ผู้คุมชั้นผู้น้อยเดินสั่นศีรษะออกไปยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจ เมื่อครู่ท่านเอ้อร์ยังมิทันแตะตัวหวางเฟยไร้สาระผู้นี้เสียหน่อยเหตุใดเพียงได้ยินคำพูดของนางก็ให้เขานำทางแต่โดยดีเสียแล้ว
สิ่งนี้ไม่เหมือนนิสัยท่านเอ้อร์ของพวกเขาแม้แต่น้อยเหตุใดจึงยอมรับอย่างรวดเร็วเลยเล่า
มู่จื่อหลิงมองผู้คุมชั้นผู้น้อยที่โง่งมเบื้องหน้ายกมุมปากอย่างพึงพอใจ ก้าวเท้าตามไปด้านหลังเขาอย่างสง่างามด้วยความพึงพอใจ
ซุนเอ้อร์เฮยโซซัดโซเซสะบัดมือทั้งสองข้างที่ไร้ความรู้สึกใบหน้าหมองคล้ำมองด้านหลังมู่จื่อหลิงด้วยความพิศวง
สายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะจับจ้องไปที่แผ่นหลังมู่จื่อหลิงนิ่งราวกับต้องการจ้องนางจนเป็นรู
พูดอย่างไรเขาก็คือหัวหน้าผู้คุมในคุกหลวงเมื่อใดกันที่ถูกนักโทษดูหมิ่นเช่นนี้
เมื่อครู่นางหญิงไม่รู้จักดีชั่วผู้นี้ใช้มนต์ดำอันใดกันแน่ทำให้มือของเขาไร้ความรู้สึกไปในชั่วพริบตาได้ยินว่าสตรีผู้นี้วางพิษกู่ใส่องค์ชายห้า ถึงถูกฮ่องเต้ส่งตัวเข้ามา
ยามนี้ดูท่าว่ากู่ในตัวองค์ชายห้าต้องเป็นหญิงผู้นี้ฝังลงไปเป็นแน่หญิงผู้นี้มีความรู้เกี่ยวกับกู่ แล้วยังมีมนต์ดำ เป็นนางปีศาจจริงๆ ด้วย
ใต้เท้าสิงวันนี้ต้องมาสอบสวนนางเพราะคดีนี้แน่ๆประเดี๋ยวไปถึงใต้เท้าสิงทางนั้น เขาจะต้องพูดกับใต้เท้าสิงเรื่องหญิงผู้มีมนต์ดำอย่างตั้งใจ
เชื่อว่าใต้เท้าสิงจะต้องมีวิธีให้นางปีศาจผู้นี้ทำให้มือเขากลับสู่สภาพเดิม
มู่จื่อหลิงเดินอยู่ตรงกลางอย่างสง่างามสองผู้คุมแยกอยู่ข้างหน้าหนึ่งคนข้างหลังหนึ่งคน นำทางอยู่เบื้องหน้าและติดตามอยู่ด้านหลังดูอย่างไรก็เหมือนอารักขานาง มิใช่ควบคุมตัวนักโทษ
-
มู่จื่อหลิงเดินตามผู้คุมขั้นน้อยมาจนถึงห้องสอบสวนห้องหนึ่ง
ยังมิทันเข้าไปมู่จื่อหลิงก็ได้ยินเสียงผู้คุมกำลังยกยอประจบประแจงใครสักคนอยู่ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเอะอะเปิดเผยระลอกหนึ่ง
นางขมวดเรียวคิ้วโก่งอย่างนึกรังเกียจแค่ฟังเสียงนี้เพียงอย่างเดียวนางก็กล้ามั่นใจว่าผู้ที่อยู่ข้างในต้องมิใช่คนดีกระไรแน่นอน
ไม่นอกเหนือไปจากที่คาดไว้เลย!
รอจนนางเข้ามาจริงๆ ก็เห็นเจ้าอ้วนที่ไขมันท่วมท้นใบหน้าเต็มไปด้วยความอัปลักษณ์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซื่อ [1] อย่างเกียจคร้านด้วยท่าทางเยี่ยงใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่
รอบกายล้อมไปด้วยผู้คุมจำนวนหนึ่งบ้างนวดหัวไหล่ บ้างทุบหลัง บ้างบีบขา...
