[คิมซองมิน PART]
เวลา 12:20 น.
ผมที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงใหญ่ ร่างกายกำลังอบอุ่น จากการซุกตัวในผ้าห่มอย่างผ่อนคลาย
“ไอ่ซองมิน!! ตื่น!!” เฉินไท่หยางเอ่ยเสียงดังพร้อมใช้ฝ่ามือหนักๆ เขย่าปลุกตัวผมให้ตื่น
“อืออ” ผมครางออกมาอย่างสะลึมสะลือ
“ตื่นๆ ไปเตรียมตัวได้แล้วเว้ย!!” เฉินไท่หยางเอ่ยเสียงดังต่อ
“อืออ 5 นาที” ผมเอ่ยตอบเสียงยาน
“ไม่ต้องมา 5 นาที ตื่น!! เหลือมึงคนเดียวแล้วเนี่ย!!” เฉินไท่หยางเอ่ยเสียงดังพลางฉุดกระชากผมให้ลุกขึ้น
“เออ!!! รู้แล้วๆ” ผมเอ่ยตอบกลัวอย่างหัวเสียที่โดนปลุกพลางยันตัวลุกขึ้นจากการนอนที่เตียงนอนใหญ่ที่สุดแสนสบายเปลี่ยนอิริยาบถเป็การนั่งบนเตียงใหญ่แทน
หลังจากที่ผมถูกไท่หยางเพื่อนรักปลุกขึ้นมาก็ยันตัวนั่งต่อบนเตียงเพื่อเรียกสติเมื่อคืนหลังจากที่ผมและสมาชิกคนอื่นๆ ในวง GATHERBOYไลฟ์พูดคุยกับแฟนคลับเสร็จ พวกผมก็ปาร์ตี้กันต่อจนเกือบเช้ากันเลยทีเดียวโชคดีที่วันนี้ไม่ได้มีคิวถ่ายกันตอนเช้า แต่มีคิวถ่ายกัน่ประมาณสามสี่โมงเย็นแทน
พวกผมต้องจับคู่กันนอน เพราะชั้นสองของบ้านที่มาถ่ายทำรายการวาไรตี้นั้นมีทั้งหมด5 ห้อง โดยถูกแบ่งเป็ห้องนอนของพวกผม 3 ห้อง ห้องของทีมเมเนเจอร์ 1 ห้อง และใช้เป็ห้องสำหรับแต่งหน้าแต่งตัว1 ห้อง ผมได้นอนห้องเดียวกับรูมเมทเพื่อนรักอย่างเฉินไท่หยาง คนที่มาปลุกให้ผมตื่นเมื่อกี้นี้นั่นแหละครับเราเป็น้องเล็กที่ได้นอนด้วยกันเพียง 2 คนเป็เพราะความตัวสูงใหญ่ของผมเอง ถ้ามานอนอัดกันสามคนคาดว่าเตียงไม่น่าจะเพียงพอระหว่างการนั่งรอเรียกสติสักพัก ผมใช้มือเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์ของตัวเองแล้วก็ลุกเดินไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวทำงาน
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วผมก็เดินออกไปเลือกเสื้อผ้าในห้องกลางที่ใช้เป็ห้องสำหรับแต่งหน้าแต่งตัวและคาดว่าพี่ๆ สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงไท่หยางเองก็น่าจะอยู่รวมตัวที่ห้องนั้นเช่นกัน
แกร็ก!
เสียงประตูดังขึ้นหลังจากที่ผมเปิดประตูเข้าไป
“สายสุดเลยนะครับไอ่น้อง” เสียงแรกดังเอ่ยทักทายผมขึ้นทันทีหลังจากที่คนในห้องเห็นการปรากฏตัวของผม
“ไท่หยางปลุกผมช้าไงพี่จุนโฮ” ผมเอ่ยตอบกลับเ้าของเสียงแรกที่เอ่ยทักทายผมเมื่อกี้นี้
“เอ้า! โทษกูเฉยเลยครับไอ่เพื่อนรัก” เฉินไท่หยางไม่เอ่ยเปล่า มันเอ่ยพร้อมขว้างกล่องกระดาษทิชชูมาที่ผมด้วย
“โอ๊ะ!! ใจเย็นๆ นะครับเพื่อน” ผมเอ่ยตอบพร้อมทำหน้ายียวนใส่เฉินไท่หยางพลางใช้สองมือรับกล่องทิชชูที่เฉินไท่หย่างปามาด้วย
“ไปๆ ไปแต่งตัวได้แล้วซองมิน” ทีมเมเนเจอร์คนหนึ่งหันมาเอ่ยบอกผม
“ครับผมม” ผมเอ่ยตอบกลับพร้อมยกนิ้วมือทั้งห้าขึ้นประกบอย่างเรียงชิดติดกันวางแนบไปบริเวณปลายหางคิ้วของตัวเองพลางตั้งท่างอแขนเข้ามาหาลำตัวอย่างยินดีทำตามคำสั่งที่พี่เมเนเจอร์บอกก่อนจะเอ่ยถามกับทีมเมเนเจอร์ต่อ “ว่าแต่ … วันนี้ธีมไรกันอะครับ?”
“วันนี้ไม่มีธีม แต่งสบายๆ ได้เลยๆ” ทีมเมเนเจอร์คนหนึ่งเอ่ยตอบ
“เคครับ งั้นผมไปเลือกเสื้อผ้าละๆ” ผมเดินเข้าไปในโซนแต่งตัว ไล่ดูเสื้อผ้าที่สไตลิสต์เตรียมไว้และดูเสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางของผมเองที่เตรียมมาด้วย
ไม่รู้ว่าอะไรดลจิตดลใจผมให้ผมคว้าเสื้อผ้าในโทนสีขาวมาใส่ ผมเลือกทั้งเสื้อแขนยาวและกางเกงเป็สีขาวทั้งหมดและมันค่อนข้างที่จะแมทช์เข้าชุดกันอย่างดีเลย ลุคการแต่งตัวในวันนี้ของผมดูเป็ลุคคนชิลๆสบายๆ ดูสะอาดสะอ้านพร้อมมาด้วยความเป็สุภาพบุรุษแบบสุดๆ
หลังจากการแต่งตัวเสร็จผมก็ออกไปทางด้านนอกให้ทีมช่างหน้าช่างผมทำงานต่อ
“ขอหล่อๆ เท่ห์เลยนะครับวันนี้” ผมเอ่ยกับทีมแต่งหน้าทำผม
“ฮ่าๆๆ ได้ๆ เดี๋ยวพี่เสกให้นะ แต่รอคิวหน่อยนะ” ทีมช่างหน้าช่างผมหันมาเอ่ยกับผมเพราะตอนนี้ทีมช่างหน้าช่างผมทั้งสองคนกำลังแต่งหน้าทำผมให้กับอีฮยอนจินและเฉินไท่หยางอยู่
ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ก็นั่งเล่นโทรศัพท์กันพลางๆ ระหว่างรอ
“ได้ครับพี่” ผมเอ่ยต่อ
“ทำไมวันนี้ใส่สีขาวทั้งตัวเลยล่ะ?”เฉินไท่หยางเอ่ยถามผมขณะที่กำลังแต่งหน้าทำผมอยู่
“ก็อยากเป็เทพบุตรบ้างอะไรบ้าง” ผมเอ่ยตอบกลับอย่างยียวนพลางเชิดใบหน้าขึ้นอย่างภูมิอกภูมิใจ
“ฮ่าๆๆๆ อย่างมึงนี่นะเทพบุตร!?!ให้คิดอีกที!?!!?” เฉินไท่หยางเอ่ยตอบกลับพร้อมหัวเราะ
“มึงนี่นะ!?!!?” ผมเอ่ยพลางคว้ากล่องกระดาษทิชชูปาใส่มันคืน
ปึก !! ตุบ!!!
เสียงกล่องกระดาษทิชชูกระแทกเข้ากับไหล่ของเฉินไท่หยาง ตามมาเสียงกล่องกระดาษทิชชูหล่นลงที่พื้น
“ไอ่ซองมิน!!!” เฉินไท่หยางะโขึ้นมาอย่างเสียงดัง
“สม!!!” ผมเอ่ยตอบพร้อมยักไหล่ขึ้นอย่างก่อกวน
“เลิกตีกันสักทีไอ่พวกนี้ ยามศึกร่วมกันรบ ยามสงบรบกันเองตลอดเลยนะ” พัคจุนโฮเอ่ยขึ้นมาห้ามปรามการกระทำของผมและเฉินไท่หยาง
“พี่ดูมันทำ!!! / พี่ดูมันดิ!!!” เสียงของผมกับเฉินไท่หยางเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
“พอๆ ไม่ต้องเถียงกัน” พัคจุนโฮเอ่ย
ระหว่างนั้นเสียงรถยนต์ดังขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีรถยนต์เข้ามายังสถานที่นี้เพิ่มจากนั้นพี่เมเนเจอร์ก็ลุกขึ้นยืนและเอ่ยว่า “อยู่กันอย่างสงบข้างบนกันนะ ทีมงานหลักน่าจะมาแล้วพี่จะลงไปดูเสบียงและของที่ทุกคนฝากซื้อเมื่อคืนกันหน่อย” ทีมเมเนเจอร์คนหนึ่งเอ่ยบอก
“ได้ครับ ถ้าเป็พวกของใช้รบกวนเอาขึ้นมาให้หน่อยนะครับ ส่วนอาหารค่อยลงไปกินกันข้างล่าง”ชเวฮยอนอูเอ่ยบอกทีมเมเนเจอร์
ทีมเมเนเจอร์ไม่ได้เอ่ยคำใดตอบแต่พยักหน้ารับทราบตามสิ่งที่ชเว ฮยอนอูแจ้งพร้อมทั้งก้าวเดินออกไปจากห้องกลางทันที
ปึง!
เสียงประตูถูกปิดลง
หลังจากนั้นผมก็นั่งเล่นโทรศัพท์รอแต่งหน้าทำผม ปกติแล้วระหว่างการรอพวกเรามักจะต้องอ่านสคริปหรือดูบรีฟจากทีมงานแต่ด้วยรายการนี้เป็รายการวาไรตี้การใช้ชีวิตของพวกผม GATHERBOY เอง ทำให้ไม่ต้องมีสคริปใดๆ ไม่นานก็ถึงคิวผมแต่งหน้าทำผมแต่ว่าผมใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการแต่งเติมก่อนที่เราจะลงไปถ่ายรายการกัน
ระหว่างรอสมาชิกคนอื่นแต่งเติมและรอทีมงานขึ้นมาเรียกให้ลงไปนั้น ผมเล่นโทรศัพท์ไปเป็ชั่วโมงจนรู้สึกเบื่อๆจึงลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย พลันเดินไปทั่วห้องจนเห็นว่าห้องกลางนี้มีระเบียงด้านนอกด้วย
การที่ห้องมีระเบียงเป็สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบเป็การส่วนตัวแต่ด้วยประเทศของผมนั้นมีอัตราการฆ่าตัวตายค่อนข้างสูงทำให้การสร้างที่อยู่อาศัยมักจะไม่มีระเบียงเท่าไหร่นัก
ผมเปิดประตูเลื่อนบานเล็กออกพลันเดินไปยังระเบียงด้านนอก ‘ขอสูดอาการบริสุทธิ์และเสพวิวทิวทัศน์ก่อนการทำงานในวันนี้ก่อนละกัน’
ผมออกไปยืนริมระเบียงกินลมชมวิวเก็บบรรยากาศสักพัก ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปวิวและรูปเซลฟี่ของผมเองพร้อมกะว่าจะกลับเข้าไปด้านในแล้ว สายตาพลันหันไปสะดุดตากับผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ใส่เสื้อแขนยาวสีดำพร้อมเดรสเอี๊ยมยาวสียีนส์กำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่ก้อนหินใหญ่ในสวนหย่อมข้างบ้าน
‘ใครน่ะ? ทีมงานเหรอ?!? แต่การแต่งตัวดูไม่น่าใช่ทีมงานซะเท่าไหร่หรือพี่ๆนัดแขกมาด้วยเหรอวันนี้?’ผมยังจ้องมองเธอด้วยความสงสัยพลางคิดอยู่ในใจ สักพักเธอคนนั้นที่นั่งอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม‘เชี้ยยย!?!?! ใครวะ ผมโป๊ะสุดๆ เลยที่กำลังมองเขา’ จากนั้นไม่นานเธอคนนั้นก็รีบหันขวับหนีไปอีกทาง ตอนนี้เธอหันหลังให้ผมแล้วผมจึงผละออกจากทุกอย่างแล้วก้าวเดินกลับเข้าไปในห้องกลางอย่างเร็วที่สุด
“วันนี้มีแขกมาร่วมถ่ายรายการด้วยเหรอพี่อาเธอร์” ผมหันไปเอ่ยถามพี่อาเธอร์เพราะพี่เขาตอนนี้อยู่ใกล้ตัวผมมากที่สุด
“ไม่มีหนิ” อาเธอร์เอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ไม่มีจริงดิพี่ ผมว่ามีแขกมาแน่ๆ” ผมเอ่ยย้ำต่อ
“จะมีได้ไง? พวกเราไม่ได้เชิญใครมาเลยนะ”อาเธอร์เอ่ยต่อ
“หรือใครแอบเชิญหรือเปล่าพี่?”ผมเอ่ยถาม
“นายเพี้ยนปะเนี่ยซองมิน” อาเธอร์เอ่ยกลับเสียงเรียบ