ตอนที่ 16 เหล่าพี่น้องพากันมุงดูแข็งขัน (1)
เหยียนจื่อม่อมองผู้คนอย่างตกตะลึง จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปทางจางซิ่วพลางเอ่ยวาจาแฝงความห่วงใย “น้องหญิงซิ่ว เหตุใดเดินไม่ระวังเช่นนี้”
เมื่อเห็นคนอื่นๆ เพ่งความสนใจมาที่ตน นางรีบมองเหยียนจื่อชิงพร้อมรอยยิ้มหวานหยด ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงรู้สึกผิด “พี่รอง โปรดอภัยในความไม่ระวังของน้องหญิงตระกูลจางด้วย”
เหยียนจื่อชิงพยุงจางซิ่วขึ้นแล้วดันนางออกหลังเหยียนฉิงเอ่ยปาก เมื่อได้ยินเหยียนจื่อม่อเอ่ยคำว่าตระกูลจาง รูม่านตาของเขาพลันหดลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้ายังคงคลี่ยิ้มอบอุ่น “ไม่เป็ไร ข้าขอตัวไปทำธุระอื่นก่อนละ”
เหยียนจื่อชิงไม่ได้สบตาจางซิ่วเลยั้แ่ต้นจนจบ ย่อมไม่เห็นสีหน้าลุ่มหลงของอีกฝ่าย ขณะที่เหยียนจื่อม่อเพียงพยักหน้ารับยิ้มๆ
เหยียนฉิงรอจนเหยียนจื่อชิงจากไปถึงระงับสายตาไม่สบอารมณ์ลงบ้าง เพียงแต่แววตาที่ใช้มองจางซิ่วกลับเปี่ยมด้วยความดุร้าย “ไม่ใช่เด็กน้อยอายุหกเจ็ดขวบเสียหน่อย เหตุใดแค่เดินยังไม่รู้จักระวัง”
แม้ว่าเหยียนฉิงจะเป็บุตรสาวสายรองของบ้านใหญ่ แต่อาศัยที่อี๋เหนียงได้รับความโปรดปรานและความเก่งกาจของพี่ชายใหญ่ ยามอยู่ในจวนจึงมักถูกยกย่องเอาใจไม่น้อย ตอนเหยียนจื่อม่อยังไม่กลับมา นางเป็รองเพียงเหยียนจื่อหลิงเท่านั้น ทว่าหลังจากอีกฝ่ายกลับมา ความมั่นใจของนางเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว
...คนหนึ่งเป็ชนชั้นรากหญ้าที่ถูกเลี้ยงดูในตระกูลสูงศักดิ์ ส่วนอีกคนเป็บุตรสาวสายตรงจวนโหวที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน สถานะของนางก็ประหนึ่งพรที่ได้รับจาก์โดยแท้
“พี่หญิงรอง น้องหญิงตระกูลจางมาที่นี่เป็ครั้งแรกย่อมตื่นเต้นเป็ธรรมดา ท่านอย่าได้ถือสาหาความนักเลย”
เหยียนจื่อม่อเหลือบมองสีหน้าลนลานของจางซิ่ว ก่อนกล่าวยิ้มๆ กับเหยียนฉิงด้วยน้ำเสียงเสนาะหู เหยียนฉิงหัวเราะหยันคราหนึ่งพลางยืนนิ่งไม่เอ่ยวาจา
“พี่หญิงห้า นางเป็บุตรสาวบ้านบิดาบุญธรรมท่านหรือ”
เหยียนฟางมองจางซิ่วด้วยสายตาแวววาว ก่อนกะพริบตามองไปทางเหยียนจื่อหลิงเป็ครั้งคราว ราวกับกำลังสังเกตความคล้ายคลึงกันของคนทั้งสอง
“ใช่แล้ว”
ในเมื่อเหยียนจื่อม่อพาจางซิ่วออกมาย่อมไม่คิดปิดบัง นางเอาคนที่เหยียนจื่อหลิงไม่อยากเจอมาหาด้วยตนเอง ไม่ให้คำว่า ‘ความรักพี่น้องอันลึกซึ้ง’ ระหว่างพวกนางของฮูหยินเฒ่าเสียเปล่า
