“ยา!!!”
เสียงร้องของเธอดังก้องไปทั่ว ก่อนที่ร่างของอรจะสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพลงขึ้นพร้อมลมหายใจหอบกระชั้น เมื่อสายตาเริ่มปรับรับกับแสงสลัวรางรอบตัวได้ อรก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟูกหนานุ่ม กลางห้องพระของบ้าน ห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องสักการะ รูปเคารพ และกลิ่นควันธูปที่ลอยคละคลุ้ง ราวกับเพิ่งมีใครมาจุดถวายเมื่อไม่นานนี้
ความกระวนกระวายแล่นวาบกลับเข้ามาแทนที่ อรลุกพรวดขึ้นโดยไม่ทันพิจารณาว่าร่างกายยังอ่อนแรง มือปัดผ้าห่มออกไปอย่างร้อนรน ดวงตากวาดมองไปรอบห้องอีกครั้ง เธอจำไม่ได้ว่าเข้ามานอนที่นี่ได้อย่างไร ความทรงจำสุดท้ายที่มีคือใบหน้าซีดเผือดของยา และดวงตาสีแดงฉานของผีปอบนั่น…ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
“สิไปไสหล่า?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าห้อง ทำให้ฝีเท้าของอรชะงักโดยอัตโนมัติ เสียงของพ่อท่านที่ยืนอยู่ตรงประตูหน้าห้อง สายตาของท่านนิ่งลึก เย็นชา แต่แฝงด้วยความเป็นห่วง ท่านเอ่ยทักท้วงก่อนที่ลูกสาวจะวิ่งออกไป
“พ่อเห็นยาบ่จ๊ะ?” อรถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“อยู่เฮือนน้อยนี่ล่ะ” คำตอบที่สั้นและนิ่งเรียบของพ่อท่าน ไม่อาจปลอบประโลมใจเธอได้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้เธออยากรีบไปให้ถึงยามากกว่าเดิม
อรตั้งท่าจะวิ่งไปทันที แต่เสียงของพ่อท่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง “สิไปไส อยู่เว้อนำพ่อก่อน” น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่เฉียบขาดเสียจนเธอรู้ว่าไม่อาจฝืนได้ เธอจึงจำใจหยุดชะงัก แล้วเดินตามพ่อท่านที่หมุนตัวนำไปยังแคร่ไม้กลางบ้านอย่างช้า ๆ
เมื่อเธอทรุดตัวนั่งลง คำถามแรกก็ทำให้ลมหายใจของเธอแทบขาดห้วง “มื้อคืนเกิดอิหยังขึ้น?”
อรนิ่งงันไปชั่วครู่ ใจสั่นระรัว “ข่อย…ข่อยไปซ่อยยามาจ๊ะ เพิ่นกำลังเดือนร้อน” น้ำเสียงของเธอสั่นไหว
พ่อท่านยังคงจ้องมองเธออย่างนิ่งเฉย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
“ไปฮอดเขากาฬภพเลยติ?”
ประโยคนี้ทำให้ลมหายใจในอกของอรถูกกลืนหายไปชั่วขณะ ถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจสุดขีด ‘เขากาฬภพ’ สถานที่ที่พ่อท่านพร่ำเตือนมาตลอดชีวิต สถานที่ที่ถูกสาปด้วยวิญญาณนับร้อยพัน เขตแดนของพวกผีปอบ สถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านกล้าย่างกราย แม้แต่พ่อท่านเอง...ก็ไม่ยอมเฉียดเข้าไป
“ข่อยกะเลยไปซ่อยเพิ่นไงล่ะจ๊ะพ่อ”
คำตอบของอรเปล่งออกมาด้วยความกล้าหาญที่ฝืนแรงสั่นไหวในใจ แต่เธอก็รู้ ว่าคำนี้ไม่มีทางเปลี่ยนสิ่งที่กำลังจะตามมาได้เลย
“ตั้งแต่นี้ อย่าได้ออกพ้นเฮือนพ้นบ้านไปอีกเด้อ เจ้าอย่าลืม ว่ากลับมาคราวนี้เพื่อมาซ่อยเฮ็ดงานของเจ้า มื้อนี้กะไปเฮ็ดงานรายงานกับหมู่แนตามที่ตั้งใจไว้ ดึก ๆ หน้าที่ของเจ้ากะคือ นอน หรือบ่กะฝึกอาคมที่ยังบ่แฮง ซ่ำนั้นพอ ถ้ามีหยังบ่ดี ข่อยสิเว้าบอกเจ้าเอง ว่าให้เฮ็ดจั่งได๋ ทำอิหยังบ้าง”
“แต่พ่อจ๊ะ…..”
ทุกคำพูดของพ่อท่าน หนักแน่นดั่งประกาศิต ไม่มีช่องให้ต่อรอง ไม่มีแม้แต่น้ำเสียงแห่งความอ่อนโยน เสียงของอรหลุดออกมาราวกระซิบ เธอรู้ดี ว่าคำทัดทานใด ๆ จะไม่มีความหมายในยามนี้
“คำปุ่น คอยดูแลเอื้อยเขาแหน่เด้อ จำคำที่พ่อเว้าไว้ดี ๆ ถ้าเอื้อยเข่าไปนอกหมู่บ้านมื้อได๋ กะให้จัดการเบิ่งแหน่!”
คำสั่งสุดท้ายฟังชัดเจน ราวกับตัดสินชะตาของอรในคราวเดียว หลังจากกล่าวจบ พ่อท่านก็เดินกลับเข้าไปในห้องของตนเองอย่างเงียบงัน ไม่หันกลับมามองเธอแม้แต่น้อย ทิ้งอรไว้กลางบ้านกับความหนักหน่วงในอก
เธอรู้...ว่าท่านเป็นห่วง
รู้...ว่าท่านกลัวเธอจะเจอกับสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
แต่เธอก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมจึงต้องขังเธอไว้ในกรงแห่งความหวาดกลัวถึงเพียงนี้ เธอหันไปมองหน้าคำปุ่น ที่กำลังยืนสั่นอยู่ด้วยความเกรงกลัวพ่อท่านเมื่อครู่ ก่อนที่อรจะค่อย ๆ ยกแขนขึ้นโอบกอดปลอบใจกุมารน้อย อ้อมแขนที่เต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความอาทร
ในขณะเดียวกัน…ในหัวของอรกลับเต็มไปด้วยความคิด ความสงสัย ความลึกลับที่ยังไม่มีคำตอบ และความกลัวที่เพิ่งเริ่มต้น…อีกครั้ง.