นอกจากนี้ ตามที่ซ่งจินเหยาเล่า อาสะใภ้ห้าเป็ฝ่ายที่พยายามจะทำร้ายนางและซีซี ทั้ง ๆ ที่ซีซียังเล็กเพียงนั้น แถมอาสะใภ้ห้าก็เลี้ยงดูนางมาั้แ่แบเบาะ แล้วทำไมถึงกล้าลงมือทำร้ายกันได้ขนาดนี้?
อาสะใภ้ห้ารู้สึกหวาดกลัวโม่หงเชินอย่างเห็นได้ชัด นางไม่กล้าคร่ำครวญถึงความผิดของซ่งจินเหยาอีกต่อไป ทำได้เพียงบ่นพึมพำออกมา
“ไม่ใช่นะ ตอนนั้น…เป็เพราะนางจะไล่ข้าออกไป ข้าก็เลยเผลอตัวไปชั่วขณะ…”
“ท่านเผลอตัวจนต้องใช้ความรุนแรงเลยงั้นหรือ?”
โม่หงเชินพับแขนเสื้อขึ้น ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอาสะใภ้ห้า ทำเอานางใจนต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะโดยสัญชาตญาณ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ!”
ป้าโม่และคนอื่น ๆ มาถึงสักพักแล้ว เมื่อได้ยินเื่ราวทั้งหมด พวกเขาก็ถึงกับนิ่งงันไปพักใหญ่ ครั้นเห็นโม่หงเชินค่อย ๆ ย่างสามขุมไปข้างหน้า พวกเขาก็อดรู้สึกขวัญผวามิได้เช่นกัน
ทุกคนล้วนเป็สตรีและเด็กสาว มีเพียงป้าโม่ที่อายุมากหน่อย ด้วยเพราะมีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติ ป้าโม่จึงรีบก้าวออกไปขวาง
“อาเชิน อย่าเพิ่งใจร้อนเลย อาสะใภ้ห้าของเ้าเป็คนอารมณ์ร้อนก็จริง แต่นางก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”
ซ่งจินเหยาไม่คิดจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป นางหัวเราะเย้ยหยันออกมาอย่างเ็า “ไม่ใช่คนเลวร้าย? ท่านป้า ท่านแน่ใจจริง ๆ หรือ?”
เดิมทีป้าโม่ก็ไม่ค่อยพอใจซ่งจินเหยาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกเหน็บแนม นางก็ยิ่งไม่ยอมง่าย ๆ จึงพูดตอบกลับไปอย่างไม่เป็มิตร “ั้แ่เ้ามาที่นี่ เ้าก็ดีแต่ไล่ตะเพิดคน แถมยังรังแกเด็ก ๆ อีก แม้รอยฝ่ามือนั้นบนใบหน้าของเจิ้งตงจะไม่ใช่ฝีมือเ้า แต่เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าตัวเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน?”
“ข้าผิดตรงไหนไม่ทราบ?”
ซ่งจินเหยารู้ว่าสตรีเหล่านี้ถูกล้างสมองมาอย่างสมบูรณ์ ด้วยความคิดทำนองว่า ‘บุรุษและผู้าุโถูกต้องเสมอ’ อะไรแบบนี้ ที่จะหลุดออกจากปากของพวกนางได้อย่างเป็ธรรมชาติเช่นเดียวกับการหายใจ
“ั้แ่ที่ข้าแต่งเข้ามาในครอบครัวนี้ ที่นี่คือบ้านของข้า ใครกันที่เอาแต่เอ็ดตะโรโวยวายว่าถูกข้าขับไล่ไสส่ง? มีใครสักคนเห็นกับตาบ้างหรือไม่ว่าข้ารังแกพวกเด็ก ๆ?”
ทุกคนล้วนตัวแข็งทื่อ...ด้วยไม่มีผู้ใดเป็ประจักษ์พยานที่แท้จริง ป้าโม่จึงก้าวออกไป จับแขนอาสะใภ้ห้าแล้วเอ่ยถาม “สะใภ้ห้า ั้แ่นางมาอยู่บ้านของอาเชิน เ้าก็ถูกไล่ออกมาจริงหรือ?”
“ข้า...เอ่อ…ใช่…” อาสะใภ้ห้าอ้ำอึ้ง ก่อนจะยอมรับในที่สุด
ซ่งจินเหยากล่าวขึ้นทันที “เจิ้งตง ในเมื่อท่านพ่อของเ้าอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งยังมีผู้คนมากมายอยู่ด้วย เหตุใดเ้าไม่เล่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ทุกคนฟังเล่า?”
ป้าโม่ไม่คัดค้าน ทั้งยังรีบพูดเสริม “ใช่แล้ว เจิ้งตง อย่ากังวลไปเลย พ่อของเ้าและพวกเราทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว เราจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเ้าหรือน้อง ๆ ของเ้าโดยเด็ดขาด”
กล่าวจบ นางก็เดินเข้าไปยืนข้าง ๆ ทำท่าคล้ายจะปกป้องโม่เจิ้งตง ราวกับกลัวว่าหากเขาพูดอะไรไม่เหมาะสม ซ่งจินเหยาจะเดือดดาลจนลงไม้ลงมือกับเขา
อาสะใภ้ห้าสังหรณ์ใจไม่ดี ครั้งนี้มิใช่เพียงสูญสิ้นเรี่ยวแรง แต่นางถึงกับเป็ลมหมดสติลงตรงนั้น
ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย ป้าโม่รีบให้คนพาอาสะใภ้ห้าเข้าไปในบ้านและส่งคนไปตามหมอ
เมื่อเห็นเช่นนี้ โม่หงเชินก็ทราบทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาจึงร้องเรียกป้าโม่ไว้ “ท่านป้า ข้าเกรงว่าเื่นี้น่าจะต้องรบกวนพวกท่านให้ช่วยเป็พยานสักหน่อย โปรดรอข้าสักครู่...ข้าจะไปพาเจิ้งหนานและซีซีกลับมา”
ป้าโม่โบกมือ “เ้าทำงานยุ่งจนไม่ได้อยู่บ้านทุกวัน ทำให้เด็ก ๆ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เ้าก็จัดการให้เหมาะสมเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ซ่งจินเหยาไม่สนใจและปล่อยให้คนอื่น ๆ ยุ่งวุ่นวายอยู่ในห้องโถงหลัก ส่วนนางมุ่งหน้าไปที่ห้องครัวเพื่อต้มยาให้โม่เจิ้งตง
เมื่อนางหันกลับมา จึงเห็นว่าโม่เจิ้งตงตามนางมาด้วย
“เจิ้งตง เ้าตามมาทำไมกัน?”
“ข้า...ข้าจะช่วยจุดไฟขอรับ”
ซ่งจินเหยาคัดค้าน “ไม่ต้องหรอก ข้าแค่จะต้มยาเท่านั้น ไม่ได้ยากเย็นอะไร”
แต่โม่เจิ้งตงกลับไม่ยอมจากไป เขายืนอยู่กับซ่งจินเหยาครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ พูดเสียงกระซิบ "ข้าขอโทษขอรับ"
ซ่งจินเหยามองเขาด้วยความประหลาดใจ “ทำไมต้องขอโทษด้วยเล่า?”
โม่เจิ้งตงกล่าว “อันที่จริง...พวกเขาพร่ำพูดกันั้แ่เช้าแล้วว่าท่านตีข้า แต่ข้า ข้า…”
หากเมื่อเช้านี้เขาพูดความจริงออกไป เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และนางก็คงไม่ถูกคนจำนวนมากรุมต่อว่าเช่นนี้…
แต่ซ่งจินเหยาเข้าใจความคิดของโม่เจิ้งตงเป็อย่างดี
เขาแบกรับภาระของครอบครัวมากเกินไป ทั้งการดูแลน้องชายที่ดื้อรั้น แล้วยังเป็ห่วงน้องสาวคนเล็ก แม้ภายนอกเขาจะดูเป็ผู้ใหญ่ แต่ในความเป็จริง เขาก็ยังเป็แค่เด็กที่ไร้เดียงสาคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เพื่อที่จะเป็พี่ชายคนโตที่ดีและพึ่งพาได้ เขาต้องแสร้งทำเป็เข้มแข็ง ใช้ความเฉยเมยและความสงบปิดบังความกลัวในจิตใจ
เด็กที่ไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นและความรักมากนัก มักจะมีความหวาดกลัวผู้ใหญ่โดยธรรมชาติ ไม่กล้าแม้แต่จะแยกแยะว่าใครจริงใจหรือเสแสร้ง มีเพียงการใช้มุมมองของตนเองตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเผชิญกับความห่วงใยหรือการตำหนิจากคนรอบข้าง เขาจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ตอบสนองอะไรเลย และกลับบ้านไปหลบซ่อนเสียให้จบ ๆ
ประหนึ่งหอยทากที่ใกลัวจนหดตัวกลับเข้าไปในเปลือก ราวกับว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วจะปลอดภัยจากอันตรายทุกสิ่งอย่าง
ซ่งจินเหยายิ้มออกมา “ข้าคิดว่าเ้าทำได้ดีมากแล้ว เจิ้งตง เ้าต้องจำไว้ให้ดี ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก แต่ยังมีสิ่งต่าง ๆ รอให้เ้าทำอีกมากมาย ไม่จำเป็ต้องเสียเวลา เสียอารมณ์ไปกับสิ่งที่ไม่คุ้มค่าหรอก”
นางทราบดีว่าโม่เจิ้งตงยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำพูดของนาง แต่นางก็เชื่อว่าเขาเป็เด็กฉลาด แม้เวลานี้เขาจะยังไม่เข้าใจ แต่เขาจะจำได้ และสักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจมันเอง
“แต่วันนี้…เ้าทำผิดไปอย่างหนึ่ง”
โม่เจิ้งตงเผลอเชิดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้แต่เขาเองก็ไม่ทันสังเกตว่า เขากำลังตั้งใจฟังคำสั่งสอนของซ่งจินเหยาอย่างจริงจัง
“หากไม่ชอบใคร เ้าก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา ในเมื่อพวกเ้าต้องซักผ้าเยอะขนาดนั้น การซักผ้าริมบ่อน้ำย่อมสะดวกกว่า ไม่จำเป็ต้องเลี่ยงออกมาเพราะคนหรือเื่ไร้สาระเช่นนั้น เ้าต้องปล่อยวางให้มากกว่านี้...เข้าใจหรือไม่?”
