เวลาไหลผ่านไปราวกับสายน้ำเพียงพริบตา วันเวลาก็ล่วงไปสามวัน
ตลอดช่วงเวลานี้ลู่เซิ่งไม่ได้เก็บเลเวลต่อ แต่กลับพักผ่อนอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆของตนเองอย่างเต็มที่
อย่างไรเสียการเก็บเลเวลนั้นต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาการโหมตะบี้ตะบันเพียงอย่างเดียวบางครั้งนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังอาจส่งผลเสียแทนได้
อีกทั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากเขาเลเวลอัปเร็วเกินไปสกิลหลายอย่างจึงเป็นการเรียนแบบลัดขั้นตอนเพื่อให้ทันใช้งานแม้แต่การใช้งานจริงอย่างละเอียดเขาก็ยังทำความเข้าใจได้ไม่ครบถ้วน
รวมถึงสกิลของออสการ์ด้วยเขายังไม่แน่ใจว่าจะต้องร่ายอย่างไรเพื่อให้เกิดวงจรการทำดาเมจที่สมบูรณ์แบบ
ดังนั้นตลอดสามวันนี้ลู่เซิ่งจึงปล่อยวางจิตใจให้สบาย ยามว่างก็นั่งดูทีวี ออกไปเดินเล่นหากนึกสนุกขึ้นมาก็ศึกษาวิธีการใช้สกิลของตนเองและออสการ์ไปพลางๆช่างเป็นชีวิตที่แสนสำราญยิ่งนัก
จนกระทั่งถึงวันที่สี่
เช้าตรู่วันนี้ยามแสงเงินแสงทองเพิ่งจับขอบฟ้า ลู่เซิ่งก็ลุกจากเตียงขึ้นมาเตรียมตัวแต่เช้า
“นายท่าน ทำไมวันนี้ท่านตื่นเช้านักล่ะขอรับ?”
ออสการ์ที่เห็นลู่เซิ่งตื่นเช้าก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พักผ่อนมานานพอแล้ว ถึงเวลาต้องออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อย”
ลู่เซิ่งเอ่ยยิ้มๆโดยไม่ได้ปิดบัง
“ฮ่าๆ นายท่านจะออกไปเก็บเลเวลแล้วใช่หรือไม่?” ออสการ์ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น
เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาพักผ่อนสามวันที่ผ่านมาทำให้มันอุดอู้จนแทบคลั่ง
“ใช่แล้ว”
ลู่เซิ่งพยักหน้าก่อนจะเสริมว่า “แต่ก่อนหน้านั้น ฉันต้องไปเก็บหนี้ก่อน”
............
......
“คุณอวี่เถียน ลู่เซิ่งนั่น... จะทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ 9 ดาวสำเร็จจริงๆ เหรอครับ?”
หลี่เทียนหัวมองไปทางอวี่เถียนที่มีสีหน้าเคร่งขรึมข้างกายพลางเอ่ยถามด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
“เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
อวี่เถียนส่ายหัวแล้วเสริมด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า “แต่ถ้าเขาทำสำเร็จจริงๆล่ะก็ เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่”
“หือ? ที่คุณอวี่เถียนพูดหมายความว่ายังไงครับ?”หลี่เทียนหัวขมวดคิ้วถามต่อ
แต่อวี่เถียนไม่ได้ตอบเขาเพียงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแวววิตกกังวลที่ไม่อาจปิดซ่อนได้
ในขณะนี้เขาได้รับรายงานข่าวกรองที่ส่งกลับมาจากภายในประเทศแล้วและรู้ว่าในเขตสงครามทรายโลหิตได้มีการปรากฏตัวของ ‘สุดยอดพาลาดิน’ที่สามารถเป็นอมตะได้นานถึง 14 ชั่วโมงพร้อมทั้งมีรัศมีสะท้อนดาเมจ 10,000%
แม้ว่าจนถึงตอนนี้ระดับสูงของพันธมิตรสามประเทศจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าพาลาดินผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดอวี่เถียนกลับมีความรู้สึกสังหรณ์บางอย่าง เป็นลางสังหรณ์ที่อธิบายไม่ได้แต่กลับชัดเจนอย่างยิ่งว่า...เรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับลู่เซิ่งอย่างแน่นอน
และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาพาหลี่เทียนหัวมายังวิหารเปลี่ยนอาชีพตั้งแต่เช้าตรู่
ในขณะที่อวี่เถียนกำลังคิดมากจนฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง
ทันใดนั้นในระยะไกล เงาร่างที่คุ้นเคยซึ่งขี่สุนัขสามหัวแห่งขุมนรกก็ควบตะบึงมาจากสุดถนนซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลู่เซิ่ง!
“มาแล้ว!”
เมื่อเห็นลู่เซิ่งดวงตาของอวี่เถียนก็เป็นประกาย เขาใช้ทักษะตรวจสอบใส่ฝ่ายตรงข้ามตามสัญชาตญาณทันที
ทว่าเพียงแค่มองแวบเดียวเขาก็ตกใจจนเกือบจะหลุดปากร้องออกมา
[เป้าหมาย: ลู่เซิ่ง]
[อาชีพ: พาลาดิน]
[ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ: พิพากษา]
[เลเวล: 141 (เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สอง)]
[ค่าพลังชีวิต: 4,560]
[ค่ามานา: 1,510]
[อุปกรณ์: ไม่มี]
[ระดับดาวพลังรบ: 342 ดาว]
............
......
ในการมาครั้งนี้ลู่เซิ่งตั้งใจที่จะไม่สวมใส่อุปกรณ์ใดๆ
ดังนั้นค่าสถานะพื้นฐานของเขาจึงปรากฏต่อหน้าอวี่เถียนอย่างเปิดเผย
“อะไรนะ? เลเวล 141?”
เมื่อเห็นเลเวลที่แท้จริงของลู่เซิ่งอวี่เถียนรู้สึกราวกับโลกทัศน์ของตนเองพังทลายลง
เพราะบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันเมื่อผู้ใช้อาชีพเลเวลถึง 100 แล้วจะต้องทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพให้สำเร็จเสียก่อน จึงจะสามารถสะสมค่าประสบการณ์ต่อได้
แต่เลเวลปัจจุบันของลู่เซิ่งคือ141
สิ่งนี้บ่งบอกถึงอะไร?
มันบ่งบอกว่าเขาทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพสำเร็จแล้วและยังเป็นภารกิจระดับ 9 ดาวเสียด้วย
“เป็นไป... เป็นไปไม่ได้”
หลี่เทียนหัวเองก็เห็นข้อมูลเลเวลของลู่เซิ่งเช่นกันเขาตกตะลึงจนตาค้าง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“เอ๊ะ? มากันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
ในเวลาเดียวกันลู่เซิ่งก็สังเกตเห็นคนทั้งสองเช่นกัน
ทว่าเขาไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจอะไรมากนักเขากลับขี่ออสการ์ตรงเข้าไปหาทั้งคู่อย่างผ่าเผยก่อนจะเอ่ยเยาะเย้ยหลี่เทียนหัวด้วยสีหน้าผู้ชนะว่า “หลี่เทียนหัวดูเหมือนการเดิมพันครั้งนี้ แกจะแพ้อีกแล้วนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เทียนหัวก็ไม่อาจเก็บงำความตระหนกในใจได้อีกต่อไป เขาโพล่งถามเสียงหลงว่า“แม้แต่ภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับเก้าดาวแกก็ทำสำเร็จ...แกทำได้ยังไงกัน?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก”
ลู่เซิ่งมองบนอย่างเอือมระอาคร้านจะเสวนากับอีกฝ่าย เขาเพียงยื่นมือออกมาแล้วเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า“เลิกพูดเพ้อเจ้อ มีสปิริตหน่อย แพ้แล้วก็ต้องยอมรับไหนล่ะเงินสิบล้านของฉัน?”
“เรื่องนั้น...”
หลี่เทียนหัวหน้าเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วเขาคิดจะหาทางเบี้ยวเดิมพันนี้ทันที
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะคิดหาข้ออ้างได้
ทันใดนั้นเอง
“ให้เขาไป”
อวี่เถียนที่ยืนอยู่ข้างๆกลับสะบัดมือสั่งการทันที
“หือ? คุณอวี่เถียน?”
เมื่อเห็นภาพนี้หลี่เทียนหัวก็อดไม่ได้ที่จะตาโตด้วยความฉงน
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบอวี่เถียนกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขา สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ลู่เซิ่งเขม็งก่อนจะย้ำโดยไม่หันกลับมามองว่า “ฉันบอกว่าให้เงินเขาไป”
“เอ่อ... ก็ได้ครับ”
เมื่ออวี่เถียนยืนกรานเช่นนั้นแม้หลี่เทียนหัวจะเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมแต่เขาก็จำต้องหยิบบัตรธนาคารออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ลู่เซิ่งอย่างว่าง่าย
“ในบัตรนี้มีเงินอยู่สิบล้าน”
“หือ?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทั้งคู่คราวนี้กลับเป็นฝ่ายลู่เซิ่งเองที่เริ่มงุนงง
เพราะทุกอย่างมันดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินความคาดหมาย
ต้องรู้ก่อนว่าก่อนจะมาที่นี่ เขาเตรียมแผนรับมือไว้สารพัดรูปแบบ
เพราะความหน้าด้านของหลี่เทียนหัวนั้นเขาเคยเห็นมากับตาตัวเองแล้ว
เขาจึงไม่ได้คาดหวังเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมควักเงินออกมาให้โดยง่าย
ทว่าณ วินาทีนี้ เมื่อเห็นหลี่เทียนหัวยอมแพ้และจ่ายเงินอย่างฉับไวผิดปกติลู่เซิ่งกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแทน
โบราณว่าไว้สิ่งใดผิดแผกย่อมมีเงื่อนงำ
การที่คนไร้ยางอายอย่างหลี่เทียนหัวยอมแพ้และจ่ายเงินอย่างรวดเร็วขนาดนี้
ถ้าไม่มีลับลมคมในอะไรแฝงอยู่ต่อให้ลู่เซิ่งตายก็ไม่เชื่อเด็ดขาด
แต่เขาก็ไม่สามารถเดาออกในทันทีว่าพวกนี้กำลังเล่นแง่อะไรหรือมีแผนชั่วร้ายประการใดซ่อนอยู่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งลู่เซิ่งก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เขาจึงขี้เกียจคิดให้ปวดหัว
ยังไงเสีย‘ทหารมาก็เอาขุนพลต้าน น้ำมาก็เอาดินถม’
ในเมื่อเขามีพรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ ซึ่งเป็นสูตรโกงที่ขัดต่อกฎเกณฑ์เหมือนบั๊กขนาดนี้เขายังต้องกังวลเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อีกทำไม?
คิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็ยกยิ้มอย่างไม่ใส่ใจเขาขยับเข้าไปก้าวหนึ่งแล้วรับบัตรธนาคารที่หลี่เทียนหัวยื่นมาไว้ในมือ
เมื่อจัดการเรียบร้อยเขาก็เอ่ยกับหลี่เทียนหัวและอวี่เถียนด้วยความเบิกบานใจว่า“ขอบใจมาก”
สิ้นคำพูดเขาก็ไม่สนใจว่าทั้งสองจะมีท่าทีอย่างไรต่อเขาควบออสการ์หมุนตัวจากไปทันทีโดยไม่รีรอเพียงครู่เดียวเงาร่างของเขาก็หายลับไปที่ปลายถนนจนไร้ร่องรอย