“เป็นบุญของตระกูลเฉินของพวกเราจริง ๆ ที่นายน้อยได้พบและเป็นเพื่อนกับเฟยหลงไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้”
“ใช่พวกเราเลยได้ดิบได้ดีไปด้วย พวกเจ้าดูท่านผู้นำตระกูลสิข้าไม่เคยเห็นท่านยิ้มแบบนี้มานานมากแล้ว”
“พวกเจ้ารีบไปทำงานได้แล้ว อย่ามามัวอู้งาน ดูสิลูกค้าเต็มร้านแล้วพวกเจ้ารีบไปดูแลเร็ว”
ตระกูลเฉินในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองไผ่งามไปแล้วแต่หลังจากที่กลับมาเฟยหลงและเฉินคงต่างเก็บตัวเงียบ เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันเฟยหลงกลับไปยังร้านตีเหล็กโหวจิ้นเพื่อรับของที่อาจารย์สั่งทำไว้เมื่อไปถึงเฟยหลงได้พบกับจื่อคงที่คอยต้อนรับเขาอยู่
“เจ้านี่สร้างวีรกรรมไว้ไม่เบาเลยนะ ขนาดอาจารย์ข้ายังเอ่ยชมเจ้าเลย”
“ข้าก็แค่ทำไปตามที่เห็นสมควร ไม่ได้หวังชื่อเสียงอะไรทั้งนั้นศิษย์พี่แล้วท่านอาจารย์อู๋ทงอยู่ที่ไหนข้ามารับเอาของที่ท่านอาจารย์อู๋ทงนัดมารับในวันนี้”
“อ๋อ ท่านอาจารย์ของข้าออกเดินทางไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้วข้าเองก็ไม่ทราบว่าเขาไปที่ไหน ส่วนของที่เจ้าสั่ง อาจารย์ของข้าได้ฝากให้ข้าเก็บเอาไว้ให้แล้วเจ้าตามข้ามาสิ”
เฟยหลงเดินตามจื่อคงเข้าไปในร้าน จื่อคงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ากระบี่พร้อมฝักที่สวยงามเล่มหนึ่งมันมีความยาวพอดีกับตัวของเฟยหลง และยังมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งอีกด้วย
“นี่คือของที่อาจารย์ของข้าทำเสร็จ เจ้ารับไปได้เลย”
“ขอบคุณศิษย์พี่จื่อคงเอาไว้ท่านแวะไปเมืองหลวงเมื่อไหรก็แวะเข้าไปเยี่ยมข้าที่สถาบันฟ้าครามบ้างนะข้าจะได้พาท่านเที่ยวชมเมืองหลวงบ้าง”
“ได้สิ เอาไว้ว่าง ๆข้าและอาจารย์จะไปเที่ยวเมืองหลวงกัน อาจารย์ข้าฝากจดหมายถึงท่านผู้อาวุโสซุนหวู่ด้วย”จื่อคงยื่นจดหมายพร้อมกับกระบี่เล่มนั้นให้กับเฟยหลงเฟยหลงนำทั้งสองเก็บเข้าไปในแหวนมิติ
“ศิษย์พี่ ข้าคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณศิษย์พี่มากที่ช่วยเหลือ”
เฟยหลงเดินออกจากร้านตีเหล็ก เขามุ่งตรงไปยังตระกูลเฉินเพื่อขอตัวลากลับสถาบันฟ้าคราม เมื่อเฟยหลงเอ่ยลาคนในตระกูลเฉินเสร็จเขาจึงเลือกซื้อม้าเพื่อใช้เดินทางกลับไปยังสถาบันฟ้าครามในทันที
หลังจากออกจากเมืองไผ่งามได้ไม่นาน ชายคนหนึ่งที่ซุ่มรอเฟยหลงอยู่มานานแล้วรีบตามเฟยหลงไปอย่างไม่รู้ตัวชายคนนี้เป็นคนของตระกูลเหวินที่ส่งเขามา ผู้นำตระกูลมอบหมายให้เขาจับตาเฟยหลงเพื่อหวังแก้แค้นที่ทำให้ตระกูลเหวินของเขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปชายคนนี้เป็นคนของกลุ่มเงาสังหาร ที่รับจ้างสังหารทุกคนขอเพียงแค่เงินถึงพวกเขาจะรับงานทันที แม้ว่าเฟยหลงจะไม่ทันได้ระวังตัวแต่เขาเองยังมีเสี่ยวเทียนที่คอยปกป้องเฟยหลงอยู่ห่าง ๆ ทำให้ทุกการกระทำของชายคนนั้นอยู่ในสายตาของเสี่ยวเทียนมาโดยตลอด
เสี่ยวเทียนแจ้งให้เฟยหลงทราบตั้งแต่สังเกตเห็นกลุ่มเงาสังหารคนนั้นติดตามเฟยหลงมาตั้งแต่ออกจากเมืองไผ่งามเฟยหลงทราบแต่เขายังคงไม่สนใจไม่ว่าใครที่ติดตามเขามาก็ตามคงไม่ได้คิดดีกับเขาอย่างแน่นอน เขายังคงเดินทางไปตามปกติส่วนชายคนนั้นหลังจากที่เฟยหลงออกจากเมืองไผ่งามแล้ว เขายังคงติดตามเฟยหลงไปอย่างติด ๆ เพื่อรอโอกาสที่จะสังหารเฟยหลง
เพียงสามชั่วโมงหลังจากออกจากเมืองไผ่งาม ชายคนนั้นจึงเริ่มลงมือสังหารเฟยหลงทันทีที่เขาเริ่มพุ่งเข้าหาเฟยหลงเสี่ยวเทียนที่อยู่บนฟ้าพุ่งตัวลงมาโฉบตัวชายคนนั้นในทันทีกรงเล็บของเสี่ยวเทียนจิกลงไปที่ไหล่ของคนจากกลุ่มเงามายาในทันทีเขาที่เป็นถึงนักฆ่าระดับสี่ในองค์กรกลับถูกสัตว์อสูรจับได้เสี่ยวเทียนบินทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักฆ่ารายนั้นถึงกลับหวาดกลัวเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองหลุดออกจากกรงเล็บของเสี่ยวเทียนแต่กรงเล็บที่แหลมคมกลับฝังเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ เสี่ยวเทียนหอบหิ้วนักฆ่าระดับสี่ของกลุ่มเงาสังหารขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งพันเมตร
ด้วยความสูงกว่าหนึ่งพันเมตรแรงกดดันและความเจ็บปวดจากการถูกกรงเล็บของเสี่ยวเทียนทำให้นักฆ่าของกลุ่มเงาสังหารคนนั้นถึงกับหมดสติในทันทีเสี่ยวเทียนนำร่างของชายคนนั้นลงมาหาเฟยหลงในทันทีเฟยหลงรีบจับมือสังหารรายนั้นมัดอย่างหนาแน่นเพื่อรอให้เขาฟื้นคืนสติเพียงไม่ถึงสิบนาทีมือสังหารระดับสี่คนนั้นพลันฟื้นขึ้นมา
“เจ้าเป็นใคร ชื่ออะไรและทำไมต้องการทำร้ายข้า?”
มือสังหารคนนั้นกลับเงียบสนิท เขาไม่ยอมตอบอะไรเลยแม้แต่คำถามเดียว
“หากเจ้าไม่ยอมตอบคำถามข้า ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกันเสี่ยวเทียนตัดแขนของเขาข้างหนึ่ง”
เสี่ยวเทียนเดินเข้ามาใกล้กับชายมือสังหารในทันทีมันอ้าปากเตรียมตัวที่จะกัดกระชากแขนของมือสังหารรายนั้น
“ข้าบอกแล้ว ข้ายอมบอกแล้ว ข้าชื่อฉีเจิ้นเทียนเป็นนักฆ่าของกลุ่มเงาสังหาร ข้ารับเงินจากตระกูลเหวินให้มาสังหารเจ้าข้าบอกเจ้าแล้วเจ้าอย่าได้สังหารข้าเลย นายน้อยได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
“กลุ่มเงาสังหารเช่นนั้นหรือ เจ้าลองเล่าเรื่องของกลุ่มเงาสังหารของพวกเจ้าให้ข้าฟังก่อนแล้วข้าจะตัดสินใจเองว่าจะทำยังไงกับเจ้า”
“กลุ่มเงาสังหารของพวกเรามีด้วยกันทั้งหมดราว ๆ สามร้อยคน แต่เดิมพวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ พวกเราอยู่ในเมืองซีเหวิน แต่ถูกกดขี่จากเจ้าเมืองพวกเราจำเป็นต้องเสียภาษีจำนวนมากมาย หากใครไม่มีเงินจ่ายก็จะถูกยึดทรัพย์สินไปและหากไม่มีทรัพย์สินเหล่าขุนนางเหล่านั้นก็จะมายึดลูกเมียของพวกเราไปเป็นทาสพวกเราจึงพากันหลบหนีออกจากเมืองซีเหวิน และมารวมกลุ่มกันตั้งหมู่บ้านขึ้นมาใหม่หนึ่งในสมาชิกของพวกเรามีคัมภีร์ยุทธ์ติดตัวมาด้วย
“พวกเราจึงเริ่มต้นฝึกฝน และเริ่มรับงาน ใหม่ ๆ พวกเราก็รับงานคุ้มกันสินค้า แต่หลาย ๆ ครั้งพวกเรากลับถูกคนของทางการกีดกันและยังถูกโจรป่าเข้ามาปล้นหมู่บ้านที่ตั้งใหม่ของพวกเราหลายครั้งพวกเราเลยปรึกษากันและเริ่มรับงานสังหาร หากใครมีเงินมาจ้างพวกเราและราคาค่าจ้างแพงพวกเราก็จะรับงานนั้น แม้จะเสี่ยงแต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือกหากพวกเราไม่ทำ ลูกเมียของพวกเราก็คงอดตายเช่นกัน”
“เอาหละฉีเจิ้นเทียน ข้าจะให้โอกาสกับพวกเจ้า ข้าจะหาทางช่วยเหลือกลุ่มของพวกเจ้าดูข้าอาจจะให้พวกเจ้ามาทำงานให้ข้า พวกเจ้าไม่ต้องไปรับงานสังหารใครอีกและไม่ต้องเสี่ยงแบบนี้อีก เจ้าไปปรึกษากับผู้นำกลุ่มของเจ้า หากพวกเจ้ายินดีติดตามข้าข้าจะดูแลพวกเจ้าเอง แต่หากพวกเจ้าไม่ตกลง ข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งหมดเพราะข้าเองไม่อยากให้ใครต้องมาตายเพราะฝีมือของพวกเจ้าอีก เอาหละข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อนตะวันตกดินวันนี้หากผู้นำของเจ้าและเจ้ายังไม่มาหาข้าพรุ่งนี้ข้าจะไปหาพวกเจ้าเองถึงที่”
“เสี่ยวเทียนปล่อยฉีเจิ้นเทียนไปซะ”
เสี่ยวเทียนใช้กรงเล็บของมันตัดเชือกที่มัดอยู่อย่างง่ายดาย เฟยหลงโยนโอสถฟื้นฟูให้กับฉีเจิ้นเทียนหนึ่งเม็ดจากนั้นจึงปล่อยให้ฉีเจิ้นเทียนไป เมื่อฉีเจิ้นเทียนถูกปล่อยตัวออกไปเขารีบกลับไปยังกลุ่มเงาสังหารในทันทีโดยที่มีเสี่ยวเทียนบินอยู่บนท้องฟ้าสูงกว่าหนึ่งหมื่นเมตรคอยสังเกตฉีเจิ้นเทียนตลอดเวลา
ฉีเจิ้นเทียนกลับมายังกลุ่มเงาสังหารพร้อมกับพบผู้นำกลุ่มในทันทีเขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้นำกลุ่มฟังผู้นำกลุ่มเรียกสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มเงาสังหารมาประชุมอย่างเร่งด่วนมีการถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลา เพราะมีทั้งคนสนับสนุนและคนที่คัดค้านสุดท้ายทั้งกลุ่มจึงถูกแยกออกเป็นสองฝ่ายฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มที่จะไปติดตามเฟยหลงส่วนอีกกลุ่มนั้นต้องการทำอาชีพมือสังหารอยู่
“ฉีเจิ้นเทียน เจ้าคิดทรยศกลุ่มเงาสังหารเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าเพียงแค่ต้องการให้พวกเรากลุ่มเงาสังหารไม่ต้องทำงานที่เสี่ยง ๆแบบนี้อีก อีกอย่างหากพวกเราติดตามนายน้อยเฟยหลงไม่แน่อนาคตของพวกเราอาจได้ดิบได้ดีก็เป็นได้”
“แค่เด็กเพียงคนเดียวทำไมเจ้าถึงให้ความสำคัญมากถึงขนาดนี้ได้ข้าว่าเจ้าเองมากกว่าที่ขี้ขลาดเกินไปจนไม่กล้าที่จะสังหารเขาเพื่อรับเงินของตระกูลเหวิน”
“ขนาดตระกูลเหวินยิ่งใหญ่อยู่ในเมืองไผ่งามยังต้องถูกขับไล่ออกจากเมืองไผ่งามพวกเจ้าคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็ก แต่ข้าไม่คิดอย่างนั้นพวกเจ้ามีความสามารถพอที่จะทำให้เจ้าเมืองขับไล่ตระกูลเหวินหรือไม่ละ”
“อีกอย่าง นายน้อยเฟยหลงก็พูดอย่างชัดเจนแล้วหากข้าและหัวหน้ากลุ่มไม่ยินยอมพรุ่งนี้เช้าเขาจะมาหาถึงที่เอง และพวกเจ้าคงจะรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้าง”
“เจ้าบอกตำแหน่งที่ตั้งของเราให้เขาอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้บอกที่ตั้งของเราให้เขาหรอกแต่ข้าคิดว่าเขาคงจะสามารถหาที่นี่ได้ไม่ยากหากพวกเจ้าไม่เชื่อข้าพรุ่งนี้พวกเจ้าก็คอยดูแต่ข้ายินยอมที่จะติดตามนายน้อยเฟยหลง เพราะข้ายังไม่อยากให้ลูกเมียของข้าติดร่างแหไปด้วย”
“เอาหละ เอาหละ ในฐานะที่ข้าเป็นหัวหน้ากลุ่มใครอยากติดตามนายน้อยเฟยหลงไปก็ตามข้ามา ส่วนใครที่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อข้าก็ไม่บังคับข้าเองก็ตัดสินใจเช่นเดียวกับฉีเจิ้นเทียนข้าไม่คิดว่านายน้อยเฟยหลงนั้นจะไม่มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งหนุนอยู่”
“เอาหละเพื่อไม่ให้พี่น้องในกลุ่มของพวกราขัดแย้งกันข้าในฐานะหัวหน้ากลุ่มขอสละตำแหน่ง หากพวกเจ้ายังคงยืนยันที่จะอยู่ต่อพวกเจ้าก็จงแต่งตั้งหัวหน้ากลุ่มคนใหม่ก็แล้วกันส่วนข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ข้าและครอบครัวจะติดตามนายน้อยเฟยหลงไปตามความคิดของข้าคิดว่าหากติดตามนายน้อยเฟยหลงจะต้องมีอนาคตที่ดีกว่าที่พวกเราเป็นอยู่ในตอนนี้”