พิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า

    บทที่ 36 บรรดาผู้กล้าทั้งหลายมาถึง เรื่องการบีบคั้นถาม

            บทที่ 36 บรรดาผู้กล้าทั้งหลายมาถึง เรื่องการบีบคั้นถาม


            ผู้ที่มาถึงที่นี่ แม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตเทวะผกผัน ในนั้นยังมีเหล่าบรรดาตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในขอบเขตหลุดพ้นอีกหลายท่าน


            สำนักหยกสวรรค์ ตำหนักบูรพาสุข  ว่านเฉียนหลิงเหมิน เผ่ามังกรเป่ยไห่ และอื่น ๆ


            กว่าครึ่งหนึ่งของกำลังชั้นหนึ่งในดินแดนฝูหลิวซิงต่างมาถึงแล้ว พวกเขาได้ทำข้อตกลงกันอย่างลับ ๆ เพื่อกดดันสำนักเสวียนชิง ให้เฉินชิงหยวนบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแดนต้องห้ามเทียนหยวน


            “เชิญบรรดาสหายเต๋าทั้งหลายเข้ามาเถิด!” ตงเหวินจวิน ผู้อาวุโสปกปักของสำนักออกมาต้อนรับด้วยตนเอง เขาสวมชุดคลุมสีดำ ถึงแม้จะเริ่มชราแล้ว แต่ก็ยังคงความเป็นนักรบที่องอาจมิเปลี่ยนแปลง 


            เพื่อปกป้องเฉินชิงหยวน หลินฉางเซิงได้ส่งหลินผิงเหยียนไปดูแล ไม่ให้เฉินชิงหยวนออกจากถ้ำฝึกตน


            เหล่าผู้บำเพ็ญตนอันยิ่งใหญ่กว่าร้อยคนค่อย ๆ เดินเข้าประตูภูเขาของสำนักเสวียนชิง ระหว่างทางพวกเขาเห็นลูกศิษย์ทั้งสองฝั่ง ต่างถือดาบคมในมือ สีหน้าเคร่งขรึม


            ลูกศิษย์เหล่านี้รู้ดีว่าผู้ที่มาในวันนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่ปกติไม่ค่อยได้พบเห็น แต่พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอันกล้าแกร่ง ร่างกายองอาจดั่งภูผา ไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย


            หากสำนักเสวียนชิงมีภัย ลูกศิษย์ทั้งหมดก็พร้อมจะสู้ตายโดยไม่เสียใจแม้แต่น้อย


            เมื่อเห็นลูกศิษย์ของสำนักเสวียนชิงมีจิตวิญญาณเช่นนี้ จิตใจของเหล่าผู้แข็งแกร่งก็อดชื่นชมไม่ได้ ทั้งยังมีความอิจฉาเล็กน้อยแฝงอยู่ด้วย




            ภายในโถงประชุมใหญ่ เหล่าผู้แข็งแกร่งนั่งอยู่ทางขวา ส่วนผู้อาวุโสของสำนักเสวียนชิงนั่งอยู่ทางซ้าย


            ด้านนอกหอ ลูกศิษย์กว่าหมื่นคนสวมชุดขาว เตรียมพร้อมรับมือ ไม่มีใครกระซิบคุยกัน เงียบสงบผิดปกติ


            “วันนี้ท่านทั้งหลายมาเยือน มิทราบมีเรื่องอันใดหรือ?” หลินฉางเซิงนั่งอยู่ด้านบน ก้มหน้ามองเหล่าผู้แข็งแกร่งจากแต่ละสำนักด้วยสีหน้าไร้อารมณ์


            “ท่านประมุขหลินเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ถึงจุดประสงค์ที่พวกข้ามา” ผู้อาวุโสที่เป็นหัวหน้าชื่อเสิ่นฉือเจี๋ย ท่านอาจารย์ผู้อาวุโสแห่งสำนักหยกสวรรค์ผู้ทรงพลังขอบเขตหลุดพ้น


            “ข้าไม่ทราบ ขอท่านพูดใสตรง ๆ เถิด”


            หลินฉางเซิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ต้องการควบคุมสถานการณ์ไว้ในมือ ไม่อาจปล่อยให้พวกผู้บำเพ็ญสำนักอื่นจูงจมูกไปได้


            “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะพูดตรง ๆ หากมีสิ่งใดล่วงเกิน คงขออภัยด้วย” เสิ่นฉือเจี๋ยลูบเคราขาวใต้คาง 


            “ได้ยินว่าเฉินชิงหยวน ผู้อาวุโสจากสำนักของท่านได้ฟื้นคืนรากฐานวิญญาณ พวกข้าขอแสดงความยินดีด้วย นอกจากนี้ พวกข้ายังต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับแดนต้องห้ามเทียนหยวนจากปากของท่านผู้อาวุโสเฉิน”


            “ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ข้าจำได้ว่าเมื่อปีก่อนสำนักเสวียนชิงได้ให้คำตอบไปแล้ว ตอนนั้นศิษย์น้องเล็กติดอยู่ในแดนต้ัองห้ามเทียนหยวน ทนทุกข์ทรมานอยู่ร้อยปีกว่าจะหนีรอดมาได้” หลินฉางเซิงกล่าว


            “ท่านประมุขหลิน ท่านคิดว่าพวกข้าจะเชื่อคำพูดเช่นนี้หรือ” เสิ่นฉือเจี๋ยหัวเราะ


            “จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่พวกท่าน ข้าได้พูดความจริงทั้งหมดแล้ว” หลินฉางเซิงสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบ


            เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมีแววตาคมกริบ จ้องมองผู้ทรงพลังจากสำนักอื่น ๆ ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด


            “ไม่สู้เชิญผู้อาวุโสเฉินออกมา หากพวกเราคลี่คลายเรื่องนี้กระจ่างแล้วก็จะไป เพื่อไม่ให้กระทบมิตรภาพระหว่างสำนัก” เสิ่นฉือเจี๋ยเสนอ


            “เสิ่นเหล่า ข้าขอแนะนำให้ท่านจัดการเรื่องในสำนักของท่านให้ดีก่อน อย่าปล่อยให้ถ้ำปีศาจระเบิด ไม่เช่นนั้นเกรงว่าสำนักหยกสวรรค์คงยากที่จะดำรงอยู่ในโลกนี้ต่อไป”


            หากไม่ใช่เพราะหลินฉางเซิงเป็นตัวแทนของสำนักเสวียนชิง เขาคงไม่พูดจาดี ๆ แบบนี้ เห็นทีคงต้องด่าทอสักยก!!


            “เรื่องของถ้ำปีศาจย่อมต้องได้รับการแก้ไขอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ท่านประมุขหลินต้องมาลำบากใจหรอก” เสิ่นฉือเจี๋ยพูดพร้อมกับยิ้มเยาะ “วันนี้พวกเราคุยกันแค่เรื่องของผู้อาวุโสเฉินกับแดนต้องห้ามเทียนหยวนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง”


            “ใช่แล้ว ! ให้ผู้อาวุโสเฉินออกมาพบหน้ากันสักหน่อยเถิด!”


            ผู้ที่พูดนั่งอยู่ข้าง ๆ เสิ่นฉือเจี๋ย หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดผ้าสีอ่อนยังคงมีเสน่ห์น่าหลงใหล นางคือหลิวรั่วอี ผู้อาวุโสปกปักของตำหนักบูรพาสุข 

            “ปีนั้นพวกเราต่างก็สูญเสียอย่างหนักที่แดนต้องห้ามเทียนหยวน บัดนี้อยากจะรู้สถานการณ์แดนต้องห้าม ย่อมเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วมิใช่รึ?”


            มีอีกคนเอ่ยปากขึ้นมา


            ผู้ทรงพลังทั้งสามที่อยู่ในขอบเขตหลุดพ้นต่างพากันมองไปที่หลินฉางเซิง ทำให้เขารู้สึกกดดันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


            หากเป็นผู้นำนิกายทั่วไป คงถูกข่มขู่จนตื่นตระหนกไปแล้ว แปดเก้าส่วนคงจะยอม อือออ ตกลงไป เพื่อไม่ให้ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ไม่พอใจ


            แต่หลินฉางเซิงไม่ใช่คนธรรมดา เขายืนขึ้นทันที สายตาคมดุดั่งดาบ พูดเสียงต่ำ 


            “น้องชายของข้ารอดตายมาได้ ต้องผ่านการรักษาของผู้เยียวยาถึงจะกลับมาเดินบนเส้นทางการบำเพ็ญได้อีกครั้ง ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ความจริงก็เป็นเช่นนี้”


            พรึบ!


            ตงเหวินจวินและคนอื่น ๆ ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ท่าทางคุกคามขู่เข็ญ เพียงแค่หลินฉางเซิงสั่งพวกเขาก็กล้าที่จะไล่แขกเหล่านี้ออกไป


            ส่วนผลที่ตามมา ไม่ต้องกลัวหรอก


            คนอื่นมารังแกถึงบ้านแล้ว หากยังต้องคิดมากอยู่อีก สู้ขุดหลุมฝังตัวเองซะเลย จะได้ไม่ต้องมาทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้


            “ท่านประมุขหลินไม่ต้องตื่นเต้นไป พวกข้าไม่ได้มีเจตนาจะไม่ให้เกียรติสำนักเสวียนชิง ขอเพียงเฉินชิงหยวนเปิดภวังค์จิตให้พวกข้าตรวจวิญญาณสักครู่ จะไม่ทำร้ายถึงรากฐานวิญญาณของเขา หากเรื่องนี้จบลงเมื่อใด พวกข้าจะจากไปทันที”


