เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 ความแปลกประหลาดของลูกปัด

              มันเป็นการเดินทางที่เงียบงันผู้คนทั้งหลายเข้าเมืองเหยียนเฉิงโดยมีกู่หยวนเป็นผู้นำจนมาถึงที่พักซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกเตรียมไว้ที่ลานประลองสวรรค์ประทานภายในห้องพักอันเงียบสงัดนั้น เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงขนาดเล็กแล้วหลับตาพักผ่อนเพียงลำพัง

             เมื่อมาถึงวันนี้การบำเพ็ญตนหรือการฝึกฝนใดก็แทบจะไร้ซึ่งประโยชน์แล้วเว้นก็แต่เพียงการพักผ่อนเอาแรง พลังปราณภายในร่างกายไหลเวียนอย่างเชื่องช้าหลังจากได้อยู่ในขั้นหลอมปราณเมิ่งฝานก็สามารถควบคุมพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ขณะที่พลังปราณถาโถมพลังที่แข็งแกร่งของเขาก็แผ่ซ่านออกมาด้วยเช่นกัน

             ในวันรุ่งขึ้นนั้นทางฝั่งของเหยียนเย่าก็คงจะเตรียมตัวเอาชนะผู้คนทั้งหลายแล้วเอ่ยเรื่องการแต่งงานต่อหน้ากู่หยวนเป็นแน่เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัวนัยน์ตาทั้งสองมีความดุร้ายปรากฏ ทว่าอยู่ๆ ก็มีเสียงอันราบเรียบดังขึ้นที่ข้างหูของเมิ่งฝาน

             “หึหึเจ้ามัวคิดถึงสิ่งใดอยู่เล่า หรือกำลังคิดถึงคนรักของเจ้ากัน?”

             นี่เป็นเสียงที่ไพเราะประหนึ่งขลุ่ยสวรรค์น่าฟังอย่างที่สุด ทว่ากลับทำให้สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าเป็นใคร!”

             ภายในห้องนี้มีเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นเหตุใดจึงมีเสียงของบุคคลที่สองได้

             “หรือเจ้าจะลืมข้าไปแล้วหึหึ เหรินเจีย[1] คือผู้ที่สอนให้เจ้าแข็งแกร่งเชียวนะ!”

             น้ำเสียงคล้ายหยอกล้อดังขึ้นมาอีกครั้งความตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฝาน นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นทันทีก่อนจะล้วงเอาลูกปัดสีดำออกมาหลังจากที่มองอย่างละเอียดเขาก็ได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าเองหรือ?!”

             “ก็ใช่น่ะสิหรือจะเป็นผีที่ใดกันเล่า!”

             ลูกปัดนั้นไม่ได้ขยับแต่กลับมีเสียงดังออกมาในวินาทีต่อมาพลันมีหมอกลอยฟุ้งออกมาจากลูกปัดจากนั้นกลายเป็นคนรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นสวมชุดสีขาวเปิดไหล่เรียบเนียน ผิวหนังเรียบสวยดุจหิมะ เส้นผมปลิวไสวใบหน้าอันเลอโฉมนั้นมีรอยยิ้มปรากฏ

             ร่างกายของเมิ่งฝานสั่นสะท้านเพราะนึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยเดิมทีลูกปัดเม็ดนี้ก็เคยบอกกับเขาว่าหากบรรลุไปยังขั้นหลอมปราณจะสามารถสื่อสารกับมันได้แต่ก็ยังคิดไม่ถึงอยู่ดีว่าภายในของลูกปัดสีดำเม็ดนี้จะเป็นสตรีที่งดงามเช่นนี้

             เมิ่งฝานมองใบหน้าอันเลอโฉมอย่างครุ่นคิดนึกไม่ถึงว่าตนเองจะมีโอกาสได้พบกับสตรีที่งดงามถึงสองนางในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้นางเป็นสตรีงามที่คงไม่อาจตามหาได้ในเมืองเหยียนเฉิงหากปรากฏตัวในอาณาจักรต้าก้านก็คงจะมีเหล่าราชวงศ์ตามหา คำเล่าขานที่ว่าโฉมสะคราญหนึ่งนางทำลายหนึ่งอาณาจักรก็คงจะเป็นเช่นนี้

             สตรีที่ลอยอยู่เหนือหมอกนั้นหาได้เย็นชาดั่งมู่อวี่อินไม่นางมีนิสัยที่อ่อนโยนและเป็นกันเองจนทำให้เขารู้สึกคล้ายดั่งคุ้นเคยกันมานานทว่าเมื่อมองให้ชัดเจนอีกฝ่ายก็คล้ายดั่งดวงวิญญาณที่ลอยล่องอยู่ในโลกมนุษย์และไม่อาจแตะต้อง!

