจะอยู่ในระดับBแต่ก็มีระดับAเพียงแค่สามคนเท่านั้น ซึ่งคนแบบนี้กล้าที่จะโจมตีเรือบินที่มีคนแข็งแกร่งอยู่เป็นจำนวนมาก แบบนี้จะไม่เรียกพวกมันว่าคนโง่จะให้เรียกว่าอะไร

    แต่ทว่าไลท์และเบเรียลมองหน้ากันก่อนที่จะเห็นความจริงจังของอีกฝ่าย เนื่องจากทั้งสองสัมผัสได้ว่ามีหนึ่งคนในกลุ่มคนสวมหน้ากากที่เก็บออร่าได้อย่างดีจนทำให้ทั้งสองไม่สามารถสัมผัสถึงพลังได้ ซึ่งคนที่สามารถทำแบบนี้ได้ส่วนมากจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งและทั้งสองก็คาดเดาว่าคนคนนั้นจะต้องอยู่ในระดับSอย่างแน่นอน

    ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนของคนสวมหน้้ากากดังขึ้น  “ ไสหัวออกมารวมกันตรงนี้ให้หมดไม่งั้นฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน ” 

    แต่ทว่าก็ยังไม่มีใครที่เดินไปตามที่ชายสวมหน้ากากตะโกน

    “ พวกแกคิดว่าฉันไม่กล้าสินะ ” ชายสวมหน้ากากตะโกนพร้อมกับสั่งให้คนสวมหน้ากากที่ถือปืนไรเฟิลยิงไปหาฝูงชนทันที 

    ปัง ปัง ปัง

    กระสุนพุ่งเข้าหาฝูงชนทันทีเพียงแต่ก็มีกำแพงดินมารับกระสุนทั้งหมดเอาไว้ 

    “ เหอะอย่างพวกแกเนี้ยนะจะมาปล้นเรือบินลำนี้? มันจะไร้สาระเกินไปหน่อยไหม ” ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนในชุดผู้คุ้มกันเดินออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าเย้ยหยัน

    เมื่อผู้คุ้มกันของเรือบินเดินออกมา ทุกคนต่างก็ส่งเสียงตะโกนขึ้นให้จัดการกับพวกกลุ่มคนสวมหน้ากากทันที 

    “ ก็แค่ระดับAไม่กี่คนคิดว่าจะชนะพวกเราได้งั้นหรอ ” ชายสวมหน้ากากหัวเราะก่อนที่จะพูดขึ้น

    “ แล้วพวกแกก็จะรู้เอง ” หัวหน้าผู้คุ้มกันตะโกนขึ้นก่อนที่จะพุ่งตัวไปหากลุ่มคนสวมหน้ากากทันที

    และแล้วการต่อสู้ก็เกิดขึ้น 

    ไลท์หรือคนอื่นๆไม่ได้เข้าไปช่วย เนื่องจากผู้คุ้มกันมีหน้าที่ในการรับผิดชอบความปลอดภัยของคนบนเรือบิน อีกอย่างนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเขา ถ้าหากจะให้พวกเขาลงมือล่ะก็เกรงว่าต้องรอให้ผู้คุ้มกันเหล่านี้พ่ายแพ้ไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ อาทิเช่นถูกผู้คุ้มกันด่าเรื่องแย่งผลงาน

    การที่ผู้คุ้มกันมีผลงานความสำเร็จยิ่งเยอะก็ยิ่งมีงานเข้ามาเรื่อยๆ แต่ถ้าหากผู้คุ้มกันมีงานที่มีอัตราความสำเร็จน้อยใครจะไปจ้างกันล่ะจริงไหม? เพราะแบบนี้เองทุกคนบนเรือบินจึงไม่เคลื่อนไหวนั่นเอง

    การต่อสู้กินเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็จบลง ซึ่งเป็นการจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของผู้คุ้มกัน

    ในตอนแรกผู้คุ้มกันเหมือนจะได้เปรียบอยู่แต่จู่ๆก็มีคนที่สวมหน้ากากคนหนึ่งพุ่งตัวออกมาก่อนที่จะจัดการกับผู้คุ้มกันทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว 

    “ เอาละทีนี้พวกแกทั้งหมดจะทำอย่างไงกันต่อ? ” น้ำเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมาจากภายใต้หน้ากากที่เป็นคนจัดการกับผู้คุ้มกันทั้งหมด

    “ ฉันจะจัดการพวกแกเอง ” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงเดินออกมาจากฝูงชน 

    ทุกๆคนต่างก็มองไปยังชายวัยกลางคนทันที

    ไม่นานก็มีคนจำได้ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้คือจอมเวทย์พนเจรที่มีความแข็งแกร่งในระดับA+ที่มีชื่อเสียง

    “ ฟาดาวิช ” หญิงสวมหน้ากากพูดขึ้น

    “ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนจำฉันได้ด้วย ” ฟาดาวิชหัวเราะ

    “ ในเมื่อพวกแกก็รู้ว่าฉันเป็นใครเพราะงั้นพวกแกควรยอมโดนจับแต่โดยดีไม่งั้นพวกแกจะต้องเจ็บตัวแน่ ” ฟาดาวิชพูดอย่างหยิ่งผยอง 

    “ ฉันเองก็อยากจะรู้นักว่าแกจะแข็งแกร่งอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่ ” หญิงสวมหน้ากากพูด

    “ งั้นพวกแกก็ตายไปซะ ” ฟาดาวิชเร่งพลังเวทย์ก่อนที่จะโบกมือเบาๆกลายเป็นคลื่นลมที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนสวมหน้ากากทันที

    “ ก็แค่ของเด็กเล่น ” หญิงสวมหน้ากากเย้ยหยัน จากนั้นเธอก็หยิบคฑาเวทย์ออกมาพร้อมกับโบกเบาๆหนึ่งครั้งและเปลวเพลิงสีขาวก็ปะทุออกมาพร้อมกับกลืนกินคลื่นลมของฟาดาวิชจนหมด 

    “ ยังไม่หมดหรอกน่า ” ฟาดาวิชคำรามก่อนที่จะใช้เวทย์โจมตีอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรหญิงสวมหน้ากากได้เลย

    “ ของเด็กเล่นหมดแล้วหรือยัง? ” หญิงสวมหน้ากากถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

    “ แกนะแก!! ” ฟาดาวิชกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ

    ไลท์ที่ได้เห็นก็ส่ายหน้าเบาๆ เพราะไม่ว่ายังไงฟาดาวิชก็ไม่สามารถเอาชนะหญิงสวมหน้ากากได้เพราะความแข็งแกร่งมันต่างกันเกินไป

    “ พอได้แล้วน่า เธอจะไปแกล้งเจ้าหมอนั้นทำไมกัน? ในเมื่อเธออยู่ในระดับS ส่วนเจ้าหมอนี้ก็แค่ระดับAเอง” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับเดินออกมาจากฝูงชน

    ทันทีที่ทุกคนได้ยินคำพูดของไลท์ก็เข้าใจได้ทันที พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจที่ผู้คุ้มกันหรือฟาดาวิชก็ไม่สามารถเอาชนะหญิงสวมหน้ากากได้ก็เพราะเธออยู่ในระดับSนั่นเอง 

    “ แกเป็นใครกัน…แน่ ” หญิงสวมหน้ากากที่พูดอยู่น้ำเสียงก็เริ่มสั่นไหวและกลายเป็นหวาดกลัว

    “ ดูเหมือนว่าเธอก็รู้ตัวตนของฉันแล้วนิ เพราะงั้นจะยอมถูกจับดีๆหรือจะให้ฉันฆ่าพวกเธอทิ้งทั้งหมด ” ไลท์ยิ้มขึ้นก่อนที่จะมีคนห้าคนยืนล้อมกลุ่มคนที่สวมหน้ากากเอาไว้

    หญิงสวมหน้ากากมองดูรอบๆก็พบว่าเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ นี้คือกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้

    “ ดูเหมือนว่าดวงของฉันจะจบลงแค่นี้สินะแต่ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ยอมแพ้และจะต้องฆ่าเจ้าสารเลวไดนัสให้ได้!! ” หญิงสวมหน้ากากกัดฟันพูดออกมา

    “ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะไปมีความแค้นกับใครที่ไหนและเธอจะไปฆ่าใคร แต่มันไม่ควรที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนแบบนี้ ” ไลท์พูดขึ้น

    “ อย่างนายก็พูดได้นิลองนายมาเป็นฉันบ้างไหม ” หญิงสวมหน้ากากตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

    “ งั้นฉันว่าเธอควรที่จะสงบสติอารมณ์สักหน่อยแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้นก่อนที่จะหันไปมองเบเรียล

    เบเรียลพยักหน้ารับพร้อมกับโบกมือเบาๆ

    ทันใดนั้นกลุ่มคนสวมหน้ากากทั้งหมดก็กลายเป็นรูปปั้นประติมากรรมน้ำแข็งไปทันที

    คนที่ดูอยู่รอบๆก็พากันตกใจก่อนที่จะมีคนจำได้ว่าไลท์และคนอื่นๆคือกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้นั่นเอง 

    ทันใดนั้นเสียงเฮของผู้คนก็ดังขึ้นพร้อมกับคำสรรเสริญให้กับเดธปาร์ตี้ 

    แต่ทว่าจู่ๆก้อนน้ำแข็งของหญิงสาวสวมหน้ากากก็แตกออกมา

    “ เทพธิดาเหมันต์!! ” หญิงสาวกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เพราะการที่จะทำลายน้ำแข็งของเบเรียลได้ต้องใช้พลังเยอะเอาเรื่อง

    ไลท์ที่เห็นดังนั้นเขาก็ไปโผล่ด้านหน้าของหญิงสาวและต่อยเข้าไปที่ท้องของเธอจนล้มลงด้วยความเจ็บปวดจากนั้นเขาก็ทำการใส่กุญแจผนึกเวทย์ทันที

    จากนั้นไลท์ก็ให้เบเรียลสลายน้ำแข็งทิ้ง

    เมื่อกลุ่มคนสวมหน้ากากได้รับการปลดปล่อยก็พากันล้มลงไปนอนกับพื้นพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านเพราะความหนาว

    จากนั้นไลท์ก็นำกุญแจผนึกเวทย์ออกมาล็อคมือของกลุ่มคนที่สวมหน้ากากเอาไว้ทั้งหมด

    “ บอกให้เจ้าหน้าที่พาตัวคนเหล่านี้ไปขังคุกให้หมด ” ไลท์พูดกับเจ้าหน้าคนหนึ่ง

    “ ครับท่านไลท์ ” เจ้าหน้าที่ตอบรับด้วยความตื่นเต้นและพาตัวของกลุ่มโจรสวมหน้ากากไปขังคุก 

    หลังจากที่จัดการกับพวกโจรปล้นเรือบินเสร็จแล้วพวกไลท์ก็ถูกฝูงชนพากันขอถ่ายรูปไม่ก็ขอลายเซ็นต์กันอย่างบ้าคลั่ง 

    กว่าที่พวกไลท์จะแยกออกมาจากฝูงชนได้ก็ใช้เวลาไปกว่าสองชั่วโมง 

    ภายในห้องนอนของไลท์

    “ ให้ตายเถอะ ” ไลท์นอนบนเตียงพร้อมกับบ่นออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาดาราออกงานถึงต้องมีบอดี้การ์ดคอยป้องกันรอบๆเพื่อไม่ให้แฟนคลับบุกเข้ามาประชิดตัว

    ส่วนเบเรียลที่อยู่ด้านข้างที่เห็นท่าทีของไลท์ก็หัวเราะออกมา

    “ เหนื่อยมากไหมไลท์? ” เบเรียลถามด้วยความเป็นห่วง เพราะไลท์เป็นคนที่ถูกฝูงชนรุมล้อมมากที่สุดแถมยังต้องเซ็นต์ลายเซ็นต์มากที่สุดอีกด้วย ส่วนคนที่รองลงมาก็คือเธอและเดซี่ 

    “ ก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจออกมา

    หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปจนกระทั้งใกล้จะถึงเกาะลอยฟ้าแล้ว

    ไลท์มองออกไปนอกหน้าต่าง

    ด้านหน้าของไลท์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งเมืองลอยฟ้าแห่งนี้ราวกับถูกยกออกมาจากพื้นดิน เนื่องจากใต้เกาะลอยฟ้าก็ยังมีดินติดอยู่

    ไม่นานเรือบินก็มาจอดอยู่ที่ท่าเรือบิน

    พวกไลท์เดินไปที่เมืองเฮฟเว่นฮาวด้วยตัวเอง เนื่องจากเมืองเฮฟเว่นฮาวอยู่ห่างจากท่าเรือบินอยู่สิบกิโลเมตร จึงทำให้มีรถม้าบริการให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    พวกไลท์ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่เดินเท้าไปที่เมืองเฮฟเว่นฮาว เพราะมีคนจำนวนมากที่เดินไปที่เมืองเฮฟเว่นฮาวเหมือนกัน เนื่องจากระยะทางที่ไกลทำให้ด้านข้างมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น สวนดอกไม้หรือไม่ก็ต้นไม้แบบแปลกๆที่มีเฉพาะบนเกาะลอยฟ้าเท่านั้น 

    พวกไลท์เองก็เดินดูรอบๆเมืองเฮฟเว่นฮาวก่อนที่จะเข้าไปในเมือง 

    ต้องบอกว่ารอบๆเกาะลอยฟ้ามีกำแพงขนาดใหญ่กั้นเอาไว้ไม่ให้มีคนตกลงไปด้านล่าง 

    เมืองเฮฟเว่นฮาวเป็นเมืองขนาดใหญ่ ตึกต่างๆถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและสวยงาม แต่ก็ดูแปลกตาไปสักเล็กน้อย 

    จากที่ไลท์รู้มา เกาะลอยฟ้าแห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อหกร้อยปีก่อน มันถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหค 

    มนุษย์วิหคเป็นเผ่าพันธุ์ครึ่งมนุษย์ครึ่งวิหค มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีหัวเป็นวิหค ด้านหลังมีปีกตามสายพันธุ์ของพันธุ์วิหคแต่ละชนิด 

    มนุษย์วิหคมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่งในเวลานั้นราชามนุษย์วิหคเป็นถึงตัวตนระดับSSและมีระดับSอีกหลายตัว นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของมนุษย์วิหคก็มีมากกว่ามนุษย์มาก เนื่องจากการที่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้หลากหลายธาตุและมีความเร็วอยู่แล้วจึงทำให้มนุษย์ในเวลานั้นเอาชนะเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคได้ยากมากๆ 

    ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถสู้กับมนุษย์วิหคได้ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเจรจากัน 

    หลังจากที่มนุษย์เจรจากับมนุษย์วิหคแล้ว ทั้งสองก็จับมือกันเป็นพันธมิตรและมนุษย์ก็สร้างเมืองขึ้นบนเกาะลอยฟ้า ซึ่งก็คือเมืองเฮฟเว่นฮาวนั่นเอง

    ทั้งสองเผ่าพันธุ์เป็นพันธมิตรที่ยาวนานมากๆ

    จนกระทั้งเวลาก็ผ่านไปสามร้อยกว่าปี เผ่าพันธุ์วิหคเริ่มที่จะตกต่ำลงเนื่องจากตัวตนระดับSSของเผ่าพันธุ์วิหคไม่ได้ปรากฏขึ้นมาอีกเลยนับตั้งแต่ระดับSSคนล่าสุดก็คือเมื่อสองร้อยปีก่อน นอกจากนี้อัตตาการขยายพันธ์ก็ยังช้ากว่ามนุษย์อยู่มากทำให้เผ่าพันธุ์วิหคเริ่มที่จะเป็นรองฝ่ายมนุษย์

    เมื่อมนุษย์วิหคตกต่ำลงมาเรื่อยๆ มนุษย์เรื่มยึดครองพื้นที่เกือบทั้งหมดบนเกาะแห่งท้องฟ้าแต่พวกเขาก็ยังเหลือพื้นที่หนึ่งในห้าของเกาะให้กับมนุษย์วิหคในการอยู่อาศัย

    ภายหลังมีการเปิดเผยเกาะลอยฟ้าขึ้นทำให้เกาะลอยฟ้ากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเผ่ามนุษย์ทำให้มีเผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วนพากันมาท่องเที่ยวที่นี้แม้กระทั้งบางคนก็คิดที่จะสร้างบ้านอาศัยอยู่ที่นี้เลย

    กระทั้งปัจจุบันบนเกาะลอยฟ้าก็ยังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคอาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีเป็นจำนวนมากเหมือนกับเมื่อก่อน แต่ก็มีอยู่ประมาณสี่ถึงห้าหมื่นตนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ส่วนตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์วิหคก็คือ ราชาวิหคคนปัจจุบันที่แข็งแกร่งในระดับSอยู่หนึ่งตนและระดับSอีกประมาณห้าตน

    ส่วนมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเกาะท้องฟ้าพวกเขามีจำนวนไม่ต่ำกว่าสองแสนคนและคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเจ้าเมืองเฮฟเว่นฮาวที่เป็นถึงตัวตนระดับSเช่นกัน และยังมีระดับSอีกกว่าห้าคนที่อยู่อาศัยอยู่ในเกาะลอยฟ้าแห่งนี้ 

    ไม่นานไลท์ก็เดินมาถึงเมืองเฮฟเว่นฮาวแล้ว