            เคล็ดวิชาค้นวิญญาณสามารถเห็นประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของผู้อื่นได้ จะส่งผลกระทบไม่น้อยต่อผู้ถูกใช้วิชา แต่แน่นอนว่า หากผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากเป็นผู้ลงมือและผู้ถูกใช้วิชาไม่ต่อต้าน ร่างกายก็จะไม่ได้รับอันตรายมากนัก


            “ไม่มีผู้บำเพ็ญคนใดไม่มีความลับ ในสถานการณ์ปกติก็ไม่มีใครจะยอมให้ผู้อื่นค้นวิญญาณของตนเองอย่างเต็มใจ”


            “หยาบคาย!” ตงเหวินจวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป พลังอันทรงพลังระเบิดออกมา พลิกคว่ำโต๊ะตรงหน้าผู้ทรงพลังทั้งหลาย ทำให้ถ้วยชาบนโต๊ะแตกกระจาย


            เมื่อเห็นว่าตงเหวินจวินมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ ทุกคนตกใจเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินข้อเสนอให้ค้นวิญญาณ การที่ตงเหวินจวินผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวโดยปกติมีท่าทีเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ


            “ตงเหวินจวิน หากเฉินชิงหยวนเป็นเช่นที่เขากล่าวไว้ก่อนหน้านี้จริง หากเขาถูกผนึกอยู่ในแดนลับนานกว่าร้อยปี ก็แสดงว่าสำนักเสวียนชิงไม่ได้ปิดบัง พวกข้าจะขออภัย หากเฉินชิงหยวนปิดบังอะไรไว้ มีผู้คนจากหลายสำนักที่ตายในแดนต้องห้ามเทียนหยวน พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะรู้”


            เสิ่นฉือเจี๋ยมีพลังไม่ด้อยไปกว่าตงเหวินจวิน เขาสลายแรงกดดันของตงเหวินจวินไปด้วยรอยยิ้ม


            “สำนักเสวียนชิงให้เกียรติพวกเจ้ามากไปใช่ไหม!” ตงเหวินจวินชี้หน้าด่าทอทุกคน จนหลินฉางเซิงหันไปมองตงเหวินจวินปราดหนึ่ง ทำให้ตงเหวินจวินกลืนคำหยาบคายที่เหลือกลับไป


            จากนั้น หลินฉางเซิงยืนอยู่บนที่สูง กอดอกยืนตรง สายตามองไปนอกศาลา เสียงดังกังวาน “ลูกศิษย์ของสำนักเสวียนชิงจงฟังให้ดี! หากมีใครต้องการกดขี่ท่านผู้อาวุโสเฉินพวกเจ้าจะยอมหรือไม่ยอม”


            “ไม่ยอม!” ลูกศิษย์นับหมื่นพูดเป็นเสียงเดียวกัน เสียงดังสะเทือนสะท้านฟ้า


            ในวันก่อน ๆ เมื่อเฉินชิงหยวนร่ำรวยขึ้น เขาก็จะให้ผลประโยชน์มากมายแก่ลูกศิษย์ในสำนัก เพื่อสะสมบารมี


            ยังมีการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสำนัก เช่น ปรับปรุงที่พักของศิษย์ เพิ่มหินวิญญาณที่ศิษย์ต้องใช้ในการบำเพ็ญทุกเดือน มอบของขวัญให้ศิษย์ที่โดดเด่นในแต่ละปี เป็นต้น


            ดังนั้น ลูกศิษย์สำนักเสวียนชิงจึงเคารพรักเฉินชิงหยวนมาก คำว่า ‘ท่านผู้อาวุโสเฉิน’ ที่พวกเขาร้องออกมานั้น มาจากใจจริง


            การหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างก็เพื่อคนในครอบครัว


            บนตัวของ เฉินชิงหยวนมีทรัพยากรน้อยมาก ทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ หานซาน จากดินแดนอวิ้นไห่ซิง เรียนรู้แค่ความโลภของเฉินชิงหยวน แต่ไม่เห็นถึงสิ่งที่เฉินชิงหยวนได้ทุ่มเทลงไป ดังนั้นจึงทำให้ชื่อเสียงของตนเองภายในสำนักมีแต่ความน่าชัง


            ในทางกลับกัน แม้ว่าลูกศิษย์ในสำนักจะรู้ว่าเฉินชิงหยวนโลภมาก แต่ไม่มีใครพูดถึงเฉินชิงหยวนในทางที่ไม่ดีลับหลังเลย


            “พวกเจ้าไม่ยอมรับ ดี!!” หลินฉางเซิงมองไปยังผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนัก เสียงหยุดไป ก่อนจะตะโกนด่า “เพราะข้าก็ไม่ยอมรับเช่นกัน!”


            เมื่อพูดจบ หลินฉางเซิงก็โกรธจัดปล่อยแรงกดดันที่น่ากลัวของผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตหลุดพ้น ทำให้พื้นในห้องโถงแตกละเอียด ลมฟ้าเปลี่ยนสี ก่อตัวเป็นหลุมวนขนาดใหญ่เหนือฟ้าทั้งเก้าชั้น



    คล้ายกับเรื่องพิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน