13 2-2
ตอนที่ 25 วางยา
ภายหลังกลับถึงบ้าน ติงเสวี่ยเหม่ยก็เริ่มเข้าครัวทำอาหาร
วันนี้เธอจะต้องหมักหมูไว้สองชุด ดังนั้นจึงต้องเตรียมการล่วงหน้าเร็วกว่าปกติ
หลินจิงซูกำลังกวาดสวนหน้าบ้านทำความสะอาด ระหว่างนั้นก็คิดกับตัวเองไปพลางว่า หากได้โฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้มาครอง จะวิเศษมากเพียงใดกัน
จากที่เคยบอกเล่าก่อนหน้า หลังจากรัฐบาลได้มอบเงินค่าเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลให้ประชาชน และมีคำสั่งฟื้นฟูที่ดินตามนโยบาย ขั้นตอนต่อมาก็คือเื่ของการประมูลเพื่อสร้างโรงงานและโรงแรม โดยเปิดโอกาสให้บริษัทมหาชนทั้งหลายได้มีส่วนในการถือหุ้นร่วมกับทางรัฐบาล
และทางรัฐบาลเองก็จะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อขอค้ำประกันสินเชื่อจากธนาคารแห่งชาตินับหลายล้านล้านหยวน เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาอัดฉีดเกื้อหนุนบริษัทเ่าั้ในการสรรสร้างเมืองในฝัน จนกลายมาเป็แหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศจีนในเวลาต่อมา…
หลินจิงซูจินตนาการวาดฝันไปไกลขึ้นเรื่อยๆ และเธอก็ค่อยๆปรับแต่งความคิดให้เข้ากับสถานการณ์จริงที่เผชิญอยู่มากที่สุด
ทันทีที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ั์ใหญ่ลงสนามเอง ก็ไม่ต้องพูดถึงบริษัทปลาสิวปลาสร้อยที่หลินชิงอี้ทำงานอยู่ อาชีพคนงานจะถูกกวาดล้างในพริบตา และแทนที่ด้วยบุคลากรผู้มากความสามารถจากบริษัทั์ใหญ่เ่าั้ และเมื่อถึงวันนั้น หากติงเสวี่ยเหม่ยตัดสินใจหย่าขาดกับเขาขึ้นมา ย่อมเท่ากับว่าหลินชิงอี้จะสูญเสียแหล่งรายได้ทั้งหมดไปโดยสิ้นเชิง
ตรงกันข้าม คนที่จะกลับมาเป็ฝ่ายได้เปรียบก็คือติงเสวี่ยเหม่ย เนื่องด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแหล่งเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้จำนวนแรงงานที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก และนั่นย่อมหมายถึงจำนวนปากท้องที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตาด้วย สรุปก็คือหากเธอสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับต่ออุปสงค์เหล่านี้ได้ ย่อมหมายถึงรายได้จำนวนมหาศาลที่จะทะลักเข้ามาสู่ตัวเธออย่างไม่ขาดสาย
ในชีวิตก่อนหน้า เนื่องจากเธอไม่เคยรู้อนาคตของเื่เหล่านี้มาก่อน สุดท้ายจึงไม่สามารถปรับตัวได้ทันและกลายมาเป็เพียงเบี้ยตัวหนึ่งในโรงงานทุนนิยมเท่านั้น
หลินจิงซูเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หลังจากติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินชิงอี้หย่าขาดจากกัน ทั้งเธอและแม่จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และทันทีที่พวกเธอสองแม่ลูกตั้งตัวได้ ฝ่ายที่จะต้องเจ็บแค้นแทบกระอักเืก็คือพวกคนตระกูลหลิน!
ตอนนี้เธอต้องคิดหาวิธีเพิ่มแหล่งรายได้ก่อนเป็อันดับแรก หลังจากนั้นค่อยคิดสร้างธุรกิจเพื่อทำเงินและสร้างความมั่งคั่งเป็ลำดับต่อไป ตัวเธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างแน่นอน! เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะองค์ความรู้จากอนาคตของเธอ คือทักษะการโกงอย่างหนึ่งสำหรับผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ทุกคนยังไงล่ะ!
“จิงซู ได้เวลากินข้าวแล้วจ้า”
เสียงเรียกของติงเสวี่ยเหม่ยดังขึ้นขัดจังหวะความคิดวาดฝันของหลินจิงซูฉับพลัน เธอวางไม้กวาดแล้ววิ่งปรี่เข้าไปในบ้านเพื่อรับทานอาหารที่แสนอร่อย
เห็นหมูหมักย่างกระเทียมจานใหญ่บนโต๊ะ สีหน้าของเธอก็ยิ่งดูมีความสุขมากเข้าไปใหญ่ และมาพร้อมกับหลากหลายอารมณ์สะท้อนใจที่ถาโถมเข้ามา
ในชีวิตก่อนหน้า เมื่อครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวหลินมีปัญญาซื้อเนื้อหมูได้เพียงแค่สองครั้งต่อปีเท่านั้น ซึ่งก็คือ่ปีใหม่และ่วันหยุดยาว และแม้ว่าเธอกับติงเสวี่ยเหม่ยจะได้กินเนื้อพวกนั้น แต่ก็ต้องแบ่งสันปันส่วน หนึ่งชิ้นหั่นออกเป็สอง ต่อมา เมื่อได้เงินจำนวนมหาศาลจากการเวนคืนที่ดิน แม้จะสามารถซื้อหมูมาทำกินได้เกือบทุกอาทิตย์ แต่ก็น่าเสียดายที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลับไม่อยู่เสียแล้ว…
รับประทานอาหารเสร็จสรรพ หลินจิงซูก็จัดข้าวกล่องและผลไม้สำหรับจู้หยาน พร้อมอาหารของเ้าสาหร่าย ก่อนจะวิ่งออกจากบ้านไป
ทันทีที่มาถึงหน้าประตูบ้านย่าหวัง เธอก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นมาจากด้านใน
“ฉันไม่ยอมให้หยานเอ๋อร์ต้องกลับไปอยู่เมืองหลวงแน่นอน! ดูเขาสิ อาการป่วยของเขาดีขึ้นขนาดไหนั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่? จะยอมโยนเขากลับไปอยู่ในที่แบบนั้นอีกเหรอ? ตาเฒ่า แกก็รู้ไม่ใช่รึว่า คนพวกนั้นจ้องจะเอาชีวิตหยานเอ๋อร์จริงๆ!”
ย่าหวังตะคอกเสียงสั่นอย่างไม่ยอมใคร
ศาสตราจารย์หวังได้แต่ถอนหายใจ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองยิ่งกว่า
“แล้วเรามีทางเลือกมากรึไง? สุดท้ายแล้ว อาหยานก็คนแซ่จู้ แม้เราจะสามารถปกป้องเขาได้ใน่ระยะนี้ แต่เราก็ไม่สามารถปกป้องเขาได้ตลอดไปนะ!”
“พูดอย่างกับว่าแกสามารถปกป้องใครได้ตลอดรอดฝั่งนั่นล่ะ? ฉันต้องเสียลูกสาวให้กับพวกชาติชั่วตระกูลจู้ไปคนนึงแล้ว! ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้หลานชายคนนี้ต้องตกไปอยู่ในกำมือของพวกมันอีกแน่! แกก็เห็นไม่ใช่รึไง!? นังผู้หญิงคนนั้นมันชั่วช้าขนาดไหน? อาหยานต้องผ่านอะไรมาบ้าง? แค่เผลอนิดเดียว นังผู้หญิงตระกูลจู้คนนั้นก็ถึงกับใช้กลอุบายสกปรก วางยาพิษใส่อาหยาน…”
ก่อนที่ย่าหวังจะทันพูดจบ ศาสตราจารย์หวังก็เร่งขัดจังหวะขึ้นทันควัน
“พอแล้ว หยุดได้แล้ว อย่าพูดให้มากกว่านี้เลย เดี๋ยวคนนอกมาได้ยินเข้าจะไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาหยาน!”
จู้หยานถูกวางยาพิษงั้นเหรอ?
จากคำพูดของย่าหวังเมื่อครู่นี้ หมายความว่าเื่เลวร้ายพรรค์นั้นเป็ฝีมือของคนตระกูลจู้งั้นเหรอ?
หลินจิงซูเก็บงำความสงสัยและปิดปากให้เงียบสนิทที่สุด ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆออกมา
แต่เื่นี้เหนือความคาดหมายจนเกินไป คนเรายิ่งร่ำรวยจิตใจก็ยิ่งต่ำทรามอย่างนั้นหรือ? ถึงขนาดใช้กลอุบายสกปรกวางยาพิษเพื่อฆ่าแกงเอาชีวิตกัน!
หรือนี่จะเป็เหตุผลว่าทำไมเขาจะต้องถ่ายรูปอาหาร และจดบันทึกไว้ทุกครั้งก่อนกิน? เพราะเขาคงคิดว่าอาหารแต่ละจานคือมื้อสุดท้ายของชีวิต ก็เลยต้องเก็บหลักฐานเอาไว้งั้นหรือ?
เวลานี้ หลินจิงซูอยู่ในอารมณ์ที่ซับซ้อนสับสนไปหมด สำหรับเื่ราวที่เกิดขึ้นกับจู้หยานนั้น เป็เื่ที่เกินจะบรรยายจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น หากเปรียบเทียบกับประสบการณ์ชีวิตที่ตัวเธอได้เคยพบเจอมาเมื่อชาติก่อน เื่ของจู้หยานดูเหมือนจะเบากว่าเล็กน้อย
ในฐานะคนที่ตกเป็ ‘เหยื่อ’ เหมือนกัน หลินจิงซูคงทำได้เพียงแค่ตบไหล่อีกฝ่ายเป็การปลอบประโลมใจ และได้แต่บอกว่าเข้าใจความรู้สึกของเขาเท่านั้น
สำหรับบางคนที่้าไล่ตามความปรารถนาอะไรบางอย่าง พวกเขามักจะไล่ล่ามันอย่างบ้าคลั่งจนลืมไปว่า…ตนได้เผลอก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างจริยธรรมความเป็มนุษย์ไปเสียแล้ว
ได้มาแล้วก็ถวิลหามากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายมนุษย์ก็เป็เพียงก้อนตัณหาดีๆนี่เอง…