ขณะเดียวกันที่เรือนหลักฝ่ายใน ชางอิงเข้ามารายงานเสียงเบาว่า “จางเจี้ยนมาขอพบหวางเฟยเพคะ”
ซูอันหนิงเลิกคิ้ว ค่อย ๆ มองผ่านคันฉ่องทองเหลืองไปสบตาลี่หนาน ที่กำลังสางผมให้นางอยู่ด้านหลัง “ดึกเพียงนี้ หากข้าออกไปพบเขาย่อมไม่งาม ให้เขามาพร้อมหวางเย่เถอะ”
“จางเจี้ยนบอกว่าหวางเย่เมาหนัก ้าให้หวางเฟย...ไปปรนนิบัติเพคะ”
ซูอันหนิงหัวเราะหึ...หึ พึมพำเบา ๆ “คนปรนนิบัติมีอยู่แล้วทั้งคน จะเรียกหาข้าไปใย”
ลี่หนาน ชางอิงมีสีหน้าฉงน หม่าหมัวมัวเองก็ชะงัก ทว่าเื่ในเรือนหลังนางล้วนเคยเห็นมามากจึงเข้าใจความนัยของพระชายาได้ทันทีจึงตบมืออุทานออกมาเสียงดัง
“เช่นนั้นก็แย่สิเพคะ...เหตุใดทรงไม่ไปขัดขวางเล่า เื่นี้ร้ายแรงยิ่งนัก !”
ซูอันหนิงเหลือบมองหม่าหมัวมัว เอ่ยตอบเสียงเย็น “คนที่มีความ้าอยู่แต่เดิม ต่อให้เ้าขวางเขาไว้ได้ในครั้งนี้ ต่อไปก็ขวางไม่ได้อยู่ดี ข้าได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้ว น้ำแกงสร่างเมาที่ดื่มเข้าไปจะเสียเปล่าหรือไม่อยู่ที่ใจคน !”
ภายในห้องนอนเรือนหลัก
ัันุ่มแ่เบาบนแผ่นอก คล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา ทำให้คิ้วกระบี่ของจูเกาเซวียนขมวดมุ่น ยามนี้เขาสับสนเล็กน้อยกับการจู่โจมอย่างกล้าหาญของภรรยา
ทุกคราที่นางขยับตัว จะมีกลิ่นหอมอ่อนโชยมาต้องปลายจมูก ไม่นานสาบเสื้อของเขาก็แหวกออก
สตรีตรงหน้ามิได้เอ่ยวาจาแต่มือของนางกลับขยับไม่หยุด ค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดั้แ่ซอกคอลงมา เขาพยายามจะลุกขึ้นมามองให้ชัด แต่กลับไร้เรี่ยวแรง
แต่ยิ่งนานกลิ่นหอมก็ยิ่งเข้มข้น ซูอันหนิงไม่ได้มีกลิ่นหอมเอียนเช่นนี้...
กลิ่นของชายาข้ามิใช่เช่นนี้ !
เมื่อความคิดบังเกิดโทสะก็ลุกโหม ดวงตาของเขาหรี่แคบ กลิ่นอายอายสังหารเข้มข้น
จูเกาเซวียนรวบรวมกำลังภายใน โคจรจากล่างขึ้นบน ขณะที่มือคู่นั้นเคลื่อนลงต่ำเขาก็ผุดลุกขึ้น ซัดฝ่ามือออกไปอย่างไม่คิดยับยั้ง ส่งผลให้ร่างบางลอยละลิ่วจากเตียงไม้หนานมู่ ไปตกอยู่ที่กลางห้องชั้นนอก เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ จากนั้นก็เป็เสียงร้องครวญครางอย่างเ็ปของสตรี
“หวางเย่...” เสียงของนางเว้าวอน
กลับทำให้โทสะในใจของจูเกาเซวียนโหมเทียมฟ้า
“ใครก็ได้ !” เสียงของเขาดังสะท้อนไปทั้งเรือน คล้ายสร่างจากความเมามายจนสิ้น
“ลากนางโยนออกไปจากเรือนข้า”
องครักษ์ลับผู้หนึ่งโรยตัวลงมาจากขื่อคาน หิ้วสตรีนางนั้นโยนออกนอกประตูราวกับโยนหมอนขาด ๆ ใบหนึ่ง ร่างบางอรชรร่วงลงที่ลานหินกลางสวน จากนั้นเขาก็เคลื่อนตัวหายไปในความมืด
เสียงดังโครมครามเรียกองครักษ์นอกเรือนให้ปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว จางเจี้ยนรีบวิ่งกลับมาที่เรือนหลักด้วยสีหน้าแตกตื่น
พบว่ามีสาวใช้นางหนึ่งกำลังนอนจมกองเือยู่กลางลาน ใบหน้าเปื้อนเืของนางพยายามจะยกขึ้น มองไปทางห้องนอนหลักด้วยแววตาตัดพ้อผสมความหวาดกลัว
“หวางเย่...หม่อมฉัน...” เสียงของนางขาดห้วง
ในที่สุดจางเจี้ยนก็จดจำนางได้ “ชุยไฉ่เอ๋อร์ !”
นางคือสาวใช้รุ่นใหญ่ที่อยู่จวนองค์ชายรองมานาน เขามองนางอยู่นานแล้วและเคยคิดว่าจะขอให้ท่านอ๋องมอบนางให้แต่งกับตนหากทั้งคู่มีใจตรงกัน
แต่ไม่คิดเลยว่า...นางจะมักใหญ่ไฝ่สูงเพียงนี้
“ลากนางออกไป หากไม่ตายก็ขับออกจากจวนไปซะ อย่าให้ข้าเห็นหน้านางอีก !”
เสียงสั่งราวกับฟ้าผ่าของฮั่นอ๋องดังมาจากในห้อง ทำให้จางเจี้ยนได้สติ เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยหัวใจดิ่งลงวูบ มององครักษ์เข้าไปดึงร่างชุยไฉ่เอ๋อร์ขึ้นมา
“ไฉ่...เอ๋อร์...คือ...” คำพูดมากมายติดอยู่ในลำคอ ริมฝีปากของเขาอ้าค้างแต่ไม่อาจส่งเสียงเรียกออกมาสำเร็จ
เขาหยุดเดิน สองมือกำแน่น ในพลันอกว่างเปล่า ได้แต่มององครักษ์ลากตัวนางออกไป
จูเกาเซวียนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยอาการสับสน เขาขมวดคิ้วมองไปรอบห้องนอนอันว่างเปล่า ก่อนจะส่งเสียงเรียกบ่าว “ใครก็ได้...”
จางเจี้ยนโผล่หน้าเข้ามามอง ก่อนจะเดินเข้ามารินน้ำอุ่นให้ผู้เป็นาย “หวางเย่ดื่มน้ำขอรับ”
ไม่นานบ่าวชายสี่คนก็ยกอ่างน้ำอุ่นและอุปกรณ์ชำระฟันเข้ามาวางไว้หลังฉากกั้น
ฮั่นอ๋องมองภาพนั้นด้วยความงุนงง กระทั่งเหลือเพียงจางเจี้ยนที่อยู่ปรนนิบัติใกล้ชิดจึงเอ่ยเสียงขุ่น “เหตุใดให้บ่าวชายเข้ามาในเรือน เ้าไม่รู้หรือเรือนนี้เป็ที่พำนักของหวางเฟยด้วย”
จางเจี้ยนก้มศีรษะตอบไม่ยอมสบตา
“เรียนหวางเย่ เรือนนี้ยามนี้มีเพียงท่านประทับอยู่ เื่เมื่อคืนทำให้บ่าวต้องบังอาจตัดสินใจ ไม่ให้มีสตรีรับใช้อยู่ในเรือนตอนกลางคืนอีก จำต้องเรียกใช้บ่าวชายดังเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนกะพริบตา ก่อนจะกวาดตามองไปรอบห้อง ไม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่มีเครื่องใช้สตรีหลงเหลืออยู่ในห้องแม้แต่ชิ้นเดียว ไร้วี่แววการมีอยู่ของพระชายาจริง ๆ
หัวใจของเขากระตุกวูบ ร่างสูงผุดลุกจากเตียง “พระชายา...ไปที่ใด”
“ย้ายไปอยู่เรือนหลังแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จางเจี้ยนตอบเสียงเบายิ่งกว่าเดิม
เขาได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการขอเข้าพบฝ่ายในแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา ขอเพียงประตูไม่เปิด เ้าก็อย่าได้หวังจะถ่ายทอดรับสั่งใด ๆ เลย
จูเกาเซวียนเงียบงันไปครู่หนึ่ง ภาพเงาร่างสตรีเมื่อคืนแวบขึ้นมายิ่งทำให้เขาปวดศีรษะจี๊ด ในใจคาดเดาไปต่าง ๆ นานา คิดว่าภรรยาเสียใจเื่เมื่อคืนจึงได้แง่งอนจนหนีไปอยู่เรือนอื่น
เขาขมวดคิ้ว หลับตารอจนอาการเบาเทาลง
“ช่วยข้าแต่งตัว”
ซูอันหนิงตื่นเช้ามารำไท่เก๊กดังเดิม จากนั้นก็กลับไปอาบน้ำแต่งกาย ยามนั่งรอให้สาวใช้เกล้าผมก็ฟังชางอิงรายงานเื่ที่เรือนหน้าไปด้วย
“วันนี้มีสาวใช้นางหนึ่งหายตัวไป ในครัวก็เลยลือกันใหญ่เลยเพคะ”
ชางอิงนึกถึงเหตุการณ์ในครัว ยามที่นางไปยกสำรับเช้า
“ไฉ่เอ๋อร์หายไปจากห้องพักสาวใช้ั้แ่เมื่อคืน ยังไม่กลับมาเลย ใครอยู่เรือนหน้าได้ข่าวบ้างหรือไม่” สาวใช้ที่พักห้องเดียวกันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
บ่าวที่ทำงานในห้องชงชาเรือนหน้าชะงัก วางถาดใส่ถ้วยชงลงแล้วขยับเข้ามาในวงสนทนา ชางอิงค่อย ๆ ขยับจากโต๊ะวางสำรับสำหรับส่งขึ้นถวายเข้าไปฟังใกล้ ๆ
“ข้าพักที่ห้องบ่าวเรือนหน้า เมื่อคืนได้ยินเสียงหวางเย่พิโรธ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น องครักษ์เคลื่อนไหวเต็มลานไปหมด ข้าได้แต่แอบมองผ่านช่องประตู เห็นสตรีนางหนึ่งนอนกองอยู่บนพื้น เดิมข้าคิดว่าเป็นักฆ่าเสียอีก...หรือจะไม่ใช่”
นางหันไปทางสาวใช้ที่พักห้องเดียวกันกับชุยฉ่เอ๋อร์
“หึ ! คงคิดว่าหวางเย่แต่งพระชายาแล้ว หากสำเร็จก็จะได้รับการแต่งตั้งสินะ คิดอะไรตื้น ๆ” พ่อครัวที่อยู่มานานเคาะกระบวยก่อนตักน้ำแกงใส่ชาม
“แต่ไฉ่เอ๋อร์รู้นิสัยหวางเย่ดี เหตุใดยังกล้าทำอีก”
“แล้วตกลงนางล้มเหลวหรือสมหวังเล่า” เสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งถามขึ้น
ทุกคนไม่ได้หันไปมองว่าผู้ใดเป็คนพูด ชางอิงมองสีหน้าแต่ละคนอย่างรอคอย
“ก่อนจะถูกหิ้วมากองไว้หน้าเรือน ผู้ใดจะรู้เล่าว่าล้มเหลวหรือสมหวัง เ้าคงต้องไปถามสตรีนางนั้นแล้ว” บ่าวคนหนึ่งสรุป
แต่เสียงสาวใช้รุ่นใหญ่นางหนึ่งแย้งขึ้น “ข้าว่าไม่สำเร็จหรอก หวางเย่ไม่ลุ่มหลงสตรี ก่อนแต่งหวางเฟยเข้ามา เรือนชั้นในตำหนักหน้าไม่เคยมีบ่าวหญิงคอยให้การรับใช้ตอนกลางคืนเลย”
เสียงปังตอสับเขียงดังปัง พ่อครัวที่กำลังแล่ปลาตวาด “พวกเ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังนินทาผู้ใดอยู่”
บ่าวที่จับกลุ่มกันอยู่สลายตัวออกไปทันที ชางอิงมองคนโน้นคนนี้ กระทั่งพ่อครัววางชามน้ำแกงลงบนถาด
“แม่นางชางอิงครบแล้ว”
“เื่ก็เป็เช่นนี้แหละเ้าค่ะ” ชางอิงรายงานจบก็หยุดหายใจหอบ
ลี่หนานปักปิ่นอย่างบรรจง จากนั้นก็เอียงคอมองสำรวจความเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยวิจารณ์ขึ้นบ้าง “ไฉ่เอ๋อร์... นางคงเป็หัวหน้าสาวใช้ที่ครั้งหนึ่งทำให้หวางเฟยต้องอาบน้ำเย็นกระมัง บ่าวจำได้ไม่ลืม !”
“อ้อ !... ” ซูอันหนิงรับคำเสียงเนือย ใช้ปลายนิ้วแตะปิ่นเบา ๆ มองตนเองในกระจกแล้วก็ได้แต่ถอนใจ
นางที่เป็พระชายาเอกยังไม่ได้เข้าหอ หากฮั่นอ๋องหิวกระหายจนกินไม่เลือกนางก็พร้อมจะหย่าจากเขาให้เด็ดขาดไปเลย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ทำให้นางผิดหวัง
แสงจันทร์เป็ใจ เมามายไร้สติ แม้แต่ภรรยายังไม่เข้าไปขัดขวาง เขากลับยังยับยั้งเหตุการณ์เอาไว้ได้ นางจะรอดูพฤติกรรมของเขาไปก่อนก็แล้วกัน
“พระชายาได้เวลาเสวยแล้วเพคะ” เสียงของหม่าหมัวมัวดังขึ้นจากห้องชั้นนอก
ซูอันหนิงเดินออกมาที่ห้องชั้นนอก อาการเช้าวันนี้มีโจ๊กขาว สายบัวผัดขิงและเต้าหู้ตุ๋นเห็ด นอกจากนั้นยังมีโถใส่ซุปที่ยังปิดฝาอยู่
นางนั่งลง กำลังจะหยิบตะเกียบเสียงรายงานก็ดังขึ้น
“หวางเย่เสด็จ”
ปลายนิ้วที่กำลังจะแตะตะเกียบกระตุกน้อย ๆ ยังไม่ทันได้สติ เงาร่างสูงใหญ่ก็เดินผ่านประตูเข้ามาแล้ว ซูอันหนิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองสบตาชายหนุ่มผู้นั้น เขายังคงหล่อเหลาเช่นเดิมทว่าผิวที่เคยขาวนวลกลับดูคล้ำขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้ดูคมคายสมกับเป็ชายชาติทหาร
การปรากฏตัวกะทันหันของฮั่นอ๋องทำให้บรรยากาศในห้องประดักประเดิด ต่างฝ่ายต่างมองตากันนิ่ง ไม่รู้จะเริ่มวิสาสะกันเช่นไร
ซูอันหนิงจึงขยับมุมปากยิ้มแบบที่นางเรียกว่า ‘ยิ้มการค้า’ ในโลกก่อน แล้วจึงลุกขึ้นยอบกายอย่างแช่มช้อย เอ่ยถามตามมารยาท “หวางเย่ เสวยมาหรือยังเพคะ”
จูเกาเซวียนมองนางอยู่เนิ่นนาน จากกันไปหลายเดือนยามต้องห่างก็ราวกับเป็เวลาชั่วชีวิต แต่เมื่อได้พบกลับเหมือนเพียงพริบตาเดียว พบกันครั้งนี้นางก็เปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว
“ได้สิ !”
เขาตอบไม่ตรงคำถาม จากนั้นก็ถือวิสาสะนั่งลง
ซูอันหนิงอึ้งงันกะพริบตาอย่างงุนงง เมื่อครู่นางพูดออกไปว่าอย่างไรกันแน่ ?
เหตุใดเขาจึงนั่งลงราวกับจะร่วมโต๊ะเช่นนี้เล่า
“หวางเฟย นั่งลงเถิด” เสียงทุ้มดังขึ้นเบา ๆ เอ่ยอนุญาตราวกับเป็เ้าของเรือนเสียเอง
ซูอันหนิงนั่งลงด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย พริบตาต่อมาหม่าหมัวมัวก็ยกชามตะเกียบอีกชุดมาวางให้เสร็จสรรพ เป็ครั้งแรกที่สามีภรรยากินอาหารร่วมโต๊ะ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยการหยั่งเชิง
“หวางเฟยชอบเรือนนี้หรือไม่” จูเกาเซวียนยังไม่หยิบตะเกียบ เอ่ยถามพลางเหลียวมองไปรอบ ๆ
ที่นี่มีบรรยากาศของบ้านมากกว่าเรือนหลักเสียอีก
“ตอนนี้ยังดีเพคะ” นางตอบสั้น ๆ ขณะจับตะเกียบคีบเต้าหู้ตุ๋นเห็ด ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีแต่กลับเอ่ยอย่างคลุมเครือ “หากใจร้อน จะกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้”
หนังตาขวาจูเกาเซวียนกระตุก เขารู้ว่านางไม่ได้พูดถึงเต้าหู้ แต่ไม่แน่ใจว่านางกำลังเตือนเื่ใดกันแน่
หรือนางกำลังบอกว่า เื่บางอย่างยังไม่ควรเร่งรีบ ?
หรือนางกำลังพูดถึงเื่เมื่อคืน ?
แม้จะไม่เข้าใจแต่ฮั่นอ๋องก็ไม่อาจเอ่ยปากถามแกไปตรง ๆ ยามสนทนากับนางเหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนกับเหยียบอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ก็ไม่รู้ ถ้าพลาดนิดเดียวเขาอาจร่วงลงไปพร้อมกับข้อกล่าวหาใดข้อกล่าวหาหนึ่ง
เขารู้สึกว่าตนเองก่อนยกทับขึ้นเหนือยังเป็ผู้กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยานี้อยู่ แต่พอกลับมาเหตุใดเขาจึงกลายเป็เบี้ยล่างเสียแล้ว
จะโทษว่าเขาตื่นตระหนกไปเองก็ไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาพลั้งมือทำนางาเ็ด้วยเื่เข้าใจผิดถึงสองครั้งสองคราจึงไม่แปลกที่นางจะขุ่นเคืองใจอยู่
เื่เดิมไม่ควรทำซ้ำสามครั้ง หาไม่เรือนหลังแห่งนี้ก็คงก้าวเข้ามาอีกไม่ได้แล้ว
“หวางเฟยชอบก็ดี ข้าตั้งใจขุดสระบัว ปลูกต้นท้อ และสร้างสวนดอกไม้ตามความชอบของ...”
คำพูดของเขาถูกกลืนหายไปในลำคอยามที่สายตาเลื่อนกลับมาสานสบดวงตาเ็าของนาง จูเกาเซวียนก็รู้ได้ทันที...ตนเผลอพูดในเื่ที่ไม่ควรพูดออกมาเสียแล้ว
เรือนนี้ถูกสร้างขึ้นมาก่อนที่นางจะได้สมรสพระราชทาน หากไม่ยกเื่ในวัดฝูซานไหลขึ้นมาพูด ก็ไม่มีทางอธิบายให้นางเข้าใจได้ ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมาจากใจจริง ทว่ายามนี้นางความจำเสื่อมจะจดจำเื่ที่เคยเอ่ยปากไว้ได้อย่างไร
ขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัด เหอไห่ก็รายงานมาจากด้านนอก “หวางเย่ คุณชายเกามีเื่ด่วนจะขอปรึกษาพ่ะย่ะค่ะ”
จูเก้าเซวียนวางตะเกียบลงทันที ยิ้มกล่าวอย่างใจเย็น “เ้าทานเถอะ ข้าออกไปดูเสียหน่อย”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ่ขายาวก้าวเร็วเสียยิ่งกว่าตอนมาเสียอีก
ซูอันหนิงคีบเต้าหู้ด้วยสีหน้าสงบนิ่งจนเ็า ตะเกียบขยับไม่หยุดกลับคีบอะไรขึ้นมาไม่ได้สักชิ้น
นางตบตะเกียบลงบนโต๊ะ สูดหายใจยาวก่อนจะโพล่งออกมา
“เรือนที่ท่านสร้างให้จางลั่วหลิน เกี่ยวอะไรกับข้า !”