             เมิ่งฝานข่มความตื่นเต้นในหัวใจแล้วกลืนน้ำลายลงไปหลายครั้งจากนั้นจึงเอ่ยถามออกไปช้าๆ “เจ้าเป็นใครกันแน่เหตุใดจึงช่วยเหลือข้า?”

             ข้าเป็นใคร!

             เพียงชั่วพริบตาที่ได้ยินคำถามนั้นเสียงภายในลูกปัดก็เงียบงันไปชั่วครู่สุดท้ายจึงเอ่ยออกไป “เรื่องนั้นหาได้สำคัญแต่อย่างใดสิ่งใดที่กระทำลงไปในวันวานถือว่าได้จบสิ้นและผ่านพ้นไปแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากวันนี้ไปถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ในยามนี้ข้ามีนามว่ารั่วสุ่ยอี!”

             เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานพลันคิดขึ้นในใจว่านางเป็นทั้งสตรีที่เลอโฉมและมีนามอันน่าฟังแต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งอันตรายเช่นกันเขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยขึ้น “ขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งที่คอยช่วยเหลือข้าแต่ในยามนี้ขอแม่นางโปรดบอกข้าด้วยว่าช่วยข้าเพราะเหตุใด หากข้าสามารถช่วยเหลือได้ข้าก็พร้อมที่จะช่วยหากไม่อาจช่วยเหลือได้ข้าก็ต้องขอโทษด้วยที่ต้องเชิญให้แม่นางไปจากข้า!”

             แม้ว่าสตรีตรงหน้าจะงดงามเพียงใดแม้ว่าลูกปัดเม็ดนั้นจะดีขนาดไหน แต่หากมันเกี่ยวข้องกับชีวิต เมิ่งฝานก็พร้อมที่จะทิ้งมันไปอย่างไม่ลังเล

             เมื่อสิ้นเสียงนั้นรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะขึ้นมาทันทีเมื่อนางหัวเราะก็ดุจดวงดาราบนท้องฟ้าเลยก็ว่าได้!

             นางมองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถามเสียงเบา“เจ้าจะตัดใจได้หรือ?”

             เอ่อ...

             เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วยิ้มเจื่อนอย่างจนปัญญาเพราะถึงอย่างไรลูกปัดสีดำนั้นก็มีประโยชน์ต่อตนเองอย่างมาก หากต้องทิ้งไปจริงๆก็คงจะเสียดายไม่น้อย

             รั่วสุ่ยอีส่ายหน้าแล้วเอ่ยออกไปเสียงเรียบ“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ทำให้เจ้าต้องตายหรอกนะการที่ข้าช่วยเหลือเจ้าก็เพราะต้องการให้พวกเราสามารถสื่อสารกันได้เท่านั้นต่อมาข้าก็จะได้รู้ถึงเรื่องราวของโลกภายนอก ความจริงแล้วลูกปัดเม็ดนี้ก็คือไข่หนึ่งใบที่เกิดจากตัวข้าเมื่อใดที่ข้าแข็งแรงแล้วออกจากไข่ใบนี้ได้เมื่อนั้นก็จะไปจากเจ้าโดยปกติแล้วข้าก็หาได้ต้องการให้เจ้าช่วยเหลือสิ่งใดไม่ขอเพียงเจ้าไม่บอกเรื่องของข้าให้ผู้ใดรู้ก็พอ และในภายภาคหน้าข้าก็อาจจะขอให้เจ้าทำในสิ่งที่ไม่ทำให้เจ้ามีอันตรายถึงชีวิตเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

             เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วบอกไป “ได้ขอเพียงแม่นางไม่ทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อชีวิตข้า ข้าก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ!”

             “หึหึเจ้านี่ช่างขี้ขลาดเสียจริง!”

             รั่วสุ่ยอีปรายตามองเมิ่งฝานแล้วหายเข้าไปในลูกปัด“จำไว้ว่าอย่าเอ่ยเรื่องของข้าให้ผู้ใดรู้ต่อให้มีเรื่องที่สำคัญมากก็อย่าได้เรียกหาข้า เพราะข้ายุ่งเป็นอย่างยิ่ง!”

             เมิ่งฝานมองรั่วสุ่ยอีที่หายไปแล้วส่ายหน้ายามนี้เขาได้สติจากการตกตะลึงเมื่อครู่แล้ว จากนั้นเขาจึงมองไปยังลูกปัดในมือด้วยนึกไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วมันจะเป็นไข่ใบหนึ่งเมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะทั้งน้ำตา เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาก่อนจะหลับตาบำเพ็ญตนต่อไปโดยที่นัยน์ตาใต้ผิวเปลือกตานั้นยังคงวาวโรจน์

             ในที่สุดการประลองก็ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้วเหยียนเย่า ข้าจะรอเจ้า!

             ยามเช้าอันเจิดจ้าลานประลองสวรรค์ประทานคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งบริเวณเพราะมีผู้คนมากมายหลายหมื่นคนเฝ้ารอชมการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นและการประลองในครั้งนี้ย่อมน่าดูน่าชมยิ่งกว่าครั้งก่อน ทั้งยังโหดร้ายยิ่งกว่าด้วย!

             ทั้งในและนอกลานประลองเต็มไปด้วยผู้คนมากมายมีเสียงสนทนาดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ในมุมหนึ่งของลานประลองนั้นบรรดาจอมยุทธ์น้อยของหมู่บ้านอูเจิ้นได้เดินมาถึงที่หมายแล้วมองไปยังกรรมการของลานประลองพวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการประลองในครั้งนี้จะใช้วิธีการจับฉลากเพื่อให้พวกเขาขึ้นไปบนแท่นประลอง

             และแน่นอนว่าต้องพึ่งพาดวงชะตาไม่น้อยทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นเรื่องของความแข็งแกร่งยู่ดี! ในเวลานี้รอบๆ ตัวของพวกเขาล้วนแต่เป็นบรรดาจอมยุทธ์จากสถานที่แห่งอื่นที่ทยอยเดินทางมาถึงรวมไปถึงตระกูลตงฟาง ตระกูลซีเหมิน ตระกูลเถิง และตระกูลสือ ซึ่งพวกเขาหลายคนต่างก็มองไปด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายและแฝงไปด้วยความเยือกเย็น

             เพราะถึงอย่างไรแล้วทุกคนล้วนแต่มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นคู่แข่งของตนเองทั้งสิ้นหากต้องการเอาชนะก็ต้องสยบทุกคนให้ได้

             เมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์มาถึงที่นี่พร้อมกันและกำลังรอจับฉลากจากนั้นแววตาของพวกเขาพลันเปล่งประกายและแฝงไปด้วยความเยือกเย็น เพราะยามนี้มีคนผู้หนึ่งเดินจากที่สูงมายังลานประลองสวรรค์ประทานทำให้ผู้คนโดยรอบหันไปมองและมีจำนวนไม่น้อยที่ส่งเสียงเฮต้อนรับ

             แม้จะมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งและบรรลุนิติภาวะจำนวนไม่น้อยแต่ในขณะนี้นัยน์ตาของพวกเขาเหล่านั้นก็ยังมองมาด้วยความชื่นชม ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาในยามนี้ก็คือเหยียนเย่านั่นเองจะบอกว่ามีผู้คนหลายหมื่นกำลังจ้องมองไปที่เขาก็ยังไม่เกินงามทว่าเหยียนเย่ากลับมองข้ามไปไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ก่อนจะมองมายังจุดที่เมิ่งฝานอยู่ในเวลาไม่นาน

             บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นจากที่ไกลๆ “ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่แท่นประลองเมื่อยามตัดสินและหวังว่าเจ้าจะมีความสามารถมากพอที่จะไปถึงรอบนั้น!”

             แม้จะอยู่ห่างกันไกลแต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความต้องการสู้ที่ส่งมาจากอีกฝ่ายเพียงชั่วพริบต่อมาเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นแล้วเอ่ยออกไปเสียงเรียบ “เจ้าไม่มีทางได้สมดั่งปรารถนาเป็นแน่!”

             เมื่อบรรดาจอมยุทธ์น้อยจากทั่วทุกแห่งทยอยมาถึงการจับฉลากก็ได้เริ่มต้นขึ้น

             เสียงเฮจากรอบนอกดังเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเดิมโดยในจุดสูงสุดของลานประลองสวรรค์ประทานซึ่งเป็นที่รับรองแขกผู้ทรงเกียรตินั้นก็มีผู้คนมากยิ่งกว่าครั้งก่อนพวกเขาก็คือชายชราหลายคนที่สวมชุดต่างกันออกไปบ่งบอกว่ามาจากผู้ทรงอิทธิพลหลายแห่งรอบเทือกเขาชิงหลง

             กู่หยวนและคนอื่นๆล้วนแต่ยิ้มรับแล้วทักทายกับผู้คนทั้งหลายเพราะถึงอย่างไรแล้วหากเอ่ยถึงรากฐานของอิทธิพลแล้วนั้น พวกเขาเหล่านี้ก็แข็งแกร่งเลิศล้ำยิ่งกว่าหมู่บ้านอูเจิ้นและเมืองเหยียนเฉิงในเวลาต่อมาเหยียนหยางก็ปรากฎตัวทำให้พวกเขาทั้งหลายหันไปสนใจ

             ต่อมาชายชราผู้หนึ่งก็เอ่ยพลางยิ้มขึ้น“ท่านเจ้าเมืองเหยียน ครั้งนี้ให้บุตรชายของท่านมาอยู่กับพวกข้าชาวคฤหาสน์ชิงหลงเถอะ!”

             ในระหว่างที่เอ่ยวาจาใบหน้าของผู้พูดก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความวาดหวังเพราะถึงอย่างไรแล้วเหยียนเย่าก็มีพรสวรรค์ที่เลิศล้ำ ขอเพียงหมั่นอบรมบ่มเพาะจะต้องกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ในภายภาคหน้า!

             ด้านหลังชายชราที่มาจากผู้ทรงอิทธิพลแห่งอื่นเริ่มมีสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์พวกเขาล้วนแต่เป็นบุคคลที่พรรควรยุทธ์ส่งมาเพื่อคัดสรรจอมยุทธ์น้อยทั้งสิ้นจึงไม่ยอมให้ผู้ใดมาแย่งจอมยุทธ์ผู้เลิศล้ำที่สุดไปจากตนเอง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหยียนหยางจึงคลี่ยิ้มอย่างราบเรียบแล้วเอ่ยออกไปเสียงเบา“บางที...คฤหาสน์ชิงหลงอาจจะยังไม่คู่ควร”

             เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงสนทนาดังขึ้นบนที่รับรองแขกผู้ทรงเกียรติทันทีแม้แต่กู่หยวนก็ยังย่นคิ้วเล็กน้อยพลางมองไปยังเหยียนหยางอย่างชะงักงันโดยปกติแล้วเหยียนหยางมักเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ทำตัวลื่นไหลเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างดีแต่เหตุใดจึงได้เอ่ยออกมาเช่นนี้

             อีกอย่างคฤหาสน์ชิงหลงก็นับว่าเป็นพรรควรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาบริเวณรอบเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ด้วยจะบอกว่าเทียบได้กับอาณาจักรต้าก้านก็ยังไม่เกินงาม!

            ใบหน้าของชายชราชะงักงันไปเล็กน้อยในทันใดก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ท่านเจ้าเมืองเหยียนพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือท่านไม่เห็นคฤหาสน์ชิงหลงอยู่ในสายตา?”

             ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาก็ปล่อยกลิ่นอายแห่งพลังของตนเองออกมาด้วยท่าทีอันแข็งแกร่งเหนือผู้ใดจึงแสดงให้เห็นว่าชายชราผู้นี้ก็อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแล้วเช่นกัน

             เหยียนหยางกระตุกยิ้มแล้วไม่ได้เอ่ยอันใดออกไปจากนั้นมีเสียงอันแหบพร่าและแก่ชราดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา

             “ก็ไม่เห็นว่าอยู่ในสายตาอย่างที่บอกนั่นแหละ!”

             เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นพลันมีชายชราอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเขาผู้นั้นสวมชุดสีดำ เส้นผมยาวของเขามีสีขาว อายุมากแต่กลับดูคล้ายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดายิ่ง

             ทว่าหลังจากที่ผู้คนทั้งหลายมองเห็นซวินจางที่หน้าอกของเขาก็ล้วนแต่หน้าถอดสีไปพร้อมกันความตกตะลึงปกคลุมไปทั่วบริเวณ ยามนี้เหล่าจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายล้วนแต่ชะงักงัน

             ตราสัญลักษณ์นั้นเมิ่งฝานก็มีอยู่ดวงหนึ่งภาพลมพายุที่สลักเอาไว้นั้นนั่นคือภาพของความเยือกเย็นอันมาพร้อมกับพระพายที่ลอยล่องพรรคเหมันต์สวรรค์!

             เบื้องหลังที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งพรมแดนจตุทิศผู้ทรงอิทธิพลขั้นสูงสุดที่แม้แต่ราชวงศ์ของอาณาจักรต้าก้านก็ยังต้องคุกเข่าความยิ่งใหญ่และความแข็งแกร่งของพรรคเหมันต์สวรรค์นั้นน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่งและทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างหน้าถอดสีในชั่วพริบตาต่อมาชายชราจากคฤหาสน์ชิงหลงไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก จากนั้นจึงก้าวถอยหลังไปด้วยสีหน้าที่แสดงความความยำเกรง

            ชายชราแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์เดินมาอยู่ข้างกายของเหยียนหยางก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“ข้ามีนามว่าเอินไท่วันนี้เป็นวันเปิดรับลูกศิษย์ของพรรคเหมันต์สวรรค์ในรอบสิบปีข้าได้เดินทางไปยังดินแดนต่างๆ มาไม่น้อย และหากวันนี้จอมยุทธ์น้อยผู้ใดแข็งแกร่งเขาตาข้าละก็...อาจจะถูกพาไปอยู่ในพรรค!”

             เข้าร่วมพรรคเหมันต์สวรรค์!

            ร่างกายของกู่หยวนและคนอื่นๆพลันสั่นสะท้านในชั่วพริบตา พวกเขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเหยียนหยางจึงบอกว่าจะมีเรื่องที่ทุกคนคาดไม่ถึงเกิดขึ้นดูท่าเขาคงจะรู้มาก่อนหน้าแล้วว่าพรรคเหมันต์สวรรค์จะเดินทางมาร่วมรับชมการประลอง กู่หยวนกำหมัดแน่นเพราะหากเหยียนเย่าถูกประกาศว่าจะได้เข้าร่วมกับพรรคเหมันต์สวรรค์แล้วเอ่ยเรื่องการแต่งงานกับตนเองละก็...เขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้

             เพราะถึงอย่างไรแล้วการที่ได้เป็นศิษย์ของพรรคเหมันต์สวรรค์ย่อมเท่ากับว่าทุกการกระทำนั้นล้วนแต่เป็นเสมือนตัวแทนของพรรคด้วยหากเขาปฏิเสธไปก็เท่ากับว่าล่วงเกินทั้งเหยียนเย่าและคล้ายเป็นการตบหน้าพรรคเหมันต์สวรรค์ยิ่งได้เห็นสีหน้าของเหยียนหยางที่คล้ายดั่งกำลังจะยกยิ้มแต่ก็เก็บซ่อนเอาไว้ ยิ่งทำให้กู่หยวนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ

            ชายชราแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์อย่างเอินไท่หาได้สนใจผู้ใดไม่เขามองไปยังจุดหนึ่งของแท่นรับรองผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ที่ค่อนข้างจะเงียบสงบและสบายเขาห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนรวมถึงเหยียนหยางและคนอื่นๆก็ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าไปใกล้ด้วย

             “เริ่มได้หรือยังขอรับคุณหนู?”

             ในยามนี้ชายชราผู้นั้นหาได้มีท่าทีหยิ่งทะนงเช่นยามสนทนากับเหยียนหยางและคนอื่นๆไม่ เอินไท่ในเวลานี้ค่อนข้างนอบน้อมถึงขั้นก้มตัวลงเล็กน้อย และนั่นก็ทำให้สีหน้าของผู้คนโดยรอบเปลี่ยนไปทั้งสงสัยว่าผู้ที่ทำให้เอินไท่ต้องเคารพยำเกรงถึงเพียงนี้คือผู้ใดกัน?

             “เริ่มได้เลย!”

             ในมุมหนึ่งนั้นเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาจากปากของสตรีที่นั่งอยู่ในมุมมืด นางสวมชุดสีขาวและมีผ้าผืนบางปิดบังใบหน้าร่างกายอรชรงดงามน่าหลงใหล ซึ่งหากเมิ่งฝานได้เห็นจะต้องตกตะลึงอย่างยิ่งเป็นแน่ เพราะนางก็คือ...มู่อวี่อิน!

            ............

             [1] เหรินเจีย : ความหมายแรกคือการใช้แทนผู้อื่นเป็นการเอ่ยถึงบุคคลที่สามอย่างสุภาพ โดยความหมายที่สองตามในบทความข้างต้นนั้นหมายถึงตัวเองเป็นการแทนตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ้อยอิ่งหรือแสดงถึงความอ่อนแอปกติแล้วผู้ที่ใช้มักเป็นผู้หญิงผู้ชายจะใช้กันเพียงส่วนน้อยเมื่อเวลาต้องการออดอ้อนเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน