เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    สุสานเซียนและอาจารย์ที่กลับมา

    ได้ยินคำสั่งจากปากขององค์หญิง! แม่ทัพเสี่ยเยว่และแม่ทัพต้วนอี้รีบแยกย้ายกันออกไปจัดทัพอย่างเร่งร้อนท่ามกลางพายุฝนที่ยังคงซัดโหมกระหน่ำ ซึ่งทางฝั่งของเย่หยุนซีก็ต้องไปรวมตัวกับพวกมันเหมือนกับทหารคนอื่นๆ

     

    “ไปกันเถอะ ฟงเอ่อร์”

     

    องค์หญิงแห่งสงครามที่ยืนมองแสงออโรร่าอยู่นานเอ่ยปากพูดกับสาวใช้ ด้านหลังของนางปรากฏจิตอสูรมังกรไฟสีแดงฉานที่ดูน่าเกรงขามเสียจนจิตอสูรขององค์ชาย 4 เหยียนเฉินมิอาจเทียบเคียงได้

     

    สองสตรีกระโจนขึ้นหลังจิตอสูรอย่างฉับไว จากนั้นสั่งให้มันสยายปีกบินไปอยู่ด้านหน้าของหน้ากองทัพใหญ่เพื่อทำหน้าที่ผู้นำ

     

    ในทางกลับกัน! ทางฝั่งกองทัพประจิมตอนนี้กำลังออกเดินทางไปยังแสงออโรร่าโดยมีเย่เทียนเป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนหยุนฉางตง หยุนฉางเยว่ และหลิงจีในคราบบุรุษเลือกที่จะรั้งอยู่ด้านหลังสุดเพื่อคอยช่วยเหลือกองทัพอีกที

     

    การเคลื่อนทัพพร้อมกันของสองอาณาจักรในครานี้ใช้เวลาเพียง 3 วันก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เย่หยุนซีที่แฝงตัวเป็นหนึ่งในทหารของอีกฝั่งได้แต่เงยหน้ามองแสงออโรร่าที่ขั้นกลางระหว่างสองกองทัพอย่างไม่วางตา ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกับที่เย่เทียนและเหยียนลี่บินออกไปเผชิญหน้ากัน

     

    “ผู้พิทักษ์กิเลนสายฟ้า ข้าขอแนะนำให้ท่านถอนกำลังไปจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเริ่มสงครามแท้จริงเดี๋ยวนี้” องค์หญิงแห่งสงครามแนะนำแกมข่มขู่

     

     “ฮ่าๆๆ ยังปากกล้าเหมือนเดิมเช่นเคยเลยนะยัยหนู แต่สำหรับเรื่องนี้ข้ารวมถึงกองทัพประจิมคงถอยให้ไม่ได้” เย่เทียนกล่าวพลางทำท่าทีไม่ใส่ใจ หากยอมถอยตอนนี้แล้วแสงออโรร่าคือสิ่งที่ทำโชควาสนามาให้ นั่นหมายความว่าจักรวรรดิเมฆครามอาจจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญ

     

    “ถ้างั้น.......”

     

    “ครื่น!”

     

    ขณะที่องค์หญิงแห่งสงครามกำลังจะออกคำสั่ง! เสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นมา ทำให้ทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีแสงออโรร่าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

     

    “พะ พระเจ้า! นะ นั่นมันคืออะไร!!”

     

    ในเวลาต่อมา ทุกคนก็พากันอุทานด้วยน้ำเสียงติดขัด เพราะจู่ๆผืนนภาก็แยกออกจากกัน ทั้งยังมีประตูหินโบราณขนาดใหญ่ค่อยๆลอยลงมาอย่างช้าๆ

     

    “ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วสิ” เย่เทียนบ่นพึมพำออกมา ก่อนจะสั่งการให้สัตว์เลี้ยงของตนบินกลับเมืองหลวงไปส่งสาส์นให้กับองค์มหาจักรพรรดิในทันที

     

    ซึ่งทางฝั่งขององค์หญิงเหยียนลี่ก็ทำเช่นเดียวกัน เนื่องจากประตูโบราณที่กำลังลอยลงมามันแผ่ออร่าน่าหวาดสะพรึงยิ่ง นางไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรกับมันเลยจริงๆ เพราะกลัวว่าจะนำกองทัพนับแสนไปเสี่ยงอันตราย

     

    “โอ่ว คิดไม่ถึงว่าประตูสุสานเซียนจะปรากฏในสถานที่แห่งนี้ ช่างน่าสนใจ!!” ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนนิ่งไม่กล้าทำอะไร จู่ๆเสียงอันทรงอำนาจก็พลันดังขึ้น

     

    “นั่นใคร!” เหล่าผู้นำของทั้งสองประเทศอุทานพลางเบนสายตาไปยังต้นเสียงซึ่งอยู่เหนือศีรษะของตน สิ่งที่เห็นคือชายคนหนึ่งที่มีลักษณะไม่ต่างอะไรจากขอทาน ทั้งยังนอนดื่มสุราอย่างสำราญอยู่บนหลังของนกกระเรียนสีขาว

     

    “ท่านอาจารย์!” เย่หยุนซีในคราบทหารยิ้มกล่าว ใช่! บุรุษปริศนาผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่คืออาจารย์ของเขาเซียนกระบี่เมามาย

     

    “ฮ่าๆ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจข้าก็ได้ ข้าไม่แย่งชิงโชควาสนาของพวกเจ้าหรอก” มองเห็นเหล่าผู้นำทั้งสองกองทัพทำสีหน้าตึงเครียด หลี่ไป่กระดุกสุราหัวเราะกล่าวอย่างอารมณ์ดี

     

    “บัดซบ! พวกข้าถามชื่อเจ้า เจ้าก็ต้องตอบมาเดี๋ยวนี้!!” แม่ทัพเสี่ยเยว่แห่งอาณาจักรมังกรสีชาดคำราม

     

    “เห้อ! ช่างน่ารำคาญ!” หลี่ไป่ชี้นิ้วไปทางเสี่ยวเยว่ผู้โอหัง ในเสี้ยวพริบตาต่อมา! ร่างของมันก็พลันแข็งค้างก่อนจะล่วงหล่นลงพื้นอย่างเป็นปริศนา

     

    “กะ เกิดอะไรขึ้น?” เหล่าทหารกล้ารวมถึงบรรดาผู้นำของทั้งสองฝั่งดวงตาเบิกกว้าง พวกเขาหันมองร่างของเสี่ยเยว่อย่างพร้อมเพรียงกัน ปรากฏว่าที่บริเวณศีรษะของมันราวกับถูกเจาะทะลุด้วยปลายกระบี่อันแหลมคมและตายตกลงโดยที่ตนเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

     

    “แม้แต่ข้ายังมองไม่ให้การโจมตี บุรุษผู้นี้เป็นใครกัน” เย่เทียนตั้งคำถาม ในใจเต็มไปด้วยความหวาดสะพรึง

     

    ส่วนทางฝั่งกองทัพอาณาจักรมังกรสีชาดบัดนี้กำลังอึ้ง นี่พวกมันเสียแม่ทัพไปหนึ่งคนแล้วงั้นหรือ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

     

    “อึก”

     

    “ขออภัยที่คนของข้าน้อยเสียมารยาทเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส” องค์หญิงแห่งสงครามเหยียนลี่หาใช่คนโง่ ดังนั้นนางจึงรีบผสานมือพลางก้มศีรษะอย่างนอบน้อมให้กับบุรุษปริศนา

     

    “ฮ่าๆช่างเถอะๆ ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสา...........ว่าแต่เจ้าหนู เจ้าไปทำอะไรบ้าอะไรอยู่ทางฝั่งนั้น” กระดกสุราหนึ่งที หลี่ไป่ตะโกนถาม ทำเอาเหล่าทหารพากันตื่นตระหนกหันมองซ้ายมองขวากันยกใหญ่

     

    ‘เขาหมายถึงใคร?’ คำถามนี้ปรากฏขึ้นในใจของทุกคน โดยเฉพาะองค์หญิงแห่งสงคราม ฟงเอ่อร์ และแม่ทัพต้วนอี้ เนื่องจากสายตาของชายปริศนานั้นมองมาที่กองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาด

     

    ‘เห้อ พอมาถึงก็คิดจะเปิดโปงข้าเลยงั้นรึ’ เย่หยุนซีถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะบินหลอมสร้างกระบี่น้ำแข็งขี่บินออกไปท่ามกลางสายตาของทหารนับแสนและเหล่าผู้นำ

     

    “หือ! เขาคือทหารที่เฝ้ากระโจมหลักคนนั้น!!” มองไปยังใบหน้าของชายหนุ่ม เหยียนลี่เหมือนจะรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้

     

    “คาราวะท่านอาจารย์” ทันทีที่บินมาถึงจุดหมาย เย่หยุนซีผสานมือคาราวะโดยไม่อิดออดเลยสักนิด

     

    “ท่านอาจารย์งั้นหรือ!!” เหล่าผู้นำของทั้งสองกองทัพอุทานพร้อมกัน! แต่ก็มีเพียงเย่เทียนเท่านั้นที่เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมาผิดกับผู้อื่นที่มีสีหน้าตกตะลึง เนื่องจากเขาพึ่งคาดเดาอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

     

    “เป็นสมบัติปลอมแปลงที่ดีนี่ ไปได้มันมาจากไหน?” ท่ามกลางสายตานับแสน หลี่ไป่เอ่ยถามอีกครา

     

    “พอดีได้รับโชควาสนาครั้งใหญ่ในระหว่างที่ท่านไม่อยู่น่ะขอรับ” ยกมือถอดหน้ากากสวรรค์เร้น ทำให้รูปร่างหน้าตา อาภรณ์ และกลิ่นอายของเขาเปลี่ยนกลับมาเป็นเย่หยุนซีอีกครั้ง ภาพนี้สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกองทัพประจิมที่รู้จักเด็กหนุ่มเป็นอย่างดี

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน