ฉันรีบพาร่างตัวเองออกมาจากห้องนั้นด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่สองขาที่สั่นเทาจะพาไปได้ กระทั่งเมื่อร่างทั้งร่างพาตัวเองเข้าไปในลิฟต์ได้แล้วทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง ร่างที่เคยฝืนไม่ให้ร่วงลงพื้นนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นภาพบาดตาบาดใจก็พลันร่วงทรุดลงพื้นอย่างอ่อนแรง พร้อมกันกับที่น้ำตาที่เคยกลั้นเอาไว้แต่แรกก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาทันที
“ฮึก...ฮึก...ฮือออออ ~~” เสียงร้องไห้ดังลั่นลิฟต์อย่างที่ไม่ต้องกลัวว่าจะอายใคร เพราะทั้งชั้นของผู้บริหารและลิฟต์เฉพาะตัวนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดที่จะทำให้เห็นภาพหรือเสียงที่อยู่ข้างในนี้ได้
ร่างบางที่โยกโยนไปตามเสียงสะอื้น อีกทั้งภาพต่าง ๆ ที่พรั่งพรูออกมาเป็นฉากเป็นตอน ทำให้ความเจ็บยิ่งเด่นชัดอยู่กลางใจหญิงสาวที่เธอเคยคิดว่าจะได้ครอบครองหัวใจของชายหนุ่มคนนั้น
เพียงแต่ว่า...เธอคงฝันใหญ่เกินไป และเผลอลืมไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขามันไม่ได้เกิดมาจากความรัก แต่มันเกิดมาจากข้อตกลงและตัณหาที่มีร่วมกันตั้งแต่ต้นต่างหาก มันเป็นความสัมพันธ์ที่เพียงแค่ต้องการสนองตัณหาเท่านั้น แต่ไม่อาจสนองความลึกซึ้งทางจิตใจได้
และหนนี้ตัวหญิงสาวผิดเองที่บังอาจคิดไปไกล หลงใหลไปกับความรู้สึกดี ๆ ที่ชายหนุ่มมอบให้จนลืมคิดไปว่าที่เขาทำอย่างนั้น เพราะเขายังต้องการร่างกายที่ยังสดใหม่ของเธออยู่ หรือเพราะเขาเองอาจจะแค่รู้สึกผิดที่เกือบทำให้ตัวเธอต้องตาย แต่ทว่า...วันนี้เขาได้ทำให้หญิงสาวมั่นใจแล้วว่า สิ่งที่เธอควรจะยึดถือเอาไว้เลยนั่นก็คือ ข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับตัวเองตั้งแต่แรกว่าจะเป็นแค่เครื่องตอบสนองทางเพศของกันและกันเท่านั้น และจะไม่มีวันหลวมหัวใจกับความรู้สึกไปให้เขาอีกเด็ดขาด
ร่างที่สั่นเทาอยู่กับพื้นไม่ไหวติงจนกระทั่งลิฟต์ได้ส่งสัญญาณบอกว่าจุดหมายปลายทางที่ฉันต้องการมาถึงแล้ว
ก่อนที่ฉันจะเดินพาร่างไปยังห้องอาหารที่ยังคงมีร้านอาหารประปรายอยู่บ้าง เพียงแต่ฉันยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะกินอะไรในเมื่อสมองมันยังอื้ออึ้งฉายภาพในห้องทำงานซ้ำไปมาโดยมีเสียงเล่นกับอวัยวะเบื้องล่างและเสียงครวญครางหลอนหูอยู่ ดังนั้นฉันจึงทำได้เพียงทิ้งกายอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องอาหารอยู่แบบนั้น
กระทั่ง...อาการเหม่อลอยจมอยู่ในความคิดทำให้ฉันไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่า ณ เวลานี้ด้านข้างของฉันได้มีบุคคลที่มาใหม่ยืนเรียกชื่อฉันอยู่นานแล้ว...
--- วาคิม Talk ---
นับตั้งแต่วินาทีที่ร่างบางขอตัวออกไปจากห้องที่ผมสร้างบรรยากาศเอาไว้เพื่อท้าทายเธอ ความรู้สึกขยะแขยงที่กำลังขยับอยู่ที่ปลายอวัยวะที่ยื่นออกไปนอกกางเกงก็ทำให้ผมอดไม่ไหวที่จะผลักหัวทุยที่กำลังโยกย้ายไปมาให้ออกไปพ้นจากร่างกายของผมเสีย
“ไสหัวไปซะ…!!”
เสียงคำรามลั่นอีกทั้งยังสบถอย่างคนหัวเสียพูดพร้อมกับจับอาวุธยื่นยาวขนาดใหญ่ให้กลับเข้าไปในฐานทัพตัวเองทันที
ส่วนนางแบบสาวที่ถูกผลักหัวจนร่างหงายหลังลงไปนั่งจ้ำเบ้ากับพื้น ถึงกับแสดงสีหน้าตกใจที่จู่ ๆ ตัวเองถูกผลักไสออกไปง่าย ๆ อย่างนี้
“นี่มันอะไรกันค่ะ วาคิม” นางแบบสาวหน้าตาดี อีกทั้งหุ่นก็ยังดีเพราะเป็นถึงนางแบบระดับท็อปโมเดลของประเทศ ถามคนตัวโตด้วยสีหน้างุนงงหลังจากที่ตนเพิ่งหยัดกายลุกขึ้นมายืนเต็มความสูง
“ก็ไม่มีอะไร ผมแค่หมดอารมณ์แล้ว” สีหน้าไม่ยี่หระ และแสดงออกว่าคนพูดรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ทำให้นางแบบสาวที่ไม่เคยถูกใครปฏิเสธกลางคันด้วยคำอ้างที่ว่าหมดอารมณ์อย่างนี้มาก่อนรู้สึกเสียหน้าและต้องการเอาชนะผู้ชายตรงหน้านี้ให้ได้
“ทำไมล่ะคะ มิเชลยังไม่สวย ยังไม่เซ็กซี่มากพองั้นหรอค่ะ” เรือนร่างระหงเดินกรีดกรายเข้าใกล้ชายหนุ่มด้วยท่าทางเย้ายวน อีกทั้งมือเรียวสวยสมกับเป็นนางแบบยังลูบไล้แผงหน้าอกของชายหนุ่มลากลงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับนิ้วล้วงเข้าไปในกางเกงสแล็คสุดหรู
หมับ...!!
“โอ๊ยยยยย ~~ มิเชลเจ็บนะคะวาคิม” เสียงนางแบบสาวร้องลั่นหลังจากที่เธอยังไม่ทันได้ล้วงไปถึงดุ้นขนาดใหญ่ที่เธอปรารถนา แต่ทว่า...กลับถูกสกัดด้วยมือหนาที่ตรงเข้ากอบกุมข้อมือเธออย่างแรงเสียก่อน
“พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกให้ไสหัวไปไงล่ะ” คำพูดร้ายที่มาพร้อมกับแววตาแข็งกร้าวทำให้หญิงสาวที่มีความมั่นใจก่อนหน้านี้ถึงกับหน้าถอดสีแทบจะทันที
แต่ทว่า...สิ่งที่ปรารถนาใกล้แค่เอื้อมขนาดนี้มีหรือที่คนอย่างเธอจะไม่สามารถคว้ามันเอาไว้ได้
“ทำไมล่ะคะ เมื่อกี้คุณก็ยังครางมีความสุขกับสิ่งที่มิเชลปรนเปรอให้อยู่เลยไม่ใช่หรอ แล้วทำไมถึงจะมาหมดอารมณ์ได้ล่ะคะ หรือว่า...คุณชอบที่จะมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยอย่างงั้นหรอ...หืมมมมม ~~” คำพูดหวานส่งเสียงเซ็กซี่กระเส่าอยู่ข้างหู พูดด้วยท่าทางเย้ายวนสุด ๆ อีกทั้งยังเบียดหน้าอกอันเปลือยเปล่าเข้าที่ต้นแขนกำยำอย่างต้องการปลุกปั่นความต้องการของชายหนุ่มตรงหน้าให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแต่...เธอไม่รู้ว่าการที่เธอพูดออกไปแบบนั้นมันกลับไปปลุกปั่นอารมณ์ของเขาจริง ๆ แต่มันกลับเป็นอารมณ์โมโหที่เขาไม่อาจทำให้หญิงสาวที่เขาปรารถนาหวั่นไหวต่อภาพที่เขาแสดงได้ อีกทั้งหญิงสาวคนนั้นยังไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงเขาออกมาสักนิดเดียว
“ผมจะพูดอีกครั้งนะ...ไสหัวไปซะ…!!” น้ำเสียงแข็งกร้าวเด็ดขาดจนนางแบบสาวถึงกับผงะตัวแข็งทื่อก่อนที่เธอจะรีบดึงเดรสเกาะอกที่ถูกร่นไปอยู่ที่หน้าท้องขึ้นมาปกปิดหน้าอกอวบที่ผ่านการเสริมเติมแต่งมาด้วยท่าทางร้อนรน
“ส่วนค่าเสียเวลาผมจะจัดการโอนเข้าบัญชีไปให้ ไปได้แล้ว...” ผมพูดโดยไม่หันไปมองหน้าผู้หญิงตรงหน้าเลยสักนิดว่าเธอมีปฏิกิริยาแบบไหน เนื่องจากตอนนี้ข้างในใจของผมเฝ้าแต่คิดถึงใบหน้าของใครบางคนที่ตอนนี้กำลังทำให้ผมคลั่งแทน
“จิ๊...มีของดีมาให้กินถึงที่ยังไม่กิน...บ้าไปแล้วหรือไงกัน...” นางแบบสาวบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไป แม้ว่าคำพูดที่เหมือนว่าเธอตั้งใจจะพูดให้ผมได้ยิน แต่ผมกับไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับคำเหล่านั้นเลยสักนิด
(หึ...ของดีมาให้กินถึงที่อย่างงั้นเหรอ) ผมแค่นเหยียดผู้หญิงที่เพิ่งกุลีกุจอออกไปด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน
คำพูดที่เหมือนกับอวยตัวเองทั้งที่ตัวเองเน่าเฟะชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วเมือง ช่างกล้าที่จะพูดออกมาได้ อีกทั้งตัวเองก็เป็นคนเสนออยากจะนอนกับผมเองไม่ใช่เหรอไงนี่ผมเองก็ใจดีแค่ไหนแล้วที่ให้เงินไปเพราะถือว่าเป็นค่าเสียเวลา เผื่อจะได้เอาเงินก้อนนี้ไปเป็นค่าฉีดฟิลเลอร์ที่ปากใหม่ เพราะหลังจากที่ริมฝีปากนั้นถูไถอยู่กับอาวุธลับของผมอยู่ตั้งนานสองนาน แต่กลับไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเสียวซ่านเลยแม้แต่น้อย
ผมปรายตามองประตูที่ปิดลงด้วยความรู้สึกขยะแขยงที่ยังคุกรุ่นอยู่ที่ลำเอ็นจนทนไม่ไหวต้องเข้าห้องน้ำไปล้างทำความสะอาด ก่อนที่จะพาร่างลงมานั่งยังโต๊ะทำงานตามเดิมแล้วนึกไปถึงทั้งภาพเหตุการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้...