ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 43 เจ็บมากไหม..!?(ซุนโหวหวัง)

    ต่อเนื่องการเล่าบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง

             

            ทันทีที่พาร่างเราสองคนมาถึงปากถ้ำได้สำเร็จ ฉันก็ทิ้งตัวลงนั่งหลังพิงผนังทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น

            โอสถก็ช่างมันก่อนเถิด ตอนนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะไปล้วงมันออกมาจากแหวนมิติ

            พูดตามตรง..

            ฉันอยากแค่ได้เหยียดแข้งเหยียดขาสักพัก ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น

             

            “ท่านชายซุน..

            หยกสื่อสารของท่านยังใช้ได้อยู่หรือไม่?”

            นางกล่าวถามออกมา น้ำเสียงเจือความกังวล

            ฉันพอเข้าใจได้ว่าเหตุใดนางถึงถามเช่นนั้น เพราะหยกสื่อสารของนางคงพังไปตั้งแต่ถูกจิ้งจอกประกายเหมันต์เล่นงานแขนนั่นแล ฤๅไม่ก็คงตกหล่นไปเสียแล้ว

            ฉันรู้ดีว่านางยังหวังจะติดต่อไปถึงพี่ชายฤๅไม่ก็ถึงหลิวเจี้ยน

             

            ฉันส่ายหัวอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหยิบหยกสื่อสารที่ไหม้ไฟของฉันออกมาให้ดู

            “หยกสื่อสารของฉันถูกเปลวเพลิงของอ้ายคนนั้นเผาจนเสียหายไปแล้ว..”

             

            “เช่นนั้นท่านชายซุนได้โปรดใช้แหวนมิติของท่านเรียกชุดโอสถออกมาเถิด..

            ข้าจะทำแผลให้ท่านเอง”

            เมื่อจนปัญญาทั้งสองฝ่าย นางก็เสนอว่าจะทำแผลให้ฉัน ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่รวบรวมสมาธิและใช้พลังปราณสายอ่อนเรียกของจากแหวนมิติออกมาตามที่นางต้องการ

            โชคดีที่แหวนของฉันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เลยไม่มีปัญหาอะไร

             

            นางเอื้อมมือซ้ายที่ยังใช้งานได้ดีมาเปิดกล่องปฐมพยาบาลของฉัน ดูเหมือนนางจะจำได้แม่นว่าขวดยาแต่ละขวดใช้ทำอะไร

            ฉันสังเกตว่านางหยิบขวดยาระงับปวดขึ้นมา เขย่าเม็ดยาออกมาสองเม็ด ยื่นให้ฉันหนึ่งเม็ด อีกเม็ดเก็บไว้กินเอง

            พอเราทั้งคู่กินยาเสร็จ นางก็เริ่มช่วยฉันถอดเสื้อคลุม

            ตอนที่เสื้อถูกดึงออก..

            ฉันก็เห็นนางยกมือซ้ายขึ้นปิดปาก ดวงตานางเบิกกว้างอย่างตกใจ

            ฉันเองก็พอเดาได้ว่าภาพที่นางเห็นมันน่าดูไม่ได้น่าดูเลยแม้นแต่น้อย

            แผลพุพองจากเปลวอัคคี น้ำหนองไหลเยิ้ม ยังไม่รวมซี่โครงด้านขวาที่หักกับแขนซ้ายที่ฟกช้ำจนเป็นสีม่วงเข้ม

            ยับเยินสิ้นดี..

            ดวงตานางวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนที่น้ำตาซึ่งนางพยายามกลั้นมาตลอดจะไหลรินออกมาเงียบ ๆ

            ฉันไม่รู้แน่ชัดว่านางคิดอะไร..

            แต่ในแววตานั้นฉันเห็นความเจ็บปวด ความเศร้า และบางอย่างที่คล้ายความรู้สึกผิดสะท้อนอยู่ข้างในนั้น

            นางอาจกำลังโทษตัวเองที่เป็นเหตุให้ฉันบาดเจ็บจนถึงเพียงนี้กระมัง

             

            “แม่หงเซีย..

            ฉันมีความลับบางอย่างจะบอกแม่..”

            ฉันเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวเบา แม้นตั้งใจจักพูดให้หนักแน่น แต่ร่างกายที่อ่อนแรงก็ไม่อาจเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้

            เสียงแต่ละคำจึงเหมือนต้องดึงออกมาจากลมหายใจสุดท้าย

            “ฉันเกลียด..

            น้ำตาของแม่หญิงเป็นที่สุด..”

            แม้นแขนขอฉันจะอ่อนแรงและม่วงช้ำปานใด แต่น้ำตาของแม่ฉันสำหรับฉันนั้นร้ายแรงเสียยิ่งกว่าบาดแผลบนตัว

            ฉันจึงได้พยายามยกนิ้วโป้งของตนเองปาดลงบนหางตาของนางอย่างแผ่วเบา..

            ระมัดระวัง..

            “เพราะฉะนั้นเก็บน้ำตาของแม่เข้าไปเถิด..

            ฉันเห็นแลรู้สึกปวดใจยิ่ง..”

             

            “จะ..เจ็บมากหรือไม่....”

            นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะยกมือขึ้นแตะมือข้างขวาของฉันที่ยังค้างอยู่ตรงหางตานางราวกับกลัวมันจะร่วงหล่น

             

            “มาก...”

            แม้นอยากจักตอบปลอบใจอีกสักประโยค..

            แต่พลังที่มีในกายก็แทบจะใช้หมดไปแล้วกับคำพูดเมื่อครู่

            ที่ฉันพอจักทำได้มีเพียงชี้ไปที่กล่องปฐมพยาบาล

            ยาแต่ละขวดฉันยังจำตำแหน่งและสีกล่องได้แม่นยำ

            “มีฉลากเขียนไว้ที่ข้างขวด..

            อันไหนยากิน.. แม่ช่วยจัดให้ฉัน..

            อันไหนยาทา..

            อย่างไรก็รบกวนแม่ช่วยทาให้ฉันหน่อย..

            ฉันทาเองไม่ถึง”

             

            นางปาดน้ำตาแล้วค่อย ๆ หยิบยาขึ้นมาอ่านและจัดแจงด้วยท่าทางระมัดระวัง

            ท่าทางนั้นของนาง..

            ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ทั้งที่ตัวร้อนรุ่มไปทั่วจากบาดแผล

             

            แม่หงเซียทายาสมานแผลให้ฉันอย่างเบามือ ฉันรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในทุกสัมผัส

            ราวกับนางพยายามไม่ให้ฉันเจ็บไปมากกว่านี้อีกแม้นเพียงเล็กน้อย

            แต่ยิ่งนางทายา..

            น้ำตาของนางก็ยิ่งไหลริน..

            ฉันรู้สึกถึงฝ่ามือที่สั่นเล็กน้อยของนาง

            ซึ่งฉันก็มิได้แปลกใจ เพราะกล้ามเนื้อของฉันเจ็บจนร้อน ร้อนจนแทบจะทานไม่ไหว ทั้งเพราะปราณอัคคีและพิษบาดแผลในกายที่ยังไม่สงบ

            ฉันรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันถาโถมจนนางโทษตนเอง

            เผลอ ๆ หากนางคงต่อว่าตนเอง ในทำนองที่ว่าหากเชื่อคำของพี่ชายตั้งแต่คราแรก ฉันก็คงไม่ต้องมานั่งในสภาพแบบนี้

            แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะปล่อยให้แม่นางผู้นี้จมอยู่กับความรู้สึกผิดได้

             

            ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาของนางอีกครั้ง พลางเอ่ยถ้อยคำที่ตั้งใจไว้ให้ชัดทุกความหมาย

            “อย่าได้โทษตนเองเลยแม่หงเซีย..

            ที่แม่ตามพ่อหงชุนมาก็เพราะเป็นห่วงมันมิใช่ฤๅ..

            การที่ฉันช่วยแม่ก็เช่นกัน..

            เพราะฉันเป็นห่วงแม่..

            ถ้าแม่คิดว่าตัวของแม่ที่เป็นห่วงพี่ชายนั้นผิด..

            นั่นไม่เท่ากับว่าฉันที่เป็นห่วงแม่ก็เป็นคนผิดไปด้วยฤๅไร..”

            มือซ้ายของฉันที่ยังพอใช้การได้ค่อย ๆ เอื้อมขึ้นแตะแผ่วเบาตรงฝ่ามือที่นางทายาให้ฉันอย่างแผ่วเบา

            “ความเป็นห่วงน่ะแม่หงเซีย..

            ไม่มีผิด.. ฤๅถูก..

            เพราะฉะนั้น..

            จงอยากได้โทษตนเองที่เป็นห่วง..

            เพราะฉันที่ห่วงแม่แล้วพาแม่หนีรอดมาได้..

            ฉันเรียกมันว่ารางวัล..”

             

            ตาของเราสองคนจ้องสบกันนิ่ง..

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสถานการณ์ที่บีบคั้นฤๅเพราะผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันถึงทำให้ในวินาทีนั้น

            แม่หงเซียตรงหน้าดูงดงามกว่าทุกครา

            จากมือของฉันที่เคยจบมือของแม่หงเซีย..

            ได้เปลี่ยนเป็นจับไปที่ตรงหลังศีรษะของนาง แล้วออกแรงดึงลงมาเล็กน้อย

            ฉันรู้ว่าสิ่งที่ทำอาจเกินเลย..

            แต่ใจมันร่ำร้องไปก่อนแล้ว..

            ตัวของนางก็ไร้ซึ่งการขัดขืน แม้นนางจะมีเสี้ยวแห่งลังเล..

            ฉันรู้สึกได้..

            แต่ร่างของนางก็โน้มเข้าหาฉันทีละน้อย เหมือนยอมรับในความรู้สึกที่คล้ายจะไร้เหตุผล..

            แต่หนักแน่นเกินต้านทาน

             

            สำหรับฉัน..

            หากเป็นนาง..

            หากเป็นแม่หงเซียตรงหน้า..

            ซุนโหวหวังผู้นี้ก็ยินดีที่จักปกป้อง แลถนุถนอมนางมิให้เป็นเฉกเช่นก่อนหน้าอีก..

             

            แต่เหมือนสวรรค์จักรังเกียจฉันฤๅไร..!

            ถึงได้ทำเช่นนั้นกับฉัน..

             

            แก๊ะ!

             

            เสียงบางอย่างดังขึ้นจากปากถ้ำ!

            ทั้งฉันและแม่หงเซียสะดุ้งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!

            ฉันรีบสวมเสื้อคลุมกลับทันที ไม่ใช่เพราะเขินอายแต่เพราะสัญชาตญาณบอกให้ต้องปิดบังบาดแผลเอาไว้ ไม่ให้ศัตรูเห็นจุดอ่อน

            ฉับพลัน! ฉันได้คว้ากระบองเหล็กดำขึ้นมา แม้มือจะอ่อนแรงจนแทบถือไม่มั่นแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเปล่า

            “แม่หงส์เซีย..

            หากเกิดอะไรขึ้นให้อยู่ใกล้ ๆ ฉันไว้..

            เลวที่สุดคือฉันจะใช้พลังถล่มกลบปากถ้ำ!"

             

            นางพยักหน้ารับคำโดยไร้ซึ่งคำพูด

            มือซ้ายของนางคว้าดาบแน่นพลางขยับเข้ามาใกล้ สายตาของเราสองคนจดจ้องไปยังปากถ้ำโดยไม่กะพริบ

            แม้นเสียงหัวใจจะเต้นแรง!

            แต่เราก็พยายามทำตนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

             

            ดาบในมือของนางถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีครามเข้ม ขณะที่ปราณของฉันซึ่งยังจางนัก ก็เร่งถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือเพื่อประคองกระบองให้มั่น

            จากเงาที่ทอดผ่านเข้ามา..

            ฉันมองออกทันทีว่าเป็นเงาของมนุษย์!

            สัญชาตญาณเรียกร้องให้โจมตีทันที!

             

            แต่แล้ว..

            สายตาของเราก็สบเข้ากับใบหน้าที่แสนคุ้นเคย

            เป็นอ้ายเจี้ยนแลพ่อหงชุน

             

            “สวรรค์!!! เซียเอ๋อร์!!”

            เสียงของพ่อหงชุนดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่มันจักเร่งฝีเท้าเข้ามาในถ้ำโดยไม่รั้งรอ

            แม้นสภาพของมันจักยังดูดีกว่าฉันกับแม่หงเซียอยู่มาก..

            แต่แขนซ้ายของมันก็ถูกพันด้วยเศษเสื้อคลุมซึ่งพันไว้กับคออย่างลวก ๆ

            ดูก็รู้ว่าแขนข้างนั้นน่าจะหักฤๅไม่ก็ซ้นอย่างแรง

            วิ่งมาถึง..

            พ่อหงชุนก็โผเข้ามาหาน้องสาวของเขาทันทีโดยไม่สนสิ่งใดอื่น ใช้แขนข้างที่ยังพอใช้การได้ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดแน่นราวกับกลัวว่านางจักหายไปอีกครั้ง

            “น้องพี่!!

            เจ้า..แขนเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!

            บาดเจ็บตรงไหนอีกบ้าง..!”

             

            ฉันนั่งมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แม้ในใจจะรู้สึกชื่นชมที่สองพี่น้องได้พบกันอีกครั้งอย่างปลอดภัย

            แต่ก็มิอาจปฏิเสธความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจที่ยังถาโถมอยู่ในอกฉัน

             

            แม่หงเซียหันมามองฉัน ดวงตานางยังแดงช้ำอยู่เล็กน้อย

            ฉันจึงเบือนสายตาหนี ไม่อยากให้นางต้องลำบากใจมากไปกว่านี้อีก

            “ต้องขอบคุณท่านชายซุนที่ช่วยปกป้องน้อง”

            เสียงของแม่หงเซียดังขึ้น พร้อมกับหันมามองฉันอีกครั้ง

            ฉันเห็นสีหน้าของนางแดงระเรื่ออย่างชัดเจน

            โชคดีที่ในถ้ำนี้สลัวนัก..

            จึงเชื่อว่าพ่อหงชุนคงไม่ทันได้สังเกตว่าใบหน้าของนางนั้นเรียกได้ว่ากำลังขวยเขินถึงเพียงใด

             

            ให้ตายเถิด..

            หากสองคนนั้นเข้ามาช้ากว่านี้อีกสักอึดใจ

            ฉันคงได้รางวัลปลอบใจที่หอมหวานที่สุดในชีวิตไปแล้วเป็นแน่

            พวกมันไม่ดูเวล่ำเวลาบ้างเลย!

             

            “ไง..พี่ฮัคล์เพื่อนยาก

            เคลาของเจ้าดูหยิกและสั้นลงนะ..

            แล้วกลิ่น..”

            เสียงของอ้ายเจี้ยนดังขึ้นพร้อมกลิ่นการหยอกล้อที่เจ้าตัวถนัด

            ฉันกลอกตาให้มันพลางถอนใจระคนเจ็บใจ

            ร่างกายของมันดูแทบไม่เป็นอะไรเลยนอกจากรอยข่วนเล็กน้อย ผิดกับฉันที่แทบจะเหลือแค่จิตวิญญาณแขวนอยู่กับเนื้อหนัง

            “อืม..เหม็น..

            เหม็นเหมือนกลิ่นขนลิงไหม้แหนะ”

             

            ฉันแทบจะกัดฟันกรอดในลำคอ

            แม้นจะไม่มีแรงพอจะลุกขึ้นไปเขกหัวมัน แต่ในใจก็อยากจักทำอย่างนั้นเสียเหลือเกิน

            หากฉันไม่เจ็บหนักอยู่..

            ป่านนี้..

            พวกมันทั้งสองคงถูกกระบองเหล็กดำของฉันฟาดเสียเข้าให้

             

            “พวกเอ็งมาช้ากว่านี้สักหน่อยจะตายฤๅไม่!!”

            ฉันกัดฟันกระซิบถามมันอย่างเจ็บทั้งกายและใจ

            มันไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่ลมหายใจฉันจะได้ลิ้มรสแห่งความงามปานน้ำทิพย์

            แต่ก็ต้องมาดับวูบไปเพราะอ้ายพวกนี้ที่โผล่มาขัดจังหวะ

             

            อ้ายเจี้ยนหัวเราะแห้ง ๆ พลางถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรู้ความ

            มันคงพอจะอ่านสีหน้าแลเสียงของฉันออกบ้างกระมัง

            .

            .

            .

            หลังจากความวุ่นวายเบื้องต้นจางลง พวกเราจึงได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริงจัง

            อ้ายเจี้ยนเล่าว่ามันกับพ่อหงชุนต้องหนีการตามล่าของพวกสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายกับขั้นกลางมาด้วยความยากลำบาก

            หากไม่ใช่เพราะอ้ายเกลอคิ้วบางมีวิชาเนตรที่ดีเยี่ยมยามราตรี..

            ป่านนี้คงกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้วทั้งคู่..

             

            เมื่อถึงคราวที่แม่หงเซียเล่าเรื่องของเราสองคนบ้าง..

            ฉันเห็นพ่อหงชุนเงียบงันไปทันที!

            ยิ่งพอนางเล่าถึงจังหวะที่ฉันใช้ร่างของตนเองบังไฟให้แล้วฝ่ากำแพงเพลิงออกมาพ่อหงชุนถึงกับนั่งนิ่งอยู่นาน

            ตัวฉันเองก็ไม่ต่างกันนัก..

            ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าในยามนั้นทำอะไรลงไป..

            แต่พอได้ยินเรื่องทั้งหมดจากปากแม่หงเซีย ได้เห็นสีหน้าอันซับซ้อนของนางขณะเล่าเรื่องนั้น

            ใจฉันกลับรู้สึกแปลกพิกลขึ้นมาเสียเฉย ๆ

            คล้ายกับว่าเรื่องที่เพิ่งผ่านมาแม้นจะอยู่ตรงหน้า

            แต่กลับไกลออกไปทุกขณะ..

            ขณะฉันกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่พ่อหงชุนก็ขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อย..

            แล้ว!!

            เข่าทั้งสองของพ่อหงชุนก็ทรุดลงแนบพื้น

            ศีรษะของเขาโขกลงกับพื้นถ้ำเสียงดัง 'ปัก'

             

            “พี่ซุน!!

            โปรดรับการคารวะจากข้า!

            สิ่งที่ท่านทำนั้นยากที่ตัวข้านี้จะหาสิ่งใดมาตอบแทนท่าน!!!

            ขอเพียงผ่านพ้นเรื่องราวอันเลวร้ายนี้ไปได้..

            ข้าสัญญา..

            ไม่ว่าท่านจะร้องขอสิ่งใด..

            ข้าจะหามามอบให้ท่านโดยไม่มีบิดพลิ้ว..!!”

             

            ฉันได้แต่ถอนใจเบา ๆ พลางเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

            “เล่นคารวะฉันแลค่อยบอกให้รับการคารวะ..

            แบบนี้ฉันจักปฏิเสธได้เยี่ยงไร..

            ชั่งเถิด...ชั่งเถิด...

            อย่าได้คิดมาก

            หากพวกเอ็งมาช้าฉันก็คงได้สิ่งที่ควรได้ไปแล้วกระมัง”

            ว่าจบฉันจึงได้หันไปมองแม่หงเซียพลางแสร้งอมยิ้มบาง ๆ

            พอเห็นว่านางเขินจนเบี่ยงหน้า มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน ฉันจึงรีบหันหน้ากลับมา ไม่อยากให้แม่ต้องอายขวยไปมากกว่านี้

            แล้วฉันจึงได้กล่าวต่อ

            “พ่อหงชุน..

            เขตแดนในอาณาจักรปัญจมิตรที่สกุลของฉันปกครองกับพื้นที่แคว้นทางตอนเหนือของเอ็งนั้นอยู่ติดกัน

            ฉันเพียงหวังว่าสักวันความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมาตลอดจะเบาบางลงไปบ้าง

            ไม่มาก..

            แต่น้อยก็ยังดี...”

             

            เมื่อฉันว่าจบ

            พ่อหงชุนก็ยืดอกขึ้นพลางเอ่ยตอบด้วยความหนักแน่นว่า

            “ข้ารับปากท่าน..พี่ซุน!

            หากรอดกลับไปได้ ข้าจะทูลเกล้าฯ ต่อเสด็จตาให้ทรงทราบถึงเรื่องนี้

            หากเสด็จตาทรงทราบ..

            ข้ามั่นใจ..

            ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสองดินแดนจะต้องพื้นคืนกลับมาได้ในไม่ช้าแน่”

             

            “ฉันไม่คิดว่ามันจะง่ายเพียงเท่านั้นดอก..

            แต่ไม่แน่..

            หากเอ็งพยายามมากพอ..

            น้ำหยดลงหินอย่างไรหินย่อมก่อนลงตามกาล หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของพวกเราสองดินแดน”

            ฉันรู้ดีว่าการเจรจาระดับแคว้นไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค

            แต่หากเจตนาดีเริ่มต้นจากใจจริงแล้วไซร้..

            ย่อมมีโอกาส

            แลจริง ๆ ฉันว่าจะพูดต่อ..

            แต่สุดท้ายกลับกลืนถ้อยคำลงคอ ไม่กล้าเอ่ยคำที่แท้จริงในใจออกไปต่อหน้าแม่นางเสียที

            เพราะหาฉันว่าความในใจออกไปตอนนี้..

            มันก็ดูคล้ายว่าฉันกำลังมัดมือชกทั้งพ่อหงชุนและแม่หงเซียก็มิปาน

             

            แล้วจังหวะที่ทุกคนกำลังเงียบ..

            เสียงของอ้ายเจี้ยนที่เงียบมานานก็พลันดังขึ้น

            “นี่..

            พวกเจ้า..

            พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าถ้ำนี้มันแปลก ๆ?”

             

            ฉันหันไปมองอ้ายเกลอคิ้วบางด้วยความสงสัย ก่อนจะมองตามสายตาของมันไปยังพื้นหินผิวขรุขระและผนังถ้ำรอบด้าน

            บรรยากาศภายในถ้ำตอนนี้ยังคงเงียบสงบ มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดลอดเข้ามาทางปากถ้ำ แลกลิ่นดินเปียกชื้นปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ

             

            อ้ายเจี้ยนยกแขนขึ้นดูแผลตามร่างกายตนเอง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสีหน้าฉงน

            “ข้ารู้สึกว่าถ้ำแห่งนี้มีพลังเยียวยาบางอย่าง หรือไม่ก็มีปราณรักษาชั้นยอด!

            แผลของข้ารอบตัวเหมือนจะดีขึ้นแล้ว

            ทั้งพลังปราณของข้าเองก็เหมือนจะฟื้นคืนกลับมาได้ราวแปดส่วนแล้วเช่นกัน”

             

            ฉันขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะหลับตาแล้วตั้งสมาธิภายใน

            ครู่หนึ่ง.. จึงรู้สึกได้ว่าความปวดระบมในกล้ามเนื้อของฉันลดลงเล็กน้อยจริง ๆ ราวกับมีพลังบางอย่างแทรกซึมอยู่ในอากาศรอบตัว

            มันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในเส้นเอ็นและเสริมสร้างการฟื้นฟูของร่างกาย

            แม้นจะยังเจ็บอยู่มาก..

            แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า..

            ถ้ำนี้มิใช่ถ้ำธรรมดาแน่

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน