เมื่อเด็กชายจูหงเฟยรู้ว่าเคล็ดดูดซับพลังปราณของผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติที่องค์กรสหประชาชาติ หรือ UN เผยเเพร่ออกไปทั่วโลกนั้นก็คือเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจแห่งมิติจักรวาล ซึ่งเป็นเคล็ดเดียวกันกับที่เขาได้มาจากระบบเทพยุทธ์
จูหงเฟยจึงไม่รอช้า เขาเปิดประตูออกไปจากห้องนอนส่วนตัวบนเครื่องบินสุดหรูด้วยความสงสัยในทันที
"พี่พฤกษาอี้ครับ เคล็ดดูดซับพลังปราณที่องค์กรสหประชาชาติเผยแพร่มันมีที่มาที่ไปยังไงเหรอครับ"
"ทำไมเคล็ดดูดซับพลังปราณของกายาปราณแห่งมิติที่เผยแพร่ออกไปมันถึงได้เหมือนกับเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจแห่งมิติจักรวาลที่ผมฝึกฝนอยู่เป๊ะๆเลยครับ" จูหงเฟยถามท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนด้วยความสงสัย ซึ่งตอนนี้ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนกำลังนั่งดื่มกาแฟและกินปาท่องโก๋อยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์บนเครื่องบิน
"คือเรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปค่อนข้างยาวนะขอรับ ท่านผู้อาวุโสจู" แล้วท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนก็กล่าวอธิบายให้กับจูหงเฟยฟัง สรุปใจความได้ว่า
ในตอนที่เผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณกำลังถูกเผ่าพันธุ์อสูรโจมตีอย่างหนักจนเกือบที่จะพ่ายแพ้อยู่แล้วนั้น เหล่าจักรพรรดิเซียนของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณทั้ง 7 ท่านได้ทำการประชุมเพื่อที่จะหาทางรอดและกอบกู้สถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่
จักรพรรดิเซียนทั้ง 7 ท่านจึงได้กำหนดแผนการที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา นั่นก็คือ *การตามหาโลกสีน้ำเงินในตำนาน* ซึ่งเป็นโลกต้นกำเนิดของทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์อสูรบนโลกวิถีปราณ
จุดประสงค์หลักก็คือต้องการที่จะนำเอาทรัพยากรพลังปราณที่มีชื่อว่า *มหาวิบัติโกลาหล* มาใช้ในการทำลายล้างเผ่าพันธุ์อสูรให้สิ้นซาก
โดยที่ทรัพยากรพลังปราณมหาวิบัติโกลาหลนี้มีอยู่เฉพาะที่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้เท่านั้น
ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาทรัพยากรพลังปราณมหาวิบัติโกลาหลเป็นทรัพยากรพลังปราณที่ทรงอานุภาพที่สุด มีพลังปราณที่มากมายมหาศาลที่สุด เรียกได้ว่ามีพลังมากกว่าการนำทรัพยากรพลังปราณของทั่วทั้งโลกวิถีปราณมารวมกันเสียอีก
ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติผู้เป็น 1 ใน 7 จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงได้อาสาที่จะเป็นผู้ออกตามหาโลกสีน้ำเงินในตำนาน เพราะท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิตินั้นเป็นเพียงท่านเดียวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สามารถเปิดประตูมิติแล้วเดินทางข้ามไป-มาระหว่าง 2 โลกได้
ส่วนผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติอีก 3 คนของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณนั้น พวกเขาทั้ง 3 คนยังไม่บรรลุขั้นเซียนเลยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถเปิดประตูมิติระหว่าง 2 โลกได้
จนกระทั่งเมื่อท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติได้ค้นพบโลกสีน้ำเงินในตำนานจากดวงดาวนับล้านๆดวงในห้วงจักรวาล โดยการระบุตำแหน่งมิติของโลกสีน้ำเงินมาจากกลุ่มดาวหมีใหญ่หรือก็คือกลุ่มดาวกระบวย
ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติ จึงได้ทำการเปิดประตูมิติระหว่าง 2 โลกแล้วข้ามมายังโลกสีน้ำเงิน โดยจุดประสงค์ก็เพื่อค้นหาทรัพยากรพลังปราณมหาวิบัติโกลาหล
แต่เมื่อท่านหมื่นมิติใช้เวลาบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ไปได้เพียงแค่ 7 วันตามเวลาของโลกสีน้ำเงิน ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติก็ต้องรีบกลับไปโลกวิถีปราณเพราะสถานการณ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสงครามกำลังย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยที่ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติยังค้นหาทรัพยากรพลังปราณมหาวิบัติโกลาหลไม่พบ
ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเมื่อกลับไปที่โลกวิถีปราณแล้วก็ได้ร่วมประชุมร่วมกับท่านจักพรรดิเซียนทั้ง 6 ท่านอีกครั้ง จากนั้นจึงมีการกำหนดแผนการใหม่ออกมา 2 แผนการ
