ตอนที่ 354 เกาะลูน
เหนื่อยโคตร เหนื่อยโคตร ๆ
นักผจญภัยระดับบุษราคัมผู้โชกโชนทั้งประสบการณ์และฝีมือร้องโอดโอยในใจ ใบหน้านิ่งสงบที่เขาพยายามรักษามาตลอดสัปดาห์เริ่มปริแตกลงทีละน้อย ๆ ในทุกวันที่เขาต้องเดินทางร่วมกับนักบวชหญิงกับม้าแผงคอแดง
เกาะลูน เกาะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวใต้บาดาล ออกไปจากอาณาเขตน่านน้ำของอาณาจักรไฟกัลป์ไม่มากนัก หากนับในแนวระนาบแล้วเกาะลูนยังไม่เข้าถึงช่วงขุนเขาและพฤกษาด้วยซ้ำไป
เป้าหมายของทั้งสองคือเกาะขนาดใหญ่แห่งนี้ เกาะที่เป็นดั่งจุดพักและแหล่งการค้าของเหล่าชาวเรือทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงโจรสลัดเท่านั้นที่ใช้ผืนน้ำ ผู้ที่อาศัยบนผืนน้ำเป็นกิจวัตรยังมีชาวเรือ เหล่ากองเรือของขุมกำลังต่าง ๆ รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่อารักขาเส้นทางเดินเรือ
เกาะลูนแห่งนี้คือศูนย์รวมของบุคคลเหล่านั้นที่ใหญ่ที่สุดที่ประชากรจากอาณาจักรไฟกัลป์สามารถไปถึงได้ง่าย เพียงโดยสารด้วยนกยักษ์ 8ปีกจากหัวเมืองใหญ่บริเวณชายทะเลก็สามารถมาเยี่ยมเยือนเกาะลูนได้
นอกเหนือจากนกยักษ์ 8ปีกระดับอริยะราคาแพงของกลุ่มการค้าเชียนเป่าแล้ว ยังมีเรือโดยสารของกลุ่มการค้าอิสึกะที่ราคาถูกกว่า หากต้องการโดยสารเรือเหล่านั้น เมืองที่ติดชายฝั่งอย่างเมืองท่าสมุทรเองก็เป็นตัวเลือกที่ดี
เรนเดลและโฟเรลนั้นเลือกโดยสารนกยักษ์ 8ปีกเพื่อความรวดเร็ว ในทีแรกเรนเดลนั้นไม่ยินยอมเพราะต้องการประหยัดเงิน เมื่อต่อรองจนพาขึ้นนกยักษ์ 8ปีกได้สำเร็จคุณเธอยังเล่นจะไปโดยสารที่ชั้นตั๋วสมบัติทองแดง โฟเรลจึงจำใจต้องออกค่าโดยสารให้เธอและเซเรนเซ่ไปด้วย
เขาเลือกทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการเสียเวลาอีก อยากรีบที่จะไปถึงนครโอคานอส รีบไปพบผู้อาวุโสเผ่าใต้บาดาล แล้วจึงรีบพาเธอไปแท่นแม่เหล็กบรรพกาล เขาจะได้รับเห็ดก่อรูปทรายแล้วไปจากเธอเสียที
“หลังจากนี้การจะไปนครโอคานอสเราต้องโดยสารเรือแบบพิเศษที่สามารถท่องใต้บาดาลได้ครับ ผมจองไว้แล้วลำหนึ่ง เรือจะออกพรุ่งนี้เช้า 10โมงตรง” โฟเรลกล่าวเสียงเรียบ หันไปพูดกับนักบวชหญิงที่พาม้าแผงคอแดงของตนเดินไปสำรวจนู่นนี่ด้วยแววตาเป็นประกาย
เหล่าชาวเรือและกองทหารเรือจากอาณาจักรไฟกัลป์ต่างมองนักบวชร่างเล็กคนนี้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เกาะแห่งนี้เองก็มีวิหารปฐมมันตรา แต่เพราะการเป็นเกาะทำให้พวกเขาไม่ได้เห็นนักบวชหน้าใหม่เดินทางมาด้วยเรือมากนัก
“เพราะงั้นเจอกันพรุ่งนี้ที่ท่าเรือนะครับ” โฟเรลพูดสรุปก่อนจะออกเดินไปอย่างรวดเร็ว
เรนเดลเบิกตากว้าง ทำสีหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินคำพูดของโฟเรล เธอรีบวิ่งไปขวางหน้าพร้อมกับโบกไม้โบกมืออย่างตื่นตระหนก
‘จะทิ้งนักบวชหญิงตัวเล็กบอบบางอ่อนแอไว้คนเดียวที่เกาะห่างไกลแบบนี้เหรอคะ!?’
