บทที่ เจ็ดสิบ
ระฆังสัมฤทธิ์ใบใหญ่หน้าลานพิธีที่ถูกเตรียมขึ้นเพื่อใช้ต้อนรับคณะราชทูตจากเฉาหนานถูกเคาะสามครั้งกังวานไปทั่วเขตชั้นในเสียงแผ่วปลายดุจคลื่นกระทบฝั่งเรียกสายตาทุกคู่ให้จับจ้องไปยังลานพิธีกว้างตรงหน้าบันไดหินขาวท้องฟ้าวันนั้นเจือแดดบางรำไรอาบผ่านม่านเมฆบางเบาจนส่องต้องกระเบื้องหลังคาเคลือบให้ระยับงามในสีทองอ่อน
ไม้หอมฉ่ำจากต้นฤดูสารทกำลังผลิบานไล่กลิ่นหอมจางในลานละอองเกสรจากดอกสีม่วงอ่อนปลิวตามการเคลื่อนไหวของนางกำนัลที่เดินเรียงรายถือถาดหยกขบวนขันทีแต่งกายผ้าไหมสีเขียวกำลังเคลื่อนตัวอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะแยกแถวเปิดทางแก่ขบวนราชวงศ์และคณะทูตที่กำลังทยอยมาถึง
เบื้องหน้าตำหนักกว่างเจวี๋ยที่เป็นลานพิธีประดับด้วยผืนแพรสีครามทองทอลายหงส์ฟ้ากระถางธูปสำริดถูกจัดวางหน้าบัลลังก์มังกรจำลองแวดล้อมด้วยเครื่องตกแต่งสีเหลืองทองเข้ากับผกาพันธุ์
เสียงหัวเราะเบาๆดังจากฝั่งเฉาหนานที่มีองค์ชายใหญ่กงไหน่ซือวัยประมาณยี่สิบต้นๆยืนเหยียดกายตรงอยู่ข้างหน้าเหล่าทูตผู้ติดตามทรงกายด้วยชุดคลุมสีเขียวหยกเย็บด้ายทอง ฝ่ายซ้ายคือองค์หญิงสามกงเจาอวี่ผู้มีผิวผ่องราวงาช้างงามดั่งดอกอิงเถามวยผมประดับหยกน้ำค้าง ยามแย้มยิ้มยิ่งดูมีเสน่ห์นัก
จากนั้นจึงตามด้วยทูตทั้งสามคนที่ติดตามมาได้แก่จ้าวจื้อเหวินอู๋เจิ้นหรงและหานหมิ่น
อีกฟากหนึ่งบัลลังก์ทองคำย่อมกลางลานพิธีประทับองค์จักรพรรดิแห่งจินหยาง เทียนหลงฮ่องเต้ในอาภรณ์สีอ่อนยิ่งดูทรงสง่าราวรัศมีเซียน พร้อมผ้าคลุมปักลายมังกรห้ากรงเล็บพาดเหนือไหล่พระพักตร์สงบนิ่งลึกล้ำดังน้ำใต้ธาร
เคียงข้างองค์จักรพรรดิเหล่าราชวงศ์ฝ่ายในล้วนอยู่พร้อมหน้า ฮองไทเฮานั่งบนตั่งหุ้มผ้าแพรเหลืองอ่อนห่มคลุมผ้าทอเงินถือพัดหยกขาวพาดตัก ดูเคร่งขรึมไม่เอ่ยวาจาใด
จากนั้นไล่ตามลำดับยศนั้นปรากฏเหลียงไท่เฟยเต๋อไท่เฟย ไท่ผินและองค์หญิงเล่อเยว่ ล้วนแต่งกายด้วยสีฤดูสารท ได้แก่น้ำตาลทองแดงส้ม ถัดมาจึงเป็นสนมขั้นผิน อย่างจี้ผินผู้อ่อนหวานในชุดม่วงอ่อน และหนิงผินผู้ช่างพูดช่างจาและในกลุ่มรวมถึงสนมขั้นเดียวกันหลี่ผินด้วยหลิวชิงเซียงในชุดสีเขียวฟ้าร่างเพรียวระหง นั่งนิ่งเงียบไม่สนใจสายตาของจี้ผินหนิงผินที่กำลังกล่าวโทษนางที่ทำให้ทั้งสองไม่ได้แสดงฝีมือหน้าพระที่นั่ง
จังหวะหนึ่งโม่เหวินหานละสายตาจากกลุ่มคณะเฉาหนานชั่วครู่ที่ดวงตาทอดมาทางสนมขั้นผินทั้งหก และหยุดอยู่ที่คนท้ายแถวริมฝีปากยกขึ้นเพียงนิดก่อนจะหันกลับ
“เริ่มพิธีต้อนรับคณะทูต!” เสียงขันทีประกาศดังทั่ว
เหล่าขุนนางฝ่ายบุรุษและราชวงศ์อย่างเฉียนอ๋องกับหรงอ๋องต่างก็มองไปที่การแสดงที่กำลังจะเริ่มขึ้นสายตาแน่วแน่ต่างเริ่มโน้มตัวชมการแสดงขณะเสียงพิณเริ่มแว่วมาแต่ไกล
การแสดงแรกคือการดีดพิณบท“ฝนฉ่ำปลายราตรี” ที่ถ่ายทอดโดยกู้ผินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ด้านดนตรีมือขาวเรียวสวมปลอกนิ้วหยกขาววางพาดเหนือสายพิณ เครื่องดนตรีวางบนฐานไม้แกะสลักนางหลับตาลงเสียงสายพิณทอดออกมาประดุจสายฝนไหลซึมซ่านผ่านใบหญ้าเสียงสูงลอยเหมือนหยาดน้ำกระทบพื้นหินเย็นเยียบทั้งท่วงทำนองราวหยอกล้อกับลมหายใจของธรรมชาติ
จ้าวจื้อเหวินเอียงศีรษะฟังสีหน้าเปี่ยมพึงพอใจอู๋เจิ้นหรงขยับแววตาเล็กน้อย ส่วนองค์หญิงสามกงเจาอวี่เอื้อมพัดบังริมฝีปากยิ้มน้อยๆ“เสียงพิณนั้นราววาดภาพขึ้นตรงหน้าได้เลยเพคะพี่ใหญ่” นางหันไปกระซิบกงไหน่ซือเขาเพียงพยักหน้าตอบรับ
จากนั้นเสียงระฆังแขวนดังขึ้นอีกคราหญิงสาวกลุ่มที่สองปรากฏกายในเครื่องแต่งกายสีละมุนละไมเป็นชุดร่ายรำ “มังกรเมฆาร่ายระบำ” ซึ่งมีสตรีทั้งสามในหมู่สนมร่วมแสดงขบวนร่ายรำหมุนวนราวเกลียวเมฆ เส้นผ้าไหมพลิ้วไหวระยับดังสายรุ้งกลางแดดร่างอรชรบิดตัวอย่างงดงาม อิงตามจังหวะซอและขลุ่ย อารมณ์เพลงเปลี่ยนแปรตามท่วงท่ายามร่ายวงใหญ่เหมือนฝูงนกเหินเวหา ยามตวัดปลายแขนคล้ายมังกรตวัดหางโบยเวหาม้วนเมฆา
ท่ามกลางความพลิ้วไหวของทุกย่างก้าวท่วงท่าของจางกุ้ยเหรินที่อยู่กึ่งกลางโดดเด่นเพราะสายตาหวานฉ่ำเหลือบต่ำทุกจังหวะก้าว เหลียงไท่เฟยแม้ไม่เอ่ยคำแต่พยักหน้ารับอย่างพึงใจ
ลำดับต่อมาเป็นการแสดงเดี่ยวของเจิ้นกุ้ยเหริน ภายใต้ชื่อว่า “กลบทกลอนบนผืนน้ำ” เป็นการร่ายบทกลอนประสานพู่กันโดยนางก้าวขึ้นเวทีกลางลานพิธี มีผ้าผืนใหญ่คลี่กลางไว้ นางน้อมตัวคำนับมือขวากุมพู่กันขนนกกระเรียนแตะน้ำหมึกแล้วปาดลงผ้าในชั่วพริบตาตัวอักษรก็ปรากฏด้วยจังหวะต่อเนื่องบรรจบกับเสียงพิณเบื้องหลังอย่างลงตัวครบเป็นบทกลอนคนชมล้วนเงียบสงัดมีเพียงเสียงขนนกเฉียดผืนผ้าและน้ำหมึกเป็นสายที่อ่อนโยนแต่ยังคงความคมไร้แววลังเลของผู้ประพันธ์
เสียงหนึ่งในกลุ่มเฉาหนานแว่วมา“จินหยางมิได้มีแต่กำลังทัพทหารกล้าจริงๆ” อู๋เจิ้นหรงเอ่ยเบาๆ ให้หานหมิ่นได้ยินอีกฝ่ายพยักหน้ารับ
การแสดงสุดท้ายคือการร่ายรำด้วยพัดทอง“บุปผาใต้เงาจันทร์” ขบวนนี้ไม่มีสนมใดร่วมแสดงแต่เป็นการจัดแสดงโดยเหล่าสตรีฝ่ายในซึ่งฝึกฝนมาโดยเฉพาะพัดทองถูกกางรับแสงแล้วสะท้อนบนผิวอ่างหยกริมลาน กลายเป็นลำแสงกระเพื่อมบนพื้นหินเสียงขลุ่ยไม้แดงอ้อยอิ่งผสมกับเสียงกระดิ่งเงินเล็กๆที่ผูกข้อมือแต่ละคนยามหมุนตัวสร้างภาพเรือนเงาดอกไม้หลากสีบนลาน
และเมื่อการแสดงสุดท้ายจบลงขันทีประจำพิธีจึงโน้มตัวประกาศเสียงชัดถ้อย “การแสดงต้อนรับสิ้นสุดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ลานพิธีกลับสู่ความเงียบอีกคราหลังม่านการแสดงลาลับเหล่าขันทีจึงลุกขึ้นนำทางให้ขบวนผู้มาใหม่เข้าสู่ลานพิธีครานี้มิใช่นางรำหรือคนดีดพิณ แต่เป็นชายฉกรรจ์จากทั้งสองแคว้นแต่งกายชุดฝึกสีดำกับสีขาวทองสลับกันเป็นขบวนซ้ายขวา แววตาคมกริบดุจคมศาสตรา ทุกฝีเท้าที่ก้าวขึ้นลานล้วนหนักแน่นเปี่ยมด้วยวินัย
เพียงย่างเท้าลงเหยียบพื้นหินท้องสนามก็ดูจะเปลี่ยนบรรยากาศโดยพลัน จากงามละมุนดุจกลีบบุปผากลับกลายเป็นคล้ายลานทดสอบเพลิงของคนกล้าหากที่สะดุดตาคือหนึ่งในผู้กล้าฝั่งเฉาหนานมีสตรีสูงในชุดเกราะบางห่มทับเสื้อไหมสีสว่างเนื้อผ้าแนบกับลำตัวรับรูปร่างอย่างคล่องแคล่ว เส้นผมรวบสูงด้วยเชือกไหมทองข้างเอวเหน็บกระบี่ประจำกายดั่งคู่ชีวิตความสงบในดวงตาคมดั่งพญาเหยี่ยวเรียกความสนใจจากแทบทุกสายตา
องค์ชายกงไหน่ซือปรายตามองไปยังสตรีผู้ยืนอยู่ตำแหน่งท้ายกลุ่มฝั่งตนอย่างภาคภูมิแล้วหันมาสบตากับโม่เหวินหานด้วยรอยยิ้มสุภาพ “สตรีผู้นั้นเป็นองครักษ์หญิงของกงเจาอวี่” เสียงราบเรียบเอ่ยขณะเหลือบสายตาย้อนไปยังราชนิกุลฝ่ายในเบื้องหลังเขา
โม่เหวินหานพยักหน้าน้อยๆแต่หาได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา แล้วเสียงแตรสัญญาณก็ดังขึ้น เสียงขันทีประกาศอีกครั้ง“การแสดงฝีมือระหว่างองครักษ์จากทั้งสองแคว้นเริ่มขึ้นแต่บัดนี้!”
เหล่าผู้กล้าเรียงแถวเข้าที่ประจำทั้งสองฝั่งข้างหนึ่งชุดฝึกสีดำขลิบแดงของจินหยาง อีกข้างในเครื่องแบบน้ำขาวเทาของเฉาหนานขันทีผู้ถือกล่องไม้หุ้มผ้าทองเดินออกมากลางสนามแล้วเชิญผู้ดูแลจากทั้งสองฝ่ายขึ้นมาจับสลากอาวุธ แข่งตามลำดับไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า
เสียงประกาศดังขึ้นในลำดับแรก“ทวน!”
ชายร่างสูงจากจินหยางก้าวขึ้นสนามฝีเท้าหนักแน่น กระบี่ที่เหน็บข้างเอวถูกเปลี่ยนเป็นทวนสองปลายด้านเฉาหนานเป็นชายใบหน้าหนักแน่นอีกคน สายตาสบกันเพียงชั่ววินาทีทวนก็ปะทะกันกลางลาน เสียงปะทะแรกแหวกอากาศดังกังวาน ฝุ่นละอองใต้ฝ่าเท้ากระจายเพียงสามกระบวนท่า ขุนพลจินหยางพลันเปลี่ยนมือคว้าทวนแล้วตวัดเฉียงฟาดลงอย่างฉับไวเสียงหัวแหลมกระทบพลองไม้ดังกึก ชายเฉาหนานเสียหลักไปครึ่งก้าวหลุดจากอาณาเขตพลันพ่ายแพ้ในยกแรก
เสียงกลองจากฝั่งจินหยางดังกึกก้องสนามแลเหมือนระอุ
คู่ที่สอง“กระบองสามท่อน!”
ผู้แพ้ถูกสับเปลี่ยนแต่ผู้ชนะคงอยู่ จะสู้ไปจนกว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งพ่ายทั้งห้าครั้งนี้คู่ประลองเปลี่ยน เฉาหนานเป็นฝ่ายได้เปรียบชายหนุ่มรูปงามผู้ถือกระบองสามท่อนราวกับแขนกงจักร ก้าวกระชับหนักแน่นเมื่อเสียงไม้กระทบเริ่มต้นเพียงครึ่งเค่อ ความพลิกแพ้พลันปรากฏจินหยางยอมถอยร่นยามถูกพันตีตลอดเจ็ดกระบวนท่าแล้วพลาดถูกฟาดกลางท่อนแขนจนต้องปล่อยกระบองร่วงจบการต่อสู้
คะแนนเป็นหนึ่งต่อหนึ่งเสียงข้างสนามเริ่มสนั่นจากสองฝั่ง
จากนั้นคู่ที่สามประกาศ “หอก!”
ฝ่ายจินหยางส่งชายร่างสูงผิวคล้ำหอกยาวประหนึ่งมังกรเหินผ่านหมอก ก้าวกระชับพลิกแทงแล้วตวัดฉับบิดตัวยามหมุนตัวหลบเปรียบสายลมเฉียดปลายไม้ คู่ต่อสู้จากเฉาหนานแม้จะว่องไว แต่กลับถูกกดดันหนักจนพลาดท่าไปอีกหนึ่ง
บุรุษกล้าผู้นี้หลังหนึ่งชนะก็ตามอีกเป็นสอง จนคนที่สาม ฝั่งจินหยางชนะติดกันต่อเนื่องเหลือเพียงคนสุดท้ายของเฉาหนาน องครักษ์หญิงชุดไหมสีสว่างผู้เงียบขรึมจากต้นจนถึงยามนี้
เสียงสัญญาณประกาศดังขึ้นอีกครั้งเสียงเหล็กกระทบเหล็กก้องไปทั่ว หญิงสาวจับอาวุธแรก มีดคู่ นางเคลื่อนกายเบาท่วงท่าหมุนตัวพลิ้วไหวคล้ายกระเรียนร่อนเหนือคลื่นยามหันกลับพลันซัดมีดคู่เข้าหาคู่ต่อสู้จนชายจินหยางถอยหลังติดขอบแล้วพลัดออกจากขอบ
เสียง“ออก!” ประกาศดังรวดเร็ว จากนั้นองครักษ์หญิงเผชิญหน้าคู่ต่อสู้อีกคนอาวุธยาวคล้ายง้าวถูกหยิบขึ้นมา นางหมุนบังรับปลายคม แล้วโฉบเข้าแทงอย่างพลิกแพลงด้านผู้กล้าจินหยางกระโดดหลบแทบไม่ทันสุดท้ายพลาดท่าในที่สุดจากนั้นก็เก็บชัยชนะจนครบ
เสียงผู้ชมฝั่งเฉาหนานเริ่มปรบมือสีหน้าเบิกบานแม้แต่กงเจาอวี่ผู้ปกติสงบสำรวมก็ยกมือแตะพัดประดับขลิบเงินอย่างพึงใจใบหน้าเปี่ยมอิ่มเอิบด้วยความภูมิใจในตัวผู้เป็นองครักษ์และอาจารย์
เมื่อองครักษ์หญิงหลันชนะติดต่อถึงสี่ครั้งรวดจนผู้กล้าจากจินหยางไม่เหลือในสนามแม้แต่คนเดียว ความเงียบคล้ายควันโคลนทับทั่วฝั่งจินหยางเฉียนอ๋องนิ่งไม่เอ่ยสิ่งใด หรงอ๋องก็ขมวดคิ้ว
จ้าวจื้อเหวินจากเฉาหนานหัวเราะพลางลูบเครา“องครักษ์หญิงหลันผู้นี้เป็นอาจารย์ให้เหล่าองค์หญิงทั้งวัง ครั้งนี้นับเป็นเกียรติยิ่งที่ได้ชมฝีมือจริง”
หานหมิ่นรับคำ“เพียงเสียดาย แผ่นดินใหญ่เช่นจินหยางมีหญิงงามร่ายรำบรรเลงดนตรีงามนัก ไยจึงไม่มีผู้ใดสามารถหยัดยืนในสนามได้บ้างเลยหรือว่าที่นี่ไม่มีสตรีฝีมือดีทางยุทธ์?”
คำพูดนั้นคล้ายกลิ่นควันไม้หอมแต่พาให้รู้สึกคันคอหนึ่งในขุนนางฝ่ายบุรุษของจินหยางกระซิบเบาในกลุ่ม “ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงทรงให้เปลี่ยนกฎตำหนักในให้สตรีศึกษาวรยุทธ์ได้อาจเพราะคาดการณ์ไว้แล้ว..”
ถ้อยคำลอยไกลถึงหูของผู้คนฝ่ายเฉาหนานอู๋เจิ้นหรงพลันแค่นหัวเราะ “เช่นนั้นฝ่าบาทให้ฝึกได้จริงแล้วหรือ? เช่นนั้นไยจึงไม่ส่งมาให้พวกเราได้ชมบ้างเก็บไว้เช่นนี้ เกรงจะไม่ให้เกียรติแก่ผู้มาเยือน”
คำพูดครั้งนี้ประดุจหินกระแทกผิวน้ำจนเกิดแรงกระเพื่อมกลางลานเหลียงไท่เฟยซึ่งนั่งไม่ห่างจากฮองไทเฮา ยกมือป้องโอษฐ์กระซิบแต่ไม่เบา “เวลานี้ผู้ฝีมือสูงสุดในวังหลังมิใช่หลี่ผินหรอกหรือเพคะ?”ไม่แน่อาจตั้งใจแบ่งให้ผู้อื่นได้ยิน?
คนในลานหันมองร่างอรชรในชุดเขียวฟ้าแทบพร้อมกันแม้แต่กงเจาอวี่ที่นิ่งสงบมาตลอดเวลาก็เหลือบตาจากพัดผ้าไหมขึ้นสบ..
หลิวชิงเซียงพลันเบือนหน้าหลบตาหัวใจเต้นเร่งคล้ายยินเสียงระฆังรัวในอก นางไม่อยากมีส่วนใดในเรื่องนี้แต่น้ำก็ไหลหาทางต่ำ ไฟก็ลามขึ้นสูงเสมอ
“หลี่ผินหรือ?” เสียงจ้าวจื้อเหวินเอ่ยย้ำคล้ายเล่นลิ้น“เช่นนั้น..ขอคำแนะนำหน่อยได้หรือไม่? เฉาหนานอยากเห็นสตรีผู้กล้าจากจินหยางบ้าง”
หลิวชิงเซียงยังคงก้มหน้าแสร้งไม่รับรู้แต่ความเงียบดูจะเป็นโล่ที่ไม่แข็งแรงนัก
“หลี่ผิน เจ้าว่าอย่างไร?” ฮองไทเฮาหันพระพักตร์มา “จะเป็นหน้าตาให้จินหยางหรือจะปล่อยให้เขากล่าวหาว่าวังหลังไร้สตรีเชี่ยวชาญทุกศาสตร์หรือ?”
หลี่ผินค่อยโค้งตัวสองมือประสานกันหน้าอกอย่างสงบ “หม่อมฉัน..รู้เพียงเล็กน้อยเพคะหากขึ้นแสดงจะมีแต่ขายหน้า” เวลานี้มาคิดจะยกให้นางได้หน้าใต้คำพูดปราศรัยฟังไม่ต้องรู้เจตนาก็มองออกจะทำให้ขายหน้า ถ้านางแพ้ผลการแข่งขันทั้งหมดก็จะมาตกที่นาง เป็นความผิดของหลี่ผินที่ทำให้จินหยางพ่ายแพ้
หากแต่เหลียงไท่เฟยไม่ปล่อย“จะเล็กน้อยได้อย่างไร..คราก่อนยังประลองกับอาจารย์หญิงจากสำนักซั่วข่ายได้มิใช่หรือ?”
หลิวชิงเซียงกัดฟันแน่นมุมปากกระตุก “สำนักซั่วข่าย” สำนักวรยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทางใต้สำนักหนึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเพียงการป้องกันตัวจากเหตุบังเอิญแต่นางกลับถูกลากมาเป็นเหตุอ้างได้อย่างไร!
ท่ามกลางกระแสลมไล่ให้หลี่ผินตกหน้าผาไท่ผินข้างกายเต๋อไท่เฟยพลันเอ่ยเสียงอ่อน “แต่หลี่ผินได้รับบาดเจ็บในคราก่อนหากต่อสู้ตรงๆ เกรงจะทำกระทบแผลแล้วไม่สมานนะเพคะ”
คำพูดนั้นเหมือนแพรไหมให้นางดึงรั้งไม่ตกลงเหวช่วยให้ได้พักหายใจชั่วครู่ แต่ไม่นานขาดเสียงหนึ่งก็ไม่ต่างจากเพลิงขาดเชื้อเผาแพรนั้นทิ้งผลักนางลงเหว
โม่เหวินหานยกมือขึ้นช้าๆสีหน้ายังนิ่งดังเดิมหลังเงียบครุ่นคิดอยู่กับตัวเองเป็นนานสองนาน “จริงที่หลี่ผิน ยังมีบาดแผลอยู่ต่อสู้ย่อมไม่เหมาะ”
เสียงนั้นแผ่วนุ่มแต่หนักแน่นหลิวชิงเซียงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดน้ำเสียงนั้นคล้ายแฝงเตรียมแผนการเอาไว้ โม่เหวินหานทอดสายตากลับมามองนางพร้อมมุมปากยกบางๆ“ฉะนั้นจะให้สุ่มอาวุธไม่ได้ต้องเลือกที่ไม่กระทบแผล”
เวลาเดียวกันนั้นองครักษ์หญิงหลันก้าวออกมาหนึ่งก้าวก้มตัวอย่างสุภาพ “หม่อมฉันยินดีให้เลือกอาวุธและน้อมรับการประลองได้ทุกชนิดที่ไม่กระทบอาการบาดเจ็บของหลี่ผินเพคะ”
โม่เหวินหานจึงหันมาอีกครั้งครานี้มีส่งรอยยิ้มบางๆ ให้หลิวชิงเซียงโดยตรง “เช่นนั้น..เป็นการยิงธนูดีหรือไม่ หลี่ผิน?” เขาพูดพลางเลิกคิ้ว “ตั้งแต่ครานั้นที่เราแนะนำ เจ้าคงได้ฝึกฝนเพิ่มแล้วใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงเหมือนเมฆบางหากในความหมายลึกล้ำเขาหมายถึงคราวที่นางพ่ายเขาในสนามฝึกด้วยธนูดอกสุดท้ายแบบขาดลอยย้ำเตือนว่านางได้ปรับปรุงหรือยัง แต่ก็จริงที่ตั้งแต่นั้นมา..นางฝึกหนักจนจริงๆแต่เมื่อคำพูดนี้ออกจากปากผู้เป็นจักรพรรดิ ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องเบื้องหลังมันหมายถึงเขายอมลดตัวลงฝึกสอนสนมขั้นผิน..เขานำเสี้ยนมาทิ่มตำนางแท้ๆ
ความเงียบงันในสนามไม่ต่างจากก่อนพายุหลิวชิงเซียงรู้สึกสันหลังเย็นวาบ แม้แดดจะยังสาดส่องอากาศกำลังดี
องครักษ์หญิงหลันเอ่ยเสียงชัด“หม่อมฉันขอรับคำประลองด้วยความเคารพขอหลี่ผินชี้แนะด้วย”