แผนการที่ 1.เผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณจะใช้โลกสีน้ำเงินเป็นฐานที่มั่นเเห่งสุดท้ายในการทำสงครามกับเผ่าพันธุ์อสูร เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ มีจำนวนผู้ที่มีกายาปราณอยู่เป็นจำนวนมาก จากผลการสำรวจของท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติในช่วงเวลา 7 วัน
จากนั้นท่านจักรพรรดิเซียนทั้ง 7 ท่านจึงได้คัดเลือกปรมาจารย์ยุทธ์จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นสุดยอดของปรมาจารย์ยุทธ์ในทักษะแต่ละด้านและแต่ละกายาปราณ เเล้วทำการส่งข้ามประตูมิติระหว่าง 2 โลกเพื่อให้มาเป็นอาจารย์สอนการฝึกปราณยุทธ์ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้
และจากคำถามของจูหงเฟยที่ถามว่าทำไมเคล็ดดูดซับพลังปราณที่ทาง UN เผยเเพร่ ถึงได้เป็นเคล็ดวิชาเดียวกันกับเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจมิติจักรวาลที่จูหงเฟยฝึกฝนอยู่ก็เป็นเพราะว่า
บรรดาเหล่าจักรพรรดิเซียนทั้ง 7 ท่านต่างก็คัดเลือกเอาเคล็ดดูดซับพลังปราณที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณ แล้วเอามาถ่ายทอดให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้
เพื่อให้มนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้สามารถที่จะเลื่อนเลเวลและยกระดับเเรงค์ขึ้นให้ได้โดยเร็วที่สุด พร้อมที่จะรับมือกับการบุกของพวกอสูรให้ได้มากที่สุด
ดังนั้นเคล็ดดูดซับพลังปราณลมหายใจแห่งมิติจักรวาลของท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติซึ่งเป็นสุดยอดเคล็ดดูดซับพลังปราณของผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติ จึงถูกท่านเทพยุทธ์หมื่นมิติส่งมอบให้กับปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนนำติดตัวมาเพื่อที่จะเผยเเพร่ให้กับมนุษย์ที่มีกายาปราณแห่งมิติบนโลกสีน้ำเงินใบนี้
เมื่อท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนอธิบายเรื่องราวมาถึงตอนนี้จูหงเฟยก็เริ่มคันยุบยิบที่ปากแล้ว เขามีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ก็ยังอดใจเอาไว้ รอให้พี่พฤกษาอี้ของเขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเสียก่อนแล้วเขาจึงจะถาม
ก็จูหงเฟยเป็นเด็กที่มีมารยาทดีนี่นา..จูหงเฟยเรียนรู้เรื่องมารยาทพวกนี้มาจากการที่ถูกแม่ของเขาลงโทษบังคับให้เขาคัดลอกตำราคุณสมบัติผู้ดีไปแล้วไม่รู้ตั้งกี่ 10 กี่ 100 จบ
แต่บางครั้งหรือบ่อยๆครั้ง จูหงเฟยก็มักจะถามแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในขณะที่คนอื่นกำลังพูดอยู่ ก็จูหงเฟยยังเป็นเด็กนี่นา..แล้วใครมันจะไปถือสาเด็กได้กัน นอกจากแม่ของจูหงเฟยที่คอยบ่นด่าพร่ำสอนจูหงเฟยมาโดยตลอด
"อดทนไว้..ยังไม่ถาม ยังไม่ถาม" จูหงเฟยคิดในใจอย่างอึดอัดแล้วทำปากยุบๆยิบๆไปด้วย
ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบแล้วหยิบปาท่องโก๋ขึ้นมากินอีก 1 ชิ้น จากนั้นจึงอธิบายต่อว่า
ส่วนแผนการที่ 2.นั่นก็คือให้ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติข้ามประตูมิติระหว่าง 2 โลกกลับมาอีกครั้งพร้อมกับผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติอีก 3 คน เพื่อที่จะช่วยกันค้นหาทรัพยากรพลังปราณมหาวิบัติโกลาหลอีกครั้งอย่างละเอียด ซึ่งท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติคาดว่าจะต้องอยู่ในมิติย่อยมิติใดมิติหนึ่งบนโลกสีน้ำเงินใบนี้อย่างแน่นอน
แต่แผนการที่ 2.นี้ก็ล่าช้าออกไปถึง 15 ปีหลังจากที่พวกเราเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คน ข้ามประตูมิติระหว่าง 2 โลกมาถึงโลกสีน้ำเงินใบนี้
และเมื่อท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติได้ข้ามประตูมิติระหว่าง 2 โลกมาอีกครั้งก็มาได้เพียงแค่ปราณจิต ไม่ได้มาด้วยร่างกายที่แท้จริงของท่าน แถมปราณจิตของท่านก็ยังได้รับบาดเจ็บมาอีก
รวมทั้งผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติอีก 3 คนในโลกวิถีปราณก็ไม่ได้ข้ามประตูมิติระหว่าง 2 โลกมาพร้อมกันด้วย เรื่องนี้จึงทำให้เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์พากันวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าในขณะที่เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนอยู่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ มันจะมีเหตุการณ์เรื่องราวอันใดที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับโลกวิถีปราณบ้าง
เมื่อท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งพฤกษาอี้คุนอธิบายจบ เขาก็ยกกาแฟขึ้นมาจิบอีกหนึ่งอึก
จูหงเฟยซึ่งกระสับกระส่ายอัดอั้นตันใจอยากที่จะถามคำถามมานานแล้ว จึงรีบถามคำถามแรกออกไปว่า
"เอ่อ..พี่พฤกษาอี้ครับ ผมขอกินปาท่องโก๋สักชิ้นได้ไหมครับ.."