อ่อนแอ? โฟเรลคิ้วกระตุกน้อย ๆ ไม่ใช่ว่าเธอคนนี้แกร่งพอจะกล้ากระโจนเข้าไปกลางฝูงจิ้งจอกทะเลทรายหรอกหรือ
“เกาะลูนเป็นเกาะที่มีโจรสลัดอยู่น้อยเพราะกองทัพอยู่ที่นี่เยอะครับ ถึงโจรสลัดจะสามารถเทียบท่าที่นี่ได้แต่ถ้าก่อเรื่องขึ้นมาก็แทบไม่มีทางหนีไปได้เลย” โฟเรลกล่าวช้า ๆ
เมื่อเรนเดลหันไปมองรอบด้านจึงได้เห็นว่าที่แห่งนี้นั้นมีโจรสลัดน้อยจริง ๆ บางทีอาจจะน้อยเสียยิ่งกว่าเมืองท่าสมุทรที่อยู่บนบกเสียด้วยซ้ำ ส่วนมากพื้นที่แถวนี้ล้วนมีแต่คนที่แต่งตัวคล้ายกับทหารเรือพร้อมตราของขุมกำลังต่าง ๆ ชาวเรือที่ทำหน้าที่ช่วยเดินเรือ และนักผจญภัยกับชาวเมืองอีกส่วนหนึ่ง
“เพราะงั้นความปลอดภัยถือว่าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกับนักสลักเอกที่มีสัตว์คู่หูที่แข็งแกร่งและยังเหลี่ยมจัดครับ” โฟเรลหรี่ตามองเรนเดล พูดด้วยน้ำเสียงที่แม้จะเรียบนิ่งหากกลับสัมผัสได้ถึงความประชดประชันในนั้น
เรนเดลได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างจ๋อย ๆ พยักหน้ารับก่อนจะโบกมือลา เธอหันซ้ายหันขวาพยายามหาแหล่งที่พักที่เธอและเซเรนเซ่สามารถพักได้
โฟเรลเดินจากไปแล้วพักหนึ่ง ก่อนเขาจะถอนหายใจยาว เดินเข้าไปแตะปลายเสื้อของเรนเดลอย่างเชื่องช้า
“แหล่งที่พักอาศัยอยู่ทางใต้ของเกาะครับ ทางเหนือที่พวกเราอยู่เป็นแหล่งท่าเรือและท่าโดยสาร ดังนั้นรอบ ๆ นี้จะมีแต่ที่พักราคาถูกกับร้านเหล้า ไม่ปลอดภัยนักหรอกครับ” โฟเรลชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ
แม้เธอนั้นแข็งแกร่งพอจะดูแลตัวเองได้ แต่การเห็นนักบวชธุดงค์เดินเข้าร้านเหล้าไปถามเรื่องที่พักก็เป็นอะไรที่เขารับไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วโฟเรลจึงพาเรนเดลไปยังที่พักที่เขาเคยพักยามมาเยือนเกาะแห่งนี้
ราคาต่อคืน 200ไกอา เป็นราคาที่ไม่ถึงกับถูกหรือแพง เป็นราคาที่เหมาะสมกับห้องนอนที่มีทั้งเตียงและห้องอาบน้ำพรักพร้อม นิทานลอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าห้องนี้มีห้องน้ำในตัว หากเขาต้องไปใช้ห้องน้ำรวมของที่พักเขาคงจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
เมื่อรวมกับข้อดีที่ทางที่พักอนุญาตให้คีตานอนในห้องได้ยิ่งทำให้นิทานพอใจกับราคามากเป็นพิเศษ
“ฟืด!”
นิทาน! พี่หัวขาวใจดีมากเลย!
หืม? แต่นายจ้องเขาตาไม่กะพริบเลยนะ นิทานเอียงคออย่างมึนงง ตลอดหลายวันมานี้คีตาจับจ้องโฟเรลอย่างกับอีกฝ่ายเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เขาถึงกับรู้สึกได้ด้วยซ้ำว่าโฟเรลนั้นระแวงคีตาไม่น้อย
“ฟืด!”
ตาเขาแปลก ๆ!
ตา? อ๋อ เผ่าจิตวิญญาณจะตาสีเทาขาวแบบนั้นแหละ นิทานตอบ เมื่อนึกไปแล้วดวงตาสีนั้นก็ดูจะแปลกประหลาดจริง ๆ อีกอย่างคีตาเองก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับสีของดวงตาไม่น้อย อย่างไพลินเองก็ถูกคีตาเรียกว่าพี่ตาชมพู
“ฟืด! ฟืด!”
ไม่ใช่ ไม่ใช่! มันแปลก ๆ บอกไม่ถูกอะ!
คีตาส่ายหน้าปฏิเสธ มันไม่ได้หมายถึงสีดวงตาของอีกฝ่าย
ไม่เข้าใจแฮะ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้นายไว้ใจเขาแล้วใช่มั้ย?
“ฟืด!”
ยัง! แค่รู้สึกว่าใจดีเฉย ๆ!
นิทานหัวเราะขำ ดูเหมือนคีตาจะไม่ค่อยถูกใจโฟเรลเท่าไหร่นัก แต่มันก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่คนไม่ดีอะไร จึงขัดแย้งกันเองอยู่แบบนี้
ถ้างั้นก็ฝากนายคอยจับตาดูด้วยนะ นิทานขยี้หัวคีตาอย่างมันเขี้ยว ในร่างม้าแผงคอแดงเช่นนี้หัวของคีตานั้นยาวและแข็งขึ้นเยอะ แต่ในสายตาของนิทานจะแบบใดคีตาก็ยังน่ารักที่สุดอยู่ดี
คืนแรกในสถานที่แปลกใหม่เช่นนี้ทั้งสองย่อมไม่ทิ้งตัวนอนอย่างสบายใจ หลังจากเก็บของเข้าที่ อาบน้ำจนสบายตัว วางร่างปลอมของทั้งสองไว้ในห้องแล้วร่างของทั้งสองก็เลือนราง สลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับหมอกควัน ทั้งสองยังคงอยู่ตรงนั้น หากแต่พลังจางหายทำให้คนอื่นมองผ่านทั้งสองไปโดยไม่สนใจ
บานหน้าต่างถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้าก่อนที่สองร่างจะพุ่งตัวออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ยืนอยู่บนหลังคาของบ้านหลังหนึ่ง คีตาใช้หัวดันนิทานน้อย ๆ เขาหลบเข้ามุมก่อนจะปลดพลังจางหาย เดินออกมายืนอยู่บนหลังคาอย่างเปิดเผย หันกลับไปยังอาคารอีกหลังหนึ่งที่ห่างออกไป ทำสัญลักษณ์มือไปทางหน้าต่างห้องหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้มแป้น
หลังจากทำเสร็จจึงกระโดดลงจากหลังคา พลังจางหายถูกใช้ออกอีกครั้ง ร่างของทั้งสองหายไปกับความมืด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างของโฟเรลปรากฏขึ้นในห้องที่นิทานหันมาเมื่อครู่ เขาขมวดคิ้วแน่น หันกลับไปมองห้องพักห้องแรกที่เขาเข้าพักพร้อมนิทาน ขณะที่เข้าพัก เขานั้นเลือกห้องข้าง ๆ นิทาน หลังจากนั้นเขาจึงหลบออกมาพักในอีกห้องหนึ่งที่อาคารอื่น
เขาไม่ได้มีเจตนาลอบวางแผนทำร้ายนิทานแต่อย่างใด เพียงแต่ด้วยนิสัยระมัดระวังเขาจึงตัดสินใจแอบจับตาดูอีกฝั่ง แต่แล้วอีกฝั่งกลับไม่เพียงรับรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องนั้น แต่เธอยังหันมามองเขาที่ใช้พลังปกปิดของตนอยู่ได้อย่างง่ายดาย
ระยะห่างขนาดนั้น แถมยังโผล่มาโดยที่เราไม่รู้ตัวอีก มีพลังปกปิดระดับสูงเหมือนกัน? ไม่สิ ที่ต้องกังวลที่สุดคือเธอหาฉันเจอง่ายจนน่าเหลือเชื่อ โฟเรลขมวดคิ้วแน่น กวาดสายตามองดูรอบตัวราวกับกลัวว่าม้าแผงคอแดงจะมาปรากฏข้างหลังเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เขานั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว ภาษามือที่อีกฝั่งทำเมื่อครู่นั้นมีความหมายว่า
‘เดียวกลับมาค่ะ’
โฟเรลหัวเราะในลำคอ ตัดสินใจซุกตัวเข้าที่นอน พักผ่อนเติมพลังรอรับมือกับผู้หญิงน่าปวดหัวคนนั้นในตอนเช้า
บอบบางอ่อนแอสินะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทางตอนเหนือของเกาะลูน นิทานนำยันต์ปลอมตัวระดับต่ำที่เขาใช้ตอนแปลงเป็นแซฟไฟร์ออกมาใช้อีกครั้ง เขาปลอมแปลงตนเองเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่มีรอยแผลเป็นบนหน้า สองแขนกำยำล่ำสัน สองขาหนักแน่นมั่นคง แสดงให้เห็นถึงการทรงตัวที่ดีเยี่ยมของชาวเรือ
การปลอมตัวสองชั้นนี้ทำให้นิทานอึดอัดไม่น้อย โดยเฉพาะการที่เขาต้องเสริมส้นรองเท้าและต่อขาเพิ่มเติมเพื่อให้ดูสูงขึ้น ยันต์ปลอมแปลงระดับต่ำนี้เปลี่ยนแปลงเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งรูปลักษณ์ปัจจุบันของนิทานก่อนปลอมแปลงคือเรนเดล ดังนั้นเขาจึงต้องต่อเพิ่มส่วนสูงเพื่อไม่ให้ร่างชายฉกรรจ์นี้ตัวเตี้ยจนเกินไป
สายตาของเหล่าทหารเรือและชาวเรือมากมายหันมามองผู้มาใหม่อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันหลังกลับไปดื่มด่ำกับสุราและสหายของตน นิทานลอบอมยิ้มอย่างเป็นสุข เขาคิดถึงสมัยเป็นแซฟไฟร์เป็นที่สุด การเข้าหาข่าวในร้านเหล้านั้นแซฟไฟร์เองก็ทำมาก่อน
นิทานเดินไปนั่งทางด้านหน้าสุด เขายิ้มให้เจ้าของร้านด้วยฟันเหลือง ๆ พร้อมทั้งโยนเหรียญไกอาให้อีกฝั่ง เจ้าของร้านเหล่ตามองเหรียญนั้นน้อย ๆ ก่อนจะนำเหล้าชั้นเลวแก้วใหญ่ออกมาวางให้อีกฝ่าย
เรนเดลนั้นเป็นใบ้ ถึงร่างนี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันแต่นิทานยังต้องรอบคอบระดับหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็มีโฟเรลที่รับรู้ว่าเรนเดลแอบออกมาจากห้อง
“พรุ่งนี้พวกแกเดินทางกี่โมงวะ ของข้าต้องออกตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เห็นกัปตันบอกว่าได้งานใหญ่มาจากกลุ่มการค้าเชียนเป่า”
“แกอยากย้ายไปทำงานเขตอื่น? โง่รึเปล่าวะ เขตอื่นมีแต่โจรสลัดนะโว้ย”
“กัปตันของกลุ่มโจรสลัดเทียนน้ำแข็งขึ้นเป็นอริยะเมื่อเดือนก่อน เห็นว่าออกอาละวาดจนเส้นทางเรือทางใต้ฉิบหายหมดเลยว่ะ”
“จำข่าวเรื่องเกาะมหาสมบัติเมื่อปลายปีก่อนได้มั้ยวะ สรุปแล้วจนถึงตอนนี้ตายไป 200กว่าคนแล้ว”
บทสนทนาของเหล่าทหารเรือนั้นแตกต่างไปจากบทสนทนาของพวกโจรสลัดอยู่ระดับหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นระดับความหยาบคาย แต่โดยภาพรวมแล้วนิทานก็ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก
เรนเดลนั่งฟังอยู่ครู่ใหญ่ หากกลับไม่มีใครพูดสิ่งใดเกี่ยวกับเผ่าใต้บาดาลแม้แต่น้อย นิทานจึงเปลี่ยนไปสนใจสิ่งถัดไปที่เข้าหูของเขา
เกาะมหาสมบัติ จากเมื่อตอนนั้น? แล้วตายไป200กว่าคน? ดวงตาของนิทานเป็นประกาย นิสัยบ้าเงินของนิทานโผล่กลับเข้ามาในดวงตา เพราะสถานะเรนเดลเขาจึงไม่อาจใช้เงินตามใจอยากได้ แม้เขาจะไม่ใช่คนใช้เงินมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่เขาก็มีความสุขกับการใช้เงินซื้อของอร่อย ๆ มากินกับคีตา
น่าเสียดายที่สถานะของเรนเดลนั้นไม่ร่ำรวยเช่นนั้น เขาจึงจำต้องกินอาหารประหยัด ๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขให้สมกับเป็นนักบวชธุดงค์ เมื่อได้ยินข่าวเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เขาจึงเกิดความสนใจ
“เกาะมหาสมบัติx่าเหวนั่นน่ะ เห็นว่าหนักถึงขนาดที่ราชาโจรสลัดแห่งน่านน้ำใต้ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเลยนะเว้ย”
นิทานตัวกระตุกไปเล็กน้อย และนั่นไม่ใช่เพียงนิทาน แต่คนทั้งร้านกลับกระตุกไปเกือบพร้อมกัน
นามของราชาโจรสลัด เพียงแค่ลอยเข้าหูก็ทำให้เหล่าผู้ที่อาศัยอยู่บนท้องทะเลต้องสั่นสะท้าน คนทั้งร้านหันไปจับจ้องกลุ่มทหารเรือที่พูดคุยกันเรื่องนี้ด้วยสายตาไม่พอใจนัก
สำหรับชาวเรือแล้ว โดยเฉพาะกับทหารเรือ การกล่าวถึงราชาโจรสลัดนั้นถือเป็นข้อห้าม