สิ่งที่เกินเหตุยิ่งกว่านั้นก็คือมีผู้คุมคนหนึ่งนอนหมอบอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นที่วางเท้าให้เขาแล้วยังมีสีหน้ายินยอมพร้อมใจพูดคุยหัวเราะสอพลอไปพร้อมกับผู้คุมคนอื่นๆ
สิงกู้เหวินเห็นพวกมู่จื่อหลิงสามคนทยอยกันเข้ามาก็ไม่พอใจขึ้นมาในทันทีสาดสายตาเย็นเยียบใส่ผู้คุมที่นำทางทั้งสองคน “พวกเจ้ากล้าฝ่าฝืนคำพูดของข้า? ข้าเพิ่งสั่งให้พวกเจ้าไปควบคุมตัวนักโทษมามิได้ให้พวกเจ้าไปนำทางนางมา”
ผู้คุมชั้นผู้น้อยตื่นตระหนกไปครู่หนึ่งเพิ่งทำทีจะอ้าปากอธิบาย ซุนเอ้อร์เฮยก็ชิงเดินโฉบผ่านมู่จื่อหลิงไปข้างกายสิงกู้เหวินกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูของเขาเสียก่อน
ไม่ทราบว่าซุนเอ้อร์เฮยพูดอันใดสีหน้าของสิงกู้เหวินก็เปลี่ยนเป็นลึกซึ้งยากคาดเดาโดยทันทีเขามองปราดไปที่มือของซุนเอ้อร์เฮยแล้วเงยสายตามองมู่จื่อหลิง
ดวงตาสิงกู้เหวินหรี่ลงเล็กน้อยมองพินิจพิเคราะห์มู่จื่อหลิงขึ้นลงเสียหนึ่งรอบถึงยกกาน้ำชาดินเผาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากหนาดื่มน้ำชาเข้าไปอึกอึก
หลังจากที่เขาวางกาน้ำชาลงใบหน้าก็เย็นเยียบขึ้นมาในพริบตา พูดเสียงกร้าวอย่างมีโทสะ “สามหาวนักโทษมู่จื่อหลิง เหตุใดเห็นข้าแล้วยังไม่คุกเข่า?”
คุกเข่า? สองคนผู้นี้มิได้มีปัญหากระมังเหตุใดจึงหยิ่งผยองยิ่งกว่านางเสียอีกเล่า
มุมปากมู่จื่อหลิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มพูดอย่างเฉยเมย “เจ้ามีฐานะใด พูดให้ฟังสิ ดูว่าเจ้าคู่ควรหรือไม่”
สิงกู้เหวินได้ยินคำพูดที่เปี่ยมด้วยความไม่แยแสของมู่จื่อหลิงนัยน์ตาก็ฉายเพลิงโทสะ ฝ่ามืออวบอ้วนโบกลง ส่งสัญญาณให้ผู้คุมชั้นผู้น้อยข้างล่างกาย“เจ้า บอกนาง ว่าข้ามีฐานะใด”
“นักโทษมู่จื่อหลิงฟังให้ดีเล่า ท่านนี้คือสิงกู้เหวิน เซ่าชิงแห่งศาลต้าหลี่ ใต้เท้าสิงขุนนางขั้นสี่ ในศาลต้าหลี่คำพูดของเขาถือเป็นสิทธิ์ขาด”ผู้คุมชั้นผู้น้อยพูดด้วยใบหน้าเย่อหยิ่งเสมือนว่าผู้ที่พูดถึงคือเขาเอง
เพียงแต่ประโยคสุดท้ายนั้นตบตูดม้า[2] เสียจนลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
สิงกู้เหวินได้ยินคำประจบประแจงด้านหลังอารมณ์ก็เปลี่ยนมาแจ่มใสในชั่วพริบตา ใบหน้าพึงพอใจ
มู่จื่อหลิงราวตื่นจากฝัน“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเซ่าชิงแห่งศาลต้าหลี่นี่เอง!”
สิงกู้เหวิน สวะอันใดกัน?
คนของศาลต้าหลี่? คงมิใช่คนที่ฮองเฮาส่งมากระมัง?
ดูท่าทางแล้วก็เหมือนอยู่เล็กน้อยหากมิใช่คนของฮองเฮา กรมราชทัณฑ์และฝ่ายตรวจการล้วนต้องมาด้วยจะมาเพียงแค่คนจากศาลต้าหลี่ได้อย่างไร
“รู้ว่าข้ามีฐานะใดแล้วกระมังยังไม่คุกเข่าอีก!”
สิงกู้เหวินเห็นท่าทางของมู่จื่อหลิงก็คิดไปว่านางตกใจกับฐานะของเขาเปี่ยมไปด้วยความได้ใจ หากเพิ่มหางให้เขาสักหางก้นคงสามารถกระดกไปจนถึงสวรรค์ได้แน่
เพียงแต่คำพูดต่อมาของมู่จื่อหลิงก็ทำให้ใบหน้าของเขาคล้ำลงในชั่วพริบตา
มือบอบบางของมู่จื่อหลิงลูบคางแสร้งทำทีครุ่นคิดไตร่ตรอง
“อืม สิงกู้เหวินเป็นต้นหอม[3] จากไหนกัน?ไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้ยินเพียงเซ่าชิงแห่งศาลต้าหลี่ก็เป็นแค่ลูกน้องของซื่อซิงแห่งศาลต้าหลี่เท่านั้นดูท่าตำแหน่งนี้คงมิได้ใหญ่โตนักนี่!”
มู่จื่อหลิงแทงเข้าไปที่จุดเจ็บปวดของสิงกู้เหวินในเวลาอันรวดเร็ว
สิงกู้เหวินได้ยินคำนี้โทสะในใจก็พุ่งขึ้นสูงปรี๊ดในชั่วพริบตาเดียวตบฝ่ามืออวบอ้วน ตวาดอย่างบันดาลโทสะ “สามหาว! มู่จื่อหลิง ยังไม่รีบคุกเข่าให้ข้า!”
สวรรค์ทรงรู้สิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุดคือมีคนมาพูดว่าเขาเป็นลูกน้องของเสิ่นซือหยางหญิงจองหองผู้นี้ยังอาจหาญพูดออกมา
เสิ่นซือหยางนับเป็นสิ่งใดวันทั้งวันเอาแต่หาเหตุผลมาเถียงข้างๆ คูๆ ทำให้ผู้คนรำคาญใจหากมิใช่เพราะยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้ เขาคงลากเสิ่นซือหยางลงน้ำไปนานแล้ว
ครั้งนี้ฮองเฮาส่งเขามาสอบสวนมู่จื่อหลิงขอเพียงมู่จื่อหลิงยอมรับสารภาพตำแหน่งซื่อชิงแห่งศาลต้าหลี่ก็กลายเป็นของเขาตามขั้นตอนแล้วเสิ่นซือหยางก็เป็นได้เพียงแค่ลูกน้องของเขาเท่านั้น
มู่จื่อหลิงหัวเราะแผ่วเบาเย้ยหยันเค้นออกมาทีละคำ “ต้องการให้เปิ่นหวางเฟยคุกเข่าแก่เจ้า เจ้า-คู่-ควร-หรือ?”
คนผู้นี้ไม่รู้ว่าอาศัยอำนาจบารมีของผู้ใดอยู่ต่อหน้ากวนอูยังกล้ามาแกว่งดาบ [4] แล้วยังคุยโวโอ้อวด ไทเฮานางยังไม่เกรงกลัวแล้วจะกลัวเจ้าอ้วนที่เนื้อมีแต่ไขมันผู้นี้หรือ
เพียงพริบตาเดียวสิงกู้เหวินก็หัวเราะอย่างโมโหเป็นที่สุด“หวางเฟย? ฮ่าๆๆๆ เจ้าพูดว่าเจ้าคือหวางเฟยหากเจ้าเป็นหวางเฟยจริงๆ เหตุใดจนถึงตอนนี้ฉีอ๋องยังไม่ปรากฏตัวออกมาเล่าก็แค่นักโทษผู้หนึ่ง ยามนี้ยังมาทำท่าทีสูงส่ง พวกเจ้าพูดสิว่าน่าขบขันหรือไม่”
ทันทีที่สิงกู้เหวินอ้าปากหัวเราะยกใหญ่คนในที่แห่งนั้นนอกจากมู่จื่อหลิงแล้วก็เกือบทุกคนที่หัวเราะล้อเลียนตามสิงกู้เหวินราวกับคนเสียสติ
มู่จื่อหลิงมิได้รู้สึกอับอายเพราะคำพูดของสิงกู้เหวินเลยแม้แต่น้อยยังคงมีสีหน้าชอบธรรมนิ่งสงบ
นางมองคนโง่กลุ่มนี้ที่หัวเราะจนตัวโงนเงนไปหน้าหลังใบหน้าเต็มไปด้วยเส้นสีดำอย่างเย็นเยียบ ประจบสอพลอ เกินเรื่องเกินราว
ต่อให้นางพูดผิดก็คงมิต้องเกินเรื่องเกินราวเช่นนี้กระมังหลงเซี่ยวอวี่เป็นคนเช่นใด นางย่อมรู้ดี
หลงเซี่ยวอวี่จะมาช่วยนางหรือไม่นั้นนางก็ไม่รู้ แล้วยังผ่านไปหลายวันเพียงนี้ นางก็มิได้กอดความหวังอะไรไว้แล้ว
ถ้ามีคนพูดว่าเจ้าคนรักษาความสะอาดขั้นรุนแรงผู้นั้นจะมาที่คุกหลวงสกปรกโสโครกแห่งนี้ต่อให้ตีนางจนตาย นางก็ยังไม่เชื่อ
สิ่งที่มู่จื่อหลิงไม่รู้ก็คือเรื่องที่นางทุ่มเทชีวิตคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้
เพราะอีกไม่นานเจ้าคนรักความสะอาดขั้นรุนแรงผู้นั้นจะเข้ามาในคุกหลวงอย่างทรงอำนาจยืนอยู่ต่อหน้านางตัวเป็นๆ
สิงกู้เหวินพลันเก็บใบหน้ายิ้มแย้มแล้วกวาดสายตามองผู้คุมที่กำลังหัวเราะจนลืมตัวผู้คุมกลุ่มนั้นจึงพากันหุบปากอย่างไม่เต็มใจในชั่วพริบตา เปลี่ยนมาเป็นใบหน้าสอพลอเลียแข้งเลียขาทันที
มู่จื่อหลิงมองฉากนี้อย่างอับจนวาจาอำนาจของสิงกู้เหวินผู้นี้ช่างมากนัก นางไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ
เดิมคิดว่าผู้มาหาจะสามารถพูดคุยและปะทะฝีปากกับนางได้คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าอ้วนหลงตัวเองแล้วยังท่าทีดัดจริตเช่นนี้
สิงกู้เหวินแค่นเสียงอย่างจองหอง“ใครก็ได้ ในเมื่อนักโทษคุกเข่าไม่ได้ พวกเจ้าก็ช่วยนางดีๆ หน่อย”
พูดจบก็มีผู้คุมสองคนเดินมาด้านหลังมู่จื่อหลิงเตรียมกดนางลงไป
มู่จื่อหลิงแค่นเสียงเยาะเย้ยในใจมาไม้นี้อีกแล้ว? ในวังนางประสบไปก่อนแล้วครั้งนี้นางจะยังประมาทเลินเล่ออีกได้อย่างไร
นางจึงดีดผงเส้นเอ็นอ่อนรุ่นทดลองที่เพิ่งใช้กับซุนเอ้อร์เฮยไปยังขาของผู้คุมสองคนที่อยู่ด้านหลังนางอย่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้
‘ตุ้บ!’เสียงคุกเข่าลงพื้นสองเสียงดังขึ้นพร้อมกันผู้คุมสองคนด้านหลังมู่จื่อหลิงคุกเข่าลงไปโดยไร้ซึ่งเค้าลางล่วงหน้าจะลุกยืนอย่างไรก็ลุกไม่ได้
มู่จื่อหลิงหมุนกายอย่างว่องไวกระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าว แสร้งพูดอย่างตื่นตกใจ “ไอ้หยา! พวกเจ้าเป็นอันใดกันใต้เท้าสิงให้เปิ่นหวางเฟยคุกเข่า พวกเจ้าคุกเข่าลงอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้ทำไมต่อให้อยากคุกเข่าแทนเปิ่นหวางเฟย ก็ต้องให้เปิ่นหวางเฟยอนุญาตเสียก่อน!”
สีหน้าของผู้คุมทั้งสองคนตื่นตระหนกตะเกียกตะกายอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น อยากร้องไห้แบบไม่มีน้ำตานักเหตุผลก็พูดได้ไม่ชัดเจน พวกเขาอยากคุกเข่าแทนนักโทษตั้งแต่เมื่อใดกัน
ผู้คุมคนหนึ่งมองใบหน้าหมองคล้ำของสิงกู้เหวินรีบร้อนโบกไม้โบกมือ “ใต้เท้าสิง ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนี้นะขอรับผู้น้อยไม่รู้ว่าจู่ๆ ขาทั้งสองข้างก็หมดแรงได้อย่างไร”
“ผู้น้อยเองก็เช่นกัน” ผู้คุมอีกคนสำทับอีกทีพร้อมผงกศีรษะ
ซุนเอ้อร์เฮยเห็นเช่นนั้นก็กระโดดออกมาสอพลอทันทีมือสองข้างห้อยต่องแต่ง พูดอย่างเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “ใต้เท้าสิง สิ่งที่ผู้น้อยพูดไม่ผิดเลยใช่หรือไม่ต้องเป็นนางปีศาจทำมนต์ดำอันใดใส่พวกเขาเป็นแน่ ทำให้ขาพวกเขาไร้เรี่ยวแรง”
นางปีศาจ? มนต์ดำ?
มู่จื่อหลิงหัวเราะขำออกมาอย่างไม่ตั้งใจครู่หนึ่งจินตนาการสมบูรณ์แบบนัก
นางมีเลือดมีเนื้อยิ้มได้เจ็บเป็น ดวงตามองไม่เห็นวิญญาณ มิอาจเรืองแสง และแปลงร่างไม่ได้นางปีศาจที่ไหนกัน
หมวกเช่นนางปีศาจนี้ครอบลงมาพอดีกับศีรษะนางจริงๆหรือไง
สิงกู้เหวินยกมุมปากยิ้มอย่างหยาบคายด้วยความเย็นชาไม่ใส่ใจ “นางปีศาจ? ข้ากลับอยากเห็นว่านางมิได้มีสามเศียรหกกรต่อให้เป็นนางปีศาจ ข้าก็อาวุธปีศาจจัดการนาง”
พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาหน้าดุดันด้านหลังที่เขาพามาด้วย
ลูกน้องทั้งสองคนเข้าใจความหมายในทันทีต่างก็ล้วงเข็มออกมาจากหน้าอกหนึ่งมัด
เข็มหนาๆมู่จื่อหลิงคุ้นเคยเป็นที่สุด เข็มนี้เหมือนกับเข็มที่หลินมามาทิ่มนางในวันนั้นไม่ผิดเพี้ยนก็คือเข็มที่ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน แม้แต่จุดที่เกิดสนิมก็ล้วนเหมือนกัน
มู่จื่อหลิงเห็นเช่นนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทั้งสองข้างใบหน้าขนาดเล็กเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เจ้าอ้วนน่าตายนี่ต้องเป็นคนที่ฮองเฮาส่งมาสอบสวนนางแน่แต่ฮองเฮาฉลาดหลักแหลมเพียงนั้นจะส่งเจ้าอ้วนที่ชอบเอาดีเข้าตัวเช่นนี้มาได้อย่างไร
เมื่อสิงกู้เหวินเห็นสีหน้าแตกตื่นของมู่จื่อหลิงก็เข้าใจผิดว่านางหวาดกลัวเสียแล้ว ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยความได้ใจ“กลัวแล้วใช่หรือไม่? ถ้าตอนนี้ขอร้องรับสารภาพขึ้นข้าก็จะพิจารณาอย่างรักหยกถนอมบุปผาได้เล็กน้อย”
ฮองเฮาบอกเขาไว้แล้วว่ามู่จื่อหลิงร้ายกาจยิ่งนักแต่ว่าสตรีผู้นี้มีเพียงจุดอ่อนเดียวเท่านั้นก็คือกลัวเข็มเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน แค่เข็มก็กลัวจนเป็นสภาพนั้น จะร้ายกาจสักเพียงใดกัน
บัดนี้มู่จื่อหลิงเห็นเข็มทั้งสองมัดแล้วคงตกใจจนโง่งมแล้วกระมัง!
หึ! ก็แค่จัดการสตรีผู้หนึ่งเท่านั้นตำแหน่งซื่อชิงแห่งศาลต้าหลี่ เขาเอื้อมมือไปก็คว้าได้แล้ว
มู่จื่อหลิงได้สติกลับมาก็ไม่ลังเลที่จะส่งสายตาค้อนให้เขาอย่างชื่นชมเจ้าอ้วนไปเอาความมั่นใจมาจากไหน นางพูดไปแล้วว่าอยู่ต่อหน้าไทเฮานางยังไม่กลัวแล้วอยู่ที่แห่งนี้นางจะยินยอมหรือ
รักหยกถนอมบุปผาหรือต่อให้นางเป็นหยกเป็นบุปผา ไหนเลยจะต้องให้เจ้าอ้วนนี่มารักถนอม
เพียงแต่
เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้ฮองเฮาเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมเพียงนั้น ผู้ที่เรียกมาจะง่ายดายจริงๆ หรือ?
---------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เก้าอี้ไท่ซื่อเก้าอี้ไม้แบบโบราณของจีน
[2] ตบตูดม้าเป็นวลีจีนแปลว่าประจบสอพลอ
[3] ต้นหอมใช้เปรียบเปรยคนที่ผู้พูดคิดว่าไม่สำคัญ ธรรมดาทั่วไป
[4] อยู่ต่อหน้ากวนอูยังกล้ามาแกว่งดาบ แปลว่ากระทำการไม่ประมาณตน