“ปล่อยวางให้มากกว่านี้?” โม่เจิ้งตงยังไม่เข้าใจนัก
ซ่งจินเหยาอธิบายว่า “ใช่แล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องโทษตัวเองเพราะความผิดของผู้อื่น”
โม่เจิ้งตงรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจ...แต่ก็เหมือนจะเข้าใจอยู่หน่อย ๆ เขาเผลอพูดออกมาทันทีว่า “เหมือน...เหมือนวันนั้น ที่ท่านตีท่านย่าห้าและไล่นางออกไป?”
พอเอ่ยถึงเหตุการณ์วันนั้น ซ่งจินเหยาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้ นางลูบจมูกตัวเองพลางส่ายศีรษะ “วันนั้นข้าหุนหันพลันแล่นเกินไปหน่อย แต่ข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกคนในครอบครัวของข้าเด็ดขาด หาไม่แล้ว ข้าจะทำกลับคืนเป็ร้อยเท่าพันเท่า อันที่จริง ข้าทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่ดีนักหรอก”
ซ่งจินเหยาวางหม้อต้มยาลงบนเตา เมื่อลองคำนวณเวลาคร่าว ๆ โม่หงเชินและลูก ๆ ทั้งสองคนน่าจะใกล้มาถึงแล้ว
นางปรบมือ “ไปกันเถอะ เราควรออกไปได้แล้ว”
โม่เจิ้งตงไม่ได้ตามนางออกมาด้วย ดวงตาของเขาร้อนผ่าว จู่ ๆ จมูกก็เริ่มรู้สึกแสบ ๆ
เมื่อครู่นี้ ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งบอกว่า นางจะไม่ยอมให้ใครมารังแกคนในครอบครัวของนาง นั่นหมายความว่า...นางมองพวกเขาเป็ครอบครัวใช่หรือไม่?
ครั้นรู้สึกคัน ๆ ที่ใบหน้า โม่เจิ้งตงจึงยกมือขึ้นมาปาด ทว่ายิ่งปาด น้ำตาก็ยิ่งไหล
เขาทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้ออกมา เมื่อวานนางปกป้องเขา ตีท่านย่าห้าแทนเขา จากนั้นก็ทายาให้เขาอย่างอ่อนโยน วันนี้ก็พาเขาไปหาหมอ และยังซื้อยาราคาแพงให้เขาตั้งมากมาย
ไม่เคยมีใครปฏิบัติต่อเขาดีถึงเพียงนี้มาก่อน…
เมื่อครั้งที่มารดาของเขายังมีชีวิตอยู่ นางก็ดีกับเขามาก แต่เพราะครอบครัวยากจน เขารู้ว่าบิดามารดาต้องดิ้นรนด้วยความยากลำบาก เขาจึงทำตัวเป็เด็กดีและว่านอนสอนง่าย ไม่เคยทำให้พวกท่านต้องกังวลใจ
เมื่อเวลาผ่านไป คล้ายว่าทุกคนดูเหมือนจะเคยชิน คิดว่าเขาควรเป็เด็กดีเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่และรู้ความอะไรแบบนั้น ควรที่จะคิดแทนบิดามารดาในทุกเื่อย่างเป็ปกติ
แต่แม่เลี้ยงผู้นี้ คล้ายจะไม่สนใจเื่พวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
โม่เจิ้งตงยืนขึ้น เช็ดน้ำตาจนแห้ง ทำความสะอาดบริเวณเตาให้สะอาดเรียบร้อย แล้วจึงเดินตามนางออกไปข้างนอก
.
.
.