ครั้นจางซิ่วเห็นผู้คนมองมาทางแม่นางในชุดคลุมสีชมพูอ่อนด้วยสายตาประหลาดพิกลจึงพอจะเดาออกเช่นกัน ขณะบีบมืออยากจะเริ่มบทสนทนา กลับเห็นอีกฝ่ายเอาแต่โน้มตัวกับโต๊ะโดยถือพู่กันเหมือนกำลังเขียนบางอย่าง และจนถึงตอนนี้ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตาตนเลย
เหยียนจื่อม่อเห็นจางซิ่วเม้มปากแน่นก็ไม่ได้สนใจนัก ชาติก่อนพี่น้องคู่นี้ไม่ลงรอยกัน เกรงว่าชาตินี้คงจะซ้ำรอยเดิม เหยียนจื่อหลิงหยิ่งยโสอำมหิต จางซิ่วริษยาพยาบาท สิ่งเหล่านี้บนโลกหล้าล้วนเป็อาวุธชั้นเลิศที่สักวันต้องย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
ขณะตะวันลาลับขอบฟ้า เหยียนจื่อม่อสั่งให้คนส่งจางซิ่วกลับไป ทั้งยังให้เงินนางเพิ่มไม่น้อย เมื่อเห็นอีกฝ่ายจากไปอย่างยิ้มแย้ม รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กสาวก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
...ความโลภในใจคนยากจะเติมเต็ม สักวันตระกูลจางต้องเอื้อมมือมาถึงเหยียนจื่อหลิงแน่ และสิ่งที่นางต้องทำคือชี้นำอย่างเหมาะสม
ณ เรือนของเหมยอี๋เหนียงในเวลานั้น คุณหนูรองกำลังสาธยายเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างภาคภูมิใจ เหมยอี๋เหนียงกับเหยียนจื่อชิงเพียงนั่งฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
“ท่านแม่ เหยียนจื่อหลิงเป็เพียงสตรีสูงศักดิ์กำมะลอ เหยียนจื่อม่อไม่สามารถเป็หน้าเป็ตาได้ ท่านพ่อยัง้าให้พวกนางคงการหมั้นหมายในอดีตต่อไปจริงหรือ”
ครั้นเหยียนฉิงนึกถึงซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องผู้สง่างามท่านนั้น สองแก้มของนางพลันแดงก่ำ ซ้ำดวงตาเป็ประกาย การแต่งงานของเหยียนจื่อม่อยังถูกคนนอกอย่างเหยียนจื่อหลิงเข้ามาแทนที่ได้ นางซึ่งเป็ถึงบุตรสาวคนโตผู้สูงศักดิ์ของท่านโหว เหตุใดจะทำแทนไม่ได้
สถานะของนางจะไม่อาจเทียบสตรีนกพิราบยึดรังนกกางเขน[1]นางหนึ่งเลยหรือ
“เ้าห้ามยุ่งเื่นี้เด็ดขาด ความรักความเอ็นดูที่ท่านย่าของเ้ามีต่อคุณหนูสี่เป็ที่ประจักษ์แจ้งกันดี”
เหมยอี๋เหนียงถือกำเนิดในฐานะสาวใช้ ความโปรดปรานที่ได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงมาจากการปรนนิบัติเอาใจและบุตรชายหญิงคู่หนึ่ง นางอาจไม่เข้าใจหนังสือหรือมีวิชาความรู้เหมือนเจี่ยนซื่อ แต่นางมีความอดทน ทั้งยังเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ มากที่สุด
เชิงอรรถ
^ หมายถึง บุกรุกครอบครองบ้านหรือที่ดินของผู้อื่น