ต่อเนื่องการเล่าบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง
ทันทีที่พาร่างเราสองคนมาถึงปากถ้ำได้สำเร็จ ฉันก็ทิ้งตัวลงนั่งหลังพิงผนังทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น
โอสถก็ช่างมันก่อนเถิด ตอนนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะไปล้วงมันออกมาจากแหวนมิติ
พูดตามตรง..
ฉันอยากแค่ได้เหยียดแข้งเหยียดขาสักพัก ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น
“ท่านชายซุน..
หยกสื่อสารของท่านยังใช้ได้อยู่หรือไม่?”
นางกล่าวถามออกมา น้ำเสียงเจือความกังวล
ฉันพอเข้าใจได้ว่าเหตุใดนางถึงถามเช่นนั้น เพราะหยกสื่อสารของนางคงพังไปตั้งแต่ถูกจิ้งจอกประกายเหมันต์เล่นงานแขนนั่นแล ฤๅไม่ก็คงตกหล่นไปเสียแล้ว
ฉันรู้ดีว่านางยังหวังจะติดต่อไปถึงพี่ชายฤๅไม่ก็ถึงหลิวเจี้ยน
ฉันส่ายหัวอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหยิบหยกสื่อสารที่ไหม้ไฟของฉันออกมาให้ดู
“หยกสื่อสารของฉันถูกเปลวเพลิงของอ้ายคนนั้นเผาจนเสียหายไปแล้ว..”
“เช่นนั้นท่านชายซุนได้โปรดใช้แหวนมิติของท่านเรียกชุดโอสถออกมาเถิด..
ข้าจะทำแผลให้ท่านเอง”
เมื่อจนปัญญาทั้งสองฝ่าย นางก็เสนอว่าจะทำแผลให้ฉัน ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่รวบรวมสมาธิและใช้พลังปราณสายอ่อนเรียกของจากแหวนมิติออกมาตามที่นางต้องการ
โชคดีที่แหวนของฉันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เลยไม่มีปัญหาอะไร
นางเอื้อมมือซ้ายที่ยังใช้งานได้ดีมาเปิดกล่องปฐมพยาบาลของฉัน ดูเหมือนนางจะจำได้แม่นว่าขวดยาแต่ละขวดใช้ทำอะไร
ฉันสังเกตว่านางหยิบขวดยาระงับปวดขึ้นมา เขย่าเม็ดยาออกมาสองเม็ด ยื่นให้ฉันหนึ่งเม็ด อีกเม็ดเก็บไว้กินเอง
พอเราทั้งคู่กินยาเสร็จ นางก็เริ่มช่วยฉันถอดเสื้อคลุม
ตอนที่เสื้อถูกดึงออก..
ฉันก็เห็นนางยกมือซ้ายขึ้นปิดปาก ดวงตานางเบิกกว้างอย่างตกใจ
ฉันเองก็พอเดาได้ว่าภาพที่นางเห็นมันน่าดูไม่ได้น่าดูเลยแม้นแต่น้อย
แผลพุพองจากเปลวอัคคี น้ำหนองไหลเยิ้ม ยังไม่รวมซี่โครงด้านขวาที่หักกับแขนซ้ายที่ฟกช้ำจนเป็นสีม่วงเข้ม
ยับเยินสิ้นดี..
ดวงตานางวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนที่น้ำตาซึ่งนางพยายามกลั้นมาตลอดจะไหลรินออกมาเงียบ ๆ
ฉันไม่รู้แน่ชัดว่านางคิดอะไร..
แต่ในแววตานั้นฉันเห็นความเจ็บปวด ความเศร้า และบางอย่างที่คล้ายความรู้สึกผิดสะท้อนอยู่ข้างในนั้น
นางอาจกำลังโทษตัวเองที่เป็นเหตุให้ฉันบาดเจ็บจนถึงเพียงนี้กระมัง
“แม่หงเซีย..
ฉันมีความลับบางอย่างจะบอกแม่..”
ฉันเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวเบา แม้นตั้งใจจักพูดให้หนักแน่น แต่ร่างกายที่อ่อนแรงก็ไม่อาจเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้
เสียงแต่ละคำจึงเหมือนต้องดึงออกมาจากลมหายใจสุดท้าย
“ฉันเกลียด..
น้ำตาของแม่หญิงเป็นที่สุด..”
แม้นแขนขอฉันจะอ่อนแรงและม่วงช้ำปานใด แต่น้ำตาของแม่ฉันสำหรับฉันนั้นร้ายแรงเสียยิ่งกว่าบาดแผลบนตัว
ฉันจึงได้พยายามยกนิ้วโป้งของตนเองปาดลงบนหางตาของนางอย่างแผ่วเบา..
ระมัดระวัง..
“เพราะฉะนั้นเก็บน้ำตาของแม่เข้าไปเถิด..
ฉันเห็นแลรู้สึกปวดใจยิ่ง..”
“จะ..เจ็บมากหรือไม่....”
นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะยกมือขึ้นแตะมือข้างขวาของฉันที่ยังค้างอยู่ตรงหางตานางราวกับกลัวมันจะร่วงหล่น
“มาก...”
แม้นอยากจักตอบปลอบใจอีกสักประโยค..
แต่พลังที่มีในกายก็แทบจะใช้หมดไปแล้วกับคำพูดเมื่อครู่
ที่ฉันพอจักทำได้มีเพียงชี้ไปที่กล่องปฐมพยาบาล
ยาแต่ละขวดฉันยังจำตำแหน่งและสีกล่องได้แม่นยำ
“มีฉลากเขียนไว้ที่ข้างขวด..
อันไหนยากิน.. แม่ช่วยจัดให้ฉัน..
อันไหนยาทา..
อย่างไรก็รบกวนแม่ช่วยทาให้ฉันหน่อย..
ฉันทาเองไม่ถึง”
นางปาดน้ำตาแล้วค่อย ๆ หยิบยาขึ้นมาอ่านและจัดแจงด้วยท่าทางระมัดระวัง
ท่าทางนั้นของนาง..
ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ทั้งที่ตัวร้อนรุ่มไปทั่วจากบาดแผล
แม่หงเซียทายาสมานแผลให้ฉันอย่างเบามือ ฉันรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในทุกสัมผัส
ราวกับนางพยายามไม่ให้ฉันเจ็บไปมากกว่านี้อีกแม้นเพียงเล็กน้อย
แต่ยิ่งนางทายา..
น้ำตาของนางก็ยิ่งไหลริน..
ฉันรู้สึกถึงฝ่ามือที่สั่นเล็กน้อยของนาง
ซึ่งฉันก็มิได้แปลกใจ เพราะกล้ามเนื้อของฉันเจ็บจนร้อน ร้อนจนแทบจะทานไม่ไหว ทั้งเพราะปราณอัคคีและพิษบาดแผลในกายที่ยังไม่สงบ
ฉันรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันถาโถมจนนางโทษตนเอง
เผลอ ๆ หากนางคงต่อว่าตนเอง ในทำนองที่ว่าหากเชื่อคำของพี่ชายตั้งแต่คราแรก ฉันก็คงไม่ต้องมานั่งในสภาพแบบนี้
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะปล่อยให้แม่นางผู้นี้จมอยู่กับความรู้สึกผิดได้
ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาของนางอีกครั้ง พลางเอ่ยถ้อยคำที่ตั้งใจไว้ให้ชัดทุกความหมาย
“อย่าได้โทษตนเองเลยแม่หงเซีย..
ที่แม่ตามพ่อหงชุนมาก็เพราะเป็นห่วงมันมิใช่ฤๅ..
การที่ฉันช่วยแม่ก็เช่นกัน..
เพราะฉันเป็นห่วงแม่..
ถ้าแม่คิดว่าตัวของแม่ที่เป็นห่วงพี่ชายนั้นผิด..
นั่นไม่เท่ากับว่าฉันที่เป็นห่วงแม่ก็เป็นคนผิดไปด้วยฤๅไร..”
มือซ้ายของฉันที่ยังพอใช้การได้ค่อย ๆ เอื้อมขึ้นแตะแผ่วเบาตรงฝ่ามือที่นางทายาให้ฉันอย่างแผ่วเบา
“ความเป็นห่วงน่ะแม่หงเซีย..
ไม่มีผิด.. ฤๅถูก..
เพราะฉะนั้น..
จงอยากได้โทษตนเองที่เป็นห่วง..
เพราะฉันที่ห่วงแม่แล้วพาแม่หนีรอดมาได้..
ฉันเรียกมันว่ารางวัล..”
ตาของเราสองคนจ้องสบกันนิ่ง..
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสถานการณ์ที่บีบคั้นฤๅเพราะผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันถึงทำให้ในวินาทีนั้น
แม่หงเซียตรงหน้าดูงดงามกว่าทุกครา
จากมือของฉันที่เคยจบมือของแม่หงเซีย..
ได้เปลี่ยนเป็นจับไปที่ตรงหลังศีรษะของนาง แล้วออกแรงดึงลงมาเล็กน้อย
ฉันรู้ว่าสิ่งที่ทำอาจเกินเลย..
แต่ใจมันร่ำร้องไปก่อนแล้ว..
ตัวของนางก็ไร้ซึ่งการขัดขืน แม้นนางจะมีเสี้ยวแห่งลังเล..
ฉันรู้สึกได้..
แต่ร่างของนางก็โน้มเข้าหาฉันทีละน้อย เหมือนยอมรับในความรู้สึกที่คล้ายจะไร้เหตุผล..
แต่หนักแน่นเกินต้านทาน
สำหรับฉัน..
หากเป็นนาง..
หากเป็นแม่หงเซียตรงหน้า..
ซุนโหวหวังผู้นี้ก็ยินดีที่จักปกป้อง แลถนุถนอมนางมิให้เป็นเฉกเช่นก่อนหน้าอีก..
แต่เหมือนสวรรค์จักรังเกียจฉันฤๅไร..!
ถึงได้ทำเช่นนั้นกับฉัน..
แก๊ะ!
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากปากถ้ำ!
ทั้งฉันและแม่หงเซียสะดุ้งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!
ฉันรีบสวมเสื้อคลุมกลับทันที ไม่ใช่เพราะเขินอายแต่เพราะสัญชาตญาณบอกให้ต้องปิดบังบาดแผลเอาไว้ ไม่ให้ศัตรูเห็นจุดอ่อน
ฉับพลัน! ฉันได้คว้ากระบองเหล็กดำขึ้นมา แม้มือจะอ่อนแรงจนแทบถือไม่มั่นแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเปล่า