ติ๊ง!
ความมืดมิดไม่ได้จางหายไป แต่มันถูกกระชากออกอย่างรุนแรง
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 13 เมษายน]
[สุขสันต์วันสงกรานต์... ถึงโลกจะแตกและไม่มีน้ำให้เล่น แต่เหงื่อจากการทำงานหนักก็นับเป็นน้ำได้นะ]
เฮือก!
อคินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ราวกับคนที่เพิ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำที่เย็นจัด ความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ามาไม่ใช่ภาพตรงหน้า
แต่เป็นไอร้อนระอุของเดือนเมษายนในฐานทัพเรือสัตหีบแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสผิวหน้า
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมทันที
อคินขยับคอไปมา เสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บช่วยไล่ความเมื่อยขบที่สะสมมาจากการนอนนิ่งๆ นานกว่าสิบหกชั่วโมง
"ร้อนชะมัด..." อคินบ่นพึมพำ มุมปากยกยิ้ม "แต่ก็รู้สึกดีชะมัดเหมือนกัน"
เขาหันไปมองเพื่อนร่วมห้อง... หรือจะเรียกว่า 'ปาร์ตี้' คู่ใจก็ได้
บนพื้นปูนเปลือยข้างเตียงทหาร 'เจ้าโบ้' สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานกำลังนั่งมองเขาอยู่
หางของมันตบพื้น พึ่บ... พึ่บ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แววตาของมันดูฉลาดเกินสุนัขทั่วไป ราวกับกำลังรอคำสั่งแรกของวัน
ส่วนบนหลังตู้เสื้อผ้าเหล็กบุบๆ 'บัวลอย' แมวสามสีผู้ปราดเปรียวกำลังเหยียดตัวบิดขี้เกียจจนตัวยาวเป็นเส้นตรง
ก่อนจะกระโดดลงมาอย่างแผ่วเบาไร้เสียง เงาของเธอวูบไหวไปมาอย่างประหลาดในความสลัว
โครก...
เสียงท้องของเขาร้องประท้วงดังสนั่น
"โอเคๆ เข้าใจแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้องสินะ"
อคินลูบท้องตัวเอง พลางหัวเราะเบาๆ
"ระบบนี่สมจริงเกิ้น หิวปุ๊บเตือนปั๊บ... ป่ะ ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันเถอะพวกเรา"
...
ณ โรงอาหารชั่วคราว ที่ดัดแปลงจากโรงซ่อมบำรุง ของฐานทัพเรือสัตหีบ
บรรยากาศในโรงอาหารคืนนี้แปลกไป
ปกติแล้วช่วงหัวค่ำจะเป็นเวลาที่ทหารผลัดเวรและเหล่านักล่าจะส่งเสียงดังเฮฮาเพื่อคลายเครียด
แต่คืนนี้... เสียงพูดคุยกลับเป็นเพียงเสียงกระซิบกระซาบ กลิ่นของความตึงเครียดลอยคลุ้งผสมปนเปไปกับกลิ่นแกงเผ็ดและปลาทอด
ทันทีที่อคินเดินถือถาดอาหารเหล็กหลุมก้าวเข้ามาในโซนที่นั่ง เสียงช้อนกระทบจานที่เคยดังจอแจพลันเงียบลงไปวูบหนึ่ง
สายตาหลายสิบคู่หันมาจับจ้องที่เขา...
ไม่สิ... อคินสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังจ้องมอง 'ขบวน' ของเขามากกว่า
เจ้าโบ้ที่เดินขนาบข้างขวาด้วยท่าทางองอาจดุจอัศวินพิทักษ์ และบัวลอยที่เกาะอยู่บนไหล่ซ้ายของเขาด้วยท่วงท่าราชินี
"ทำไมวันนี้มองกันแปลกๆ"
อคินกระซิบกับตัวเอง พลางเลือกโต๊ะไม้ยาวที่มุมอับของห้อง
เขาไม่ได้นั่งลงทันที แต่กวาดตามองหาลังไม้ใส่เสบียงเปล่าๆ ที่วางกองอยู่มุมห้อง
เขาเดินไปหยิบมันมาวางซ้อนบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวอย่างเคยชิน
"เชิญครับ คุณผู้หญิง"
อคินผายมือให้บัวลอย
แมวสามสีมองเขานิ่งๆ ด้วยดวงตาสีเหลืองอำพัน
ก่อนจะกระโดดจากไหล่ลงมานั่งบนลังไม้นั้นอย่างสง่างาม
ความสูงที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอนั่งในระดับเดียวกับขอบโต๊ะพอดี อคินแกะเนื้อปลาทูวางลงในจานใบเล็กให้เธออย่างประณีต
ส่วนเจ้าโบ้ กระโดดขึ้นมานั่งบนม้านั่งข้างๆ ยืดอกตัวตรงหลังพิงกำแพง รอให้อคินวางชามข้าวคลุกไก่ต้มลงให้
"กินดีอยู่ดีกว่าคนอีกนะพวกแกเนี่ย"
อคินแซวพลางตักข้าวราดแกงเข้าปาก รสชาติเผ็ดร้อนของเครื่องแกงทำให้เขารู้สึกตื่นตัว
"เอ่อ... คุณอคินครับ"
เสียงเรียกอย่างเกรงใจดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ
อคินหันไปมอง พบว่าเป็นพลทหารหนุ่มรุ่นน้อง สภาพมอมแมม
ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบเขม่าดำและฝุ่นโคลนสีแดง ราวกับเพิ่งกลับมาจากนรก
แต่สิ่งที่ทำให้อคินประหลาดใจคือแววตาของพลทหารคนนั้น...
มันไม่ใช่แววตาของความสนิทสนมแบบเดิม แต่มันเจือไปด้วยความ 'เคารพ' และ 'หวาดหวั่น'
"อ้าว จ่า วันนี้สภาพดูไม่ได้เลยนะ ไปฟัดกับอะไรมา?"
อคินทักทายอย่างเป็นกันเอง
"แล้วทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้น?"
พลทหารกลืนน้ำลาย เอามือลูบหน้าตัวเองลวกๆ ก่อนจะชี้มืออันสั่นเทาไปทางทิศตะวันออก
"ไม่ใช่ผีครับ... แต่ยิ่งกว่าผี วันนี้คุณพลาดเรื่องใหญ่ไปจริงๆ ... เสียดายที่คุณ... เอ้อ... พักผ่อนยาว"
"เรื่องใหญ่?"
อคินเลิกคิ้ว เคี้ยวข้าวแกงช้าลง
"เมื่อกลางวันมีอะไรเหรอ? ผมเห็นบรรยากาศในค่ายมันตึงๆ เหมือนทุกคนเพิ่งผ่านสงครามโลกมา"
"ยิ่งกว่าสงครามโลกอีกครับ!"
พลทหารวางช้อนลง แล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ ลดเสียงลงราวกับกลัวใครได้ยิน
"เมื่อช่วงบ่าย ท่านผู้บัญชาการอาทิตย์นำทัพใหญ่บุกป่าเขาเขียว กะว่าจะเข้าไปกวาดล้างรังของพวกสัตว์กลายพันธุ์ให้สิ้นซาก... เสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นหวั่นไหวมาถึงนี่ ป่าฝั่งนู้นลุกเป็นไฟแดงฉานไปทั้งแถบ สงกรานต์ปีนี้แทนที่จะสาดน้ำ กลายเป็นสาดกระสุนและเวทมนตร์ใส่กัน"
"แล้ว... ผลเป็นยังไงครับ? เราชนะไหม?"
อคินถามขึ้นด้วยความสงสัย
พลทหารส่ายหน้าช้าๆ แววตาฉายภาพความทรงจำที่น่าสะพรึงกลัว
"จะเรียกว่าชนะก็ไม่เชิงครับ... ต้องเรียกว่า 'รอดตาย' มาได้เพราะปาฏิหาริย์มากกว่า"
เขากวาดตามองซ้ายขวา ก่อนจะจ้องมองไปที่ 'บัวลอย' และ 'เจ้าโบ้' ของอคินด้วยสายตาเลื่อมใส
"จู่ๆ ก็มี 'ตัวกลาง' โผล่เข้ามาเจรจาครับ... คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าใคร... เป็นหนึ่งในปาร์ตี้ของคุณ... ท่านอัศวินมามาเลด! กับแมวดำตัวหนึ่ง"
"มามาเลด!?"
อคินร้องเสียงหลงจนบัวลอยเงยหน้าจากจานปลาทูขึ้นมามอง
"ไอ้เจ้าแมวส้มขี้เซานั่นเนี่ยนะ? มันไปทำอะไรกลางดงกระสุน!"
"ไม่ใช่แค่ไปยืนเฉยๆ นะครับ"
พลทหารเล่าต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนมือไม้สั่น
"เจ้าแมวดำ แต่มันเดินอาดๆ ผ่าดงกระสุนเข้าไปขวางหน้ารถถัง แล้วใช้สกิลเรียกเงาออกมาพันรัดทุกคนเอาไว้ เชื่อไหมครับ...ทหารทั้งกองพันโดยตรึงไว้ขยับตัวไม่ได้... แล้วเจ้าแมวส้มก็เข้ามาตะโกนบอกให้ทุกคนหยุด จากนั้นมันก็เดินนำท่านอาทิตย์เข้าไปเจรจากับ 'ราชา' ของฝั่งโน้น"
"ราชา?"
อคินทวนคำ
"ผมเห็นไม่ชัดนะ เพราะควันไฟมันเยอะ แต่เงาที่อยู่ในป่านั่น... ตัวใหญ่กว่ารถสิบล้ออีกครับ เสียงคำรามทีเดียว กระจกรถฮัมวี่แตกกระจาย แต่เจ้ามามาเลด... เอ้อ ท่านมามาเลด กลับเดินเข้าไปหาเงานั้นเหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน"
พลทหารมองอคินด้วยสายตายกย่อง
"พวกคุณนี่มันสุดยอดจริงๆ ... เลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงยังไงถึงได้เก่งกาจขนาดนั้น แม้แต่ท่านผู้บัญชาการยังต้องยอมฟัง"
อคินนิ่งอึ้ง สมองพยายามประมวลผล... แมวส้มเพื่อนรักของเขากลายเป็นทูตสันถวไมตรีไกล่เกลี่ยสงคราม?
เขาหันไปสบตากับบัวลอยแวบหนึ่ง เธอทำเพียงเลียอุ้งเท้าอย่างไม่ยี่หระ ราวกับเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติสามัญ
"สรุปคือ..."
พลทหารสรุปความ
"ตอนนี้ท่านอาทิตย์สั่งถอนกำลัง และประกาศให้ป่าเขาเขียวเป็น 'เขตปกครองพิเศษ' ห้ามมนุษย์ล่วงล้ำเข้าไปเด็ดขาด แลกกับการที่พวกสัตว์จะไม่ออกมาโจมตีฐานทัพเราครับ แถมท่านปกป้องยังสั่งให้มีการส่งเสบียงอาหารเข้าไปช่วยเหลือพวกสัตว์ป่าที่กำลังขาดแคลนอาหาร"
"เขตปกครองพิเศษ..."
อคินพยักหน้าช้าๆ แววตามุ่งมั่นขึ้น
"เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูล"
เขาตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก รวบช้อนส้อม
"ในเมื่อเขาเขียวปิด... แหล่งฟาร์มเลเวลหลักของเราก็หายไป"
เขาหันไปหาคู่หูทั้งสอง
"คืนนี้เราคงต้องทำงานหนักหน่อยนะ... ฉันได้ข่าวว่าแถวป่าชายเลนด้านทิศใต้ ในเขตกำแพงชั้นนอก ยังมีพวกรังมอนสเตอร์หลงเหลืออยู่"
...
[21:45 น.]
ณ ป่าชายเลน เขตกำแพงชั้นนอก
บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากในค่ายทหารอย่างสิ้นเชิง
ความชื้นแฉะและกลิ่นเหม็นเน่าของโคลนตมลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
รากโกงกางที่พันเกี่ยวกระหวัดกันดูราวกับซี่กรงขังวิญญาณในความมืด
แสงจันทร์ส่องผ่านเมฆลงมากระทบผิวน้ำที่นิ่งสนิทจนดูน่าขนลุก
แฉะ... แฉะ...
เสียงรองเท้าคอมแบทของอคินย่ำลงบนเลนดังขึ้นเบาๆ
ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง สัญชาตญาณนักรบในร่างตื่นตัวเต็มที่
"ระวังตัวด้วย... พวก 'เมิร์ก' มันชอบซ่อนตัวในโคลน"
อคินกระชับดาบยาวในมือแน่น สายตากวาดมองผิวน้ำ
เขาไม่เห็นตัวพวกมัน แต่เขาสัมผัสได้... จิตสังหารที่พุ่งขึ้นมาจากใต้เท้า
ทันใดนั้น ผิวน้ำก็ระเบิดออก!
ซูม!
ร่างอัปลักษณ์สีเขียวคล้ำนับสิบกระโจนขึ้นมาจากโคลนตม!
พวกมันมีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลา ผิวหนังลื่นเมือก ดวงตาปูดโปนสีเหลืองขุ่น และในมือถือหอกที่ทำจากก้างปลาขนาดใหญ่
หน้าต่างข้อมูลเด้งขึ้นมาในสายตาของอคิน
[เมิร์กนักล่า เลเวล 48]
"บัวลอย! ล็อกเป้า!"
อคินตะโกนสั่งการ
"รับทราบ!"
บัวลอยกระโดดวูบจากไหล่ของเขาขึ้นไปบนรากโกงกางสูง ท่ามกลางความมืดมิด ร่างของเธอกลืนหายไปกับรัตติกาล
แต่เงาของเธอกลับขยายใหญ่ขึ้น พุ่งลงไปในน้ำราวกับหยดหมึกที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
" [เงาพันธนาการ] !"
เงาทมิฬเลื้อยพันข้อเท้าที่เป็นพังผืดของพวกเมิร์กราวกับงูยักษ์
พวกมันร้องเสียงแหลม พยายามดิ้นรนแต่กลับล้มคว่ำหน้ากระแทกโคลน ยิ่งดิ้น เงายิ่งรัดแน่น
"โบ้! เปิดทาง!"
"โฮ่ง!"
เจ้าโบ้พุ่งชนราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ผิวกายของมันเปลี่ยนสภาพเป็นโลหะมันวาวสะท้อนแสงจันทร์
เปรี้ยง!
แรงปะทะหนักหน่วงกระแทกใส่แนวหน้าของพวกเมิร์กจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เปิดช่องว่างตรงกลางโล่งเตียน
"เสร็จฉัน!"
อคินพุ่งผ่านช่องว่างนั้น ร่างกายของเขาเบาหวิวราวกับขนนกแต่เปี่ยมด้วยพละกำลัง ดาบในมือตวัดฟาดฟันอย่างแม่นยำ
ฉัวะ! ฉัวะ!
เลือดสีเขียวเข้มสาดกระเซ็น
ทุกท่วงท่าของเขาลื่นไหลและหนักหน่วง การโจมตีจุดตายที่ฝึกฝนมาตลอดหลายเดือนสำแดงเดช ไม่มีลังเล ไม่มีความปรานี
หนึ่งตัว... สองตัว... ห้าตัว...
พวกมันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง
จนกระทั่งตัวสุดท้ายที่เป็นหัวหน้าฝูง ร่างใหญ่ยักษ์ถือสามง่ามกระโจนเข้าใส่ด้วยความโกรธแค้น
อคินไม่ถอย เขาแสยะยิ้ม หมุนตัวหลบคมหอกเฉียดฉิวเพียงปลายเส้นผม แล้วอาศัยแรงเหวี่ยงนั้นตวัดดาบสวนกลับเข้าที่ซอกคอ
ฉัวะ!
หัวของเมิร์กจ่าฝูงกระเด็นลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะตกลงในน้ำจมหายไป
ติ๊ง!
[ท่านได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหารเมิร์กนักล่า เลเวล 48 จำนวน: 2950 แต้ม]
[ยินดีด้วย! ระดับเลเวลของท่านเพิ่มขึ้น: 49 >> 50]
[เก่งมาก... ครึ่งทางสู่ร้อยแล้วนะ แต่ช้ากว่าที่คิดไปนิดนึง]
อคินยืนหอบหายใจเล็กน้อย ท่ามกลางซากศพของเหล่าอสูร
เขาปาดเลือดสีเขียวออกจากแก้ม มองดูข้อความแจ้งเตือนด้วยความภาคภูมิใจปนขัดใจ
"เลเวล 50 สักที..."
เขาบ่นพึมพำ
"แต่กว่าจะขึ้นแต่ละเลเวลนี่รากเลือดชะมัด"
[ตอนนี้เก็บกวาดก่อน เหม็นคาวจะแย่แล้ว]
"รู้แล้วน่า... เผามันซะ อย่าให้เชื้อโรคแพร่กระจาย"
อคินล้วงเอาน้ำมันไฟแช็กออกมา ราดลงบนกองซากศพก่อนจะจุดไฟ
เปลวเพลิงสีส้มลุกโชติช่วงเผาทำลายหลักฐาน ควันไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นสัญญาณสิ้นสุดภารกิจประจำวัน
กลิ่นเนื้อไหม้และคาวเลือดฉุนกึกยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก
แม้เปลวไฟเบื้องหลังจะมอดลงเหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาที่ปลิวว่อนไปตามลมทะเล
อคินลากขาที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วกลับมาตามทางเดินลูกรัง
รองเท้าบูตที่เคยเบาสบายเมื่อตอนหัวค่ำ ตอนนี้กลับกัดเท้าจนแสบระบม
ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเข็มนาฬิกาใกล้เลขสาม
"ถึง... สักที..."
เบื้องหน้าของเขาคือแถวของเต็นท์สีเขียวขี้ม้าที่เรียงรายเป็นระเบียบภายในโซนที่พักของฐานทัพเรือ
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันในแคมป์วูบไหว ก่อให้เกิดเงาทอดยาวบนผนังผ้าใบที่ขยับไหวตามแรงลมทะเล
"ถึงบ้านเราสักที..."
เขารูดซิปหน้าเต็นท์ขนาดกลางที่เขาได้รับจัดสรรมา เสียงรูดซิปดัง แควก ยาวๆ ก่อนที่เขาจะมุดตัวเข้าไปภายใน
กลิ่นอับจางๆ ของผ้าใบกันน้ำผสมกับกลิ่นไอความร้อนที่ยังตกค้างอยู่ต้อนรับการกลับมา
พื้นที่ภายในไม่ได้กว้างขวางนัก แต่มันคือวิมานสำหรับเขาในเวลานี้
มีเพียงเตียงสนามพับได้ตัวหนึ่งที่ปูด้วยผ้าห่มทหารสีเทา
โต๊ะพับเล็กๆ ที่วางขวดน้ำและตะเกียง และพื้นที่ว่างเล็กน้อยที่พื้นสำหรับสมาชิกสี่ขา
เคร้ง...
อคินปลดเข็มขัดที่ห้อยดาบวางลงบนโต๊ะเสียงดัง ถอดชุดเกราะหนังเอาไว้ข้างๆเตียง วางโล่ และถอดรองเท้าบูตไว้ข้างๆกัน
ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสนามจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด ร่างกายของเขาประท้วงด้วยความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่าเท้าถึงต้นขา
"รอดไปอีกวัน..."
เมื่อหลังเอนลงบนเตียง ร่างกายของเขาแทบจมลงไปในที่นอน
ความเย็นชื้นของอากาศยามดึกซึมผ่านเสื้อยืดที่ชุ่มเหงื่อ
แต่แทนที่จะหนาวสั่น เขากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากกลางอก...
เหมือนถ่านไฟก้อนสุดท้ายที่กำลังจะมอดดับ
"วันนี้... พวกแกเก่งมาก"
อคินพึมพำเสียงแหบแห้ง พยายามยกมือขึ้นลูบหัวเจ้าโบ้ที่เดินเข้ามาเอาคางเกยขอบเตียง
แต่ปลายนิ้วของเขากลับสั่นระริกและชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกถึงขนหยาบๆ ของมัน
เจ้าโบ้ไม่ได้เรียกร้องให้ลูบต่อ มันเพียงแค่ส่งเสียง หงิง เบาๆ ในลำคอ
แล้วทรุดตัวลงนอนทางเข้าไว้ หันหน้าออกไปด้านนอกราวกับยามผู้ซื่อสัตย์ที่รู้ว่า 'เวลาเปลี่ยนเวร' กำลังจะมาถึง
ส่วนบัวลอย... แมวสามสีไม่ได้กระโดดขึ้นมานอนทับอกเขาเหมือนทุกที
เธอกลับเดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ จมูกเล็กๆ ดมฟุดฟิดที่มือและใบหน้าของเขา
ก่อนจะขดตัวลงนอนเบียดชิดกับ 'ศีรษะ' ของเขา... ชิดมากจนขนปุยๆ ของเธอสัมผัสกับแก้ม
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:03:00]
หน้าต่างสีฟ้าเรืองแสงปรากฏขึ้นในความมืด ตัวเลขนับถอยหลังดูพร่าเลือนในสายตาของอคิน
"อีกแล้วเหรอ..."
ความรู้สึกคุ้นเคยโจมตีเขา มันไม่ใช่แค่ความง่วงงุนธรรมดา แต่มันคือความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูก 'บีบอัด'
กล้ามเนื้อแขนขาที่เคยตึงแน่นเริ่มกระตุกเบาๆ และรู้สึกโหวงเหวงชอบกล
กระดูกสันหลังรู้สึกคันยิบๆ ราวกับมันต้องการจะหดตัวและโค้งงอลง
อคินขดตัวเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ เขาดึงเข่าขึ้นมาชิดอก
ท่านอนคุดคู้ที่เขามักจะทำเสมอในช่วงเวลานี้... ท่าที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยที่สุด
"ทำไม... พื้นมันดูใหญ่ขึ้นนะ..."
เขามองผ่านความมืดไปยังขาโต๊ะไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ในสายตาที่เริ่มฝ้าฟางและระดับสายตาที่ดูเหมือนจะ 'ต่ำลง' กว่าเดิมเล็กน้อย ขาโต๊ะนั้นดูสูงตระหง่านขึ้นอย่างน่าประหลาด
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:10]
"ราตรีสวัสดิ์... โบ้... บัวลอย..."
อคินพยายามจะพูดประโยคนั้น แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับอู้อี้อยู่ในลำคอ
เปลือกตาของเขาปิดลง ความรู้สึกสุดท้ายที่เขารับรู้คือสัมผัสของเส้นขน ของบัวลอยที่แนบชิด...
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]