หมื่นโอสถกลืนสวรรค์

    บทที่ 7 ตำหนักสวรรค์

    บทที่ 7 ตำหนักสวรรค์ บัดนี้โชคชะตาได้ให้โอกาสเขาอีกครั้ง เขาหวนกลับมาแม้ว่าจะเป็นคนพิการแต่ก็ได้รับรากเหง้าปราณระดับจักรพรรดิมาเช่นนี้การที่จะสามารถล้างแค้นให้กับตนเองมันไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด รากเหง้าปราณระดับจักรพรรดิแม้ว่ามันจะสามารถฝึกฝนเลื่อนระดับได้ยากเย็นแต่ว่าความทรงพลังของมันความสามารถของมันที่สามารถส่งเสริมเคล็ดบ่มเพาะของเขาได้มันเยี่ยมยอด ภายในเมืองหลอมนภาที่เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิหลอมนภาแห่งนี้ไม่มีผู้ฝึกวรยุทธผู้ใดที่มีรากเหง้าปราณอยู่ในระดับจักรพรรดิ เขาสามารถฝึกฝนรากเหง้าปราณของเขาให้มันทะลุขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นแน่นอนว่าเขาจะไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด ความแค้นที่มันอัดแน่นอยู่ภายในอกกำลังเอ่อล้าออกมาแล้วปรากฏอยู่บนใบหน้า มือทั้งสองข้างของหลินซานกำแน่น แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นคนพิการแต่ถ้าเขาสามารถหาวัตถุดิบหลอมยามาได้ครบถ้วนเขาจะสามารถกลับมากลายเป็นคนปกติได้ตัวของเขาเริ่มฝึกฝนวรยุทธและฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วหรือว่าตอนประมาณที่เขาอายุครบ 10 ปีก่อนที่เขาจะโดนช่วงชิงรากเหง้าปราณของตนเองไปตอนนั้นเขามีระดับรากเหง้าปราณจิตวิญญาณพยัคฆ์อยู่ที่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 แต่ในตอนนี้เขาโดนช่วงชิงรากเหง้าปราณของตนเองไปและรากเหง้าปราณที่เขาได้รับมาใหม่มันก็อยู่ในระดับแรกส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ภายในร่างกายของหลินซานในตอนนี้ - รากเหง้าปราณระดับจักรพรรดิ ก่อกำเนิดขั้นที่ 1- โลหิตปราณ  ก่อกำเนิดขั้นที่ 8 - กระดูกปราณ ก่อกำเนิดขั้นที่ 8- เส้นชีพจรปราณ ก่อกำเนิดขั้นที่ 8นี่คือส่วนประกอบทั้งสี่ภายในร่างกายของเขาที่มีระดับอยู่เพียงแรกเริ่มเท่านั้นแม้ว่าจะก้าวเดินอยู่ภายในเส้นทางแห่งการฝึกฝนวรยุทธมาแล้วร่วม 5 ปี แต่ว่าการที่เขาไม่สามารถรุกหน้าในวิถีของการฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ภายในร่างกายมันก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้มียาหรือว่าสมุนไพรที่ส่งเสริมในด้านการฝึกฝนพลังเขาเกิดภายในตระกูลหลินที่เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองหลอมนภาแต่ว่าเขาเติบโตภายในตระกูลสาขาเท่านั้น เงินที่ได้มาในแต่ละปีมันก็น้อยยิ่งนักไม่เพียงพอจะไปซื้อยาหรือว่าสมุนไพรเพื่อที่จะใช้ในการฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ภายในร่างกาย ถ้าเขาอยากจะทำตัวขึ้นไปสู่บทฝึกพลังที่ 2 ก็ต้องฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ให้มันขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดแล้วทะลวงขึ้นไปพร้อมเพียงกันเพื่อเข้าสู่ชุดฝึกพลังที่สอง เพราะเช่นนี้การฝึกฝนจะเลือกฝึกฝนอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีความรวดเร็วมากเกินไปไม่ได้เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องทำให้ส่วนประกอบอีก 3 อย่างมีระดับที่เพิ่มขึ้นเท่าเทียมกันอยู่ดีกระนั้นช่วงแรกๆผู้ฝึกวรยุทธส่วนใหญ่ก็จะทำการฝึกฝนรากเหง้าปราณให้มีระดับรุกหน้ามากที่สุดเพราะว่ามันเป็นต้นตอของการกำเนิดพลังยุทธ์ภายในร่างกาย ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกทำการฝึกฝนรากเหง้าปราณของตนเองให้ขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดก่อนก่อนที่พวกเขาจะกลับมาฝึกฝนส่วนประกอบอีก 3 อย่างให้ค่อยๆขึ้นตามขึ้นไปทีหลังเพราะว่าต้องการพลังวิญญาณที่ทรงพลังภายในร่างกายของตนเอง แต่หลังจากที่หลินซานได้หลอมรวมเข้ากับชีวิตของจักรพรรดิทั้ง 2 มันทำให้เขาได้รู้ว่าการที่ฝึกฝนรากเหง้าปราณให้นำหน้าส่วนประกอบอีก 3 อย่างมันไม่ใช่เรื่องที่ดี สามารถทำให้มันห่างกันได้แต่ว่าก็ไม่ควรเกิน 1 ระดับ เพราะว่าร่างกายจะสูญเสียสมดุลและทำให้พลังไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้เต็มทีส่วนประกอบทั้ง 4 ที่เป็นรากฐานของพลังยุทธ์ภายในร่างกาย พวกมันล้วนแล้วมีความสำคัญทั้งหมด จริงอยู่ที่ว่ารากเหง้าปราณมันจะมีความสามารถในการปลดปล่อยพลังปราณออกมามากที่สุดแต่ว่าถ้าไม่มีตัวขับเคลื่อนและตัวส่งเสริมที่เป็นส่วนประกอบอีก 3 อย่างมันก็ไม่มีทางจะทรงพลังได้ขนาดนั้นเส้นชีพจรปราณค่อยหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อน กระดูกปราณเป็นตัวรับรองพลังวิญญาณ ส่วนโลหิตปราณเป็นตัวส่งเสริม ทั้ง 3 อย่างล้วนแล้วแต่มีความสำคัญไม่แพ้กับรากเหง้าปราณ หลินซานยืนจ้องมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอยู่สักพักตอนนี้ทุกอย่างมันกลับเข้าสู่ความเงียบงัน เขาไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะกระทำเช่นไรดีเลยเลือกตัดสินใจทำเช่นเดิม โดยการยื่นมือข้างขวาของตนเองออกไปแล้วสัมผัสเข้ากับแผ่นศิลาสีดำด้านหน้าอีกครั้งเผื่อว่ามันจะบอกอันใดกับเขาอีก มือข้างขวาสัมผัสเข้าไปที่แผ่นศิลาสีดำสิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมาก็คือตัวอักษรอักขระสีทองที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หลินซานที่ลอยกายอยู่ด้านหน้าได้ใช้ดวงตาของตนเองกวาดมองตัวอักขระโบราณที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้ ดวงตาทั้งสองข้างอ่านพร้อมกับปากที่เปิดออกแล้วค่อยๆพูดถ้อยคำที่อ่านออกมา “ ตำหนักสวรรค์เป็นของเจ้าแล้ว~ ภารกิจแรกฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ให้ขึ้นไปอยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 ”“ อันใดกัน? ” หลินซานที่อยู่ด้านหน้าแล้วได้อ่านข้อความที่ปรากฏขึ้นได้ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ ภารกิจตำหนักสวรรค์ เจ้าศิลาด้านหน้ามันบอกว่าตอนนี้สถานที่แห่งนี้ที่ชื่อว่าตำหนักสวรรค์เป็นของเขาแล้ว แล้วภารกิจแรกมันคืออันใดภารกิจในการที่เขาจะต้องฝึกฝนส่วนประกอบทั้ง 4 ให้ขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9ในขณะที่หลินซานยังคงงุนงงอยู่ด้านหน้าของมัน เขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขามันไม่สามารถขยับได้ “ เอ๋! ” ดวงตาทั้งสองข้างก้มมองต่ำลงที่ร่างกายของตนเองมันไม่สามารถขยับได้จริงๆและแล้วศิลาสีดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้ามันได้ส่องแสงสว่างสีทองขึ้นมา แสงสว่างสีทองสว่างวูบขึ้นมาทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของหลินซานต้องพับปิดลงอย่างรวดเร็ว เหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เลยไม่มีผิดตอนที่เขาถูกส่งมาที่สถานที่แห่งนี้เมื่อแสงสว่างไสวที่ส่องแสงทอประกายออกมาจากศิลาด้านหน้าค่อยๆจางหายไปดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังปิดพับอยู่ก็ค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ตอนนี้มันมีเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจอีกแล้วทัศนียภาพนอกกายของเขามันเปลี่ยนไป ตอนนี้ร่างกายของหลินซานเคลื่อนย้ายกลับมาที่เตียงภายในห้องที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้เช่นเดิมภาพทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีผิด ร่างของเขายังคงนั่งอยู่ด้านบนเตียงโดยท่าทางยืดขา แล้วเมื่อลองใช้สายตาของตัวเองมองลงบริเวณหน้าอกบริเวณใจกลางหน้าอกของเขามันมีอักขระโบราณสีทองปรากฏขึ้นจริงๆ ยามแรกหลินซานคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นความฝัน เพราะว่าเขาจดจำทุกอย่างได้ดีในทุกอย่างมันก็สมจริงไปหมด มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาแล้วมาประสานกันเอาไว้ตรงบริเวณหน้าอกเพื่อลองจับดู เขาสัมผัสได้จริงๆพลังวิญญาณจากรากเหง้าปราณที่กำลังไหลเวียนออกมาแล้วหล่อเลี้ยงร่างกายของเขาอยู่ ตอนนี้ร่างกายของเขาได้ถูกเติมเต็มโดยรากเหง้าปราณระดับจักรพรรดิเรียบร้อยแล้ว ผลจากการได้รากเหง้าปราณกลับมามันทำให้พลังวิญญาณภายในร่างกายของเขามันเริ่มไหลเวียนอีกครั้งและทำให้ร่างกายมีพละกำลังมากขึ้น แอ๊ด!!! หูได้ยินบางอย่างมันเป็นเสียงของประตูที่เปิดเข้ามาอย่างช้าๆ หลินซานให้ปรายสายตาของตนเองไปมองที่บริเวณประตู ร่างของเด็กสาววัยแรกรุ่นที่น่าจะมีวัยไล่เลี่ยกับเขาได้ย่างกายเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารภายในมือนางเดินเข้ามาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเล็กน้อยอาจจะเพราะว่าไม่คุ้นชินกับเขา นางได้เดินเข้ามาพร้อมกับส่งมอบถาดอาหารให้กับหลินซานที่อยู่ในท่านั่งบนเตียงเด็กหนุ่มได้รับสารอาหารที่มีกลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาเอาไว้ภายในมือ แต่ว่าดวงตาของเขาก็จ้องมองเด็กสาวผู้นี้อย่างไม่กระพริบตา ส่งมอบอาหารให้เสร็จเรียบร้อยแล้วดวงตาของนางก็ต้องมองกลับมาที่เขาเช่นกัน “ ลี่อิน.. เจ้าช่วยพาข้าออกไปด้านนอกหน่อยได้หรือไม่หลังจากที่กินอาหารเสร็จแล้ว ” หลินซานเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนเขาขอร้องให้นางพาเขาออกไปเดินชมหมู่บ้านแห่งนี้ด้านนอกตั้งแต่มาฟื้นคืนสติที่หมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้เขาน่าจะอยู่ภายในห้องเล็กๆแคบแห่งนี้และยังไม่เคยออกไปสูดอากาศด้านนอกเลย แต่ว่าตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเขากระดูกหักจนแทบจะแหลกละเอียด ถ้าใช้ไม่เท้าค้ำยันก็ต้องมีผู้ที่คอยพยุงอยู่ข้างๆ “ ได้~ ” นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าสองยายหลานคู่นี้ไม่ได้เป็นผู้ที่มีใจคอโหดร้ายหลินซานได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายวันพวกนางทั้งสองดูแลเขาเป็นอย่างดีแม้ว่าเขาจะเป็นคนพิการที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หลินซานได้เริ่มทานอาหารภายในมือของตนเองจนเสร็จเรียบร้อยก่อนที่เขาจะเตรียมตัวเดินออกไปด้านนอก ไม้เท้าที่ถูกทำขึ้นมาจากไม้ไผ่ 2 อันได้ถูกนำมาเอาไว้ข้างๆเตียง หลินซานใช้มือทั้งสองข้างจับมันเอาไว้ให้มั่นก่อนที่จะสอดมันเข้าไปใต้รักแร้ของตัวเองทั้งสองข้าง เท้าทั้งสองข้างลงจากเตียงพร้อมกับเริ่มสัมผัสกับพื้น แน่นอนว่ามันไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะค้ำยันร่างกายของตนเองเอาไว้ มิใช่ไม่มีเรี่ยวแรงเท่านั้นแต่ว่าประสาทสัมผัสบริเวณท่อนล่างของเขาถูกตัดขาดแทบหมด มันไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกเขาเป็นคนพิการท่อนล่างโดยสมบูรณ์ ในขณะที่ลงมายืนได้แล้วหลินซานก็มีลี่อินที่คอยพยุงร่างกายของเขาเอาไว้ด้านหลังอีกเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถเดินได้โดยที่ไม่ล้มไปกับพื้น หลินซานเริ่มออกแรงเคลื่อนที่ ปัก!! ปัก!! เขาต้องใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ของตนเองนำไปด้านหน้าแล้วก็ใช้ร่างกายออกแรงดันขึ้นเพื่อให้เคลื่อนที่ร่างของตัวเองไปมันยากลำบากยิ่งนักในการเคลื่อนที่โดยที่ใช้ไม้เท้าทั้งสองข้างแทนขา ร่างกายจะล้มลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ แต่โชคยังดีที่มีลี่อินคอยประคองร่างกายของเขาไว้ด้านหลังเลยไม่ล้มลงไปง่ายๆการฝึกเดินเช่นนี้ยากลำบากจริงๆนะใช้เวลาอยู่สักพักกว่าที่จะเดินหน้าออกไปถึงบริเวณด้านหน้าเรือนแห่งนี้ได้ และหลังจากออกแรงมุ่งมันเดินออกมาด้านนอกอยู่สักพักในที่สุดเขาก็ออกมาถึงแล้วและด้านหน้าคือทัศนียภาพของหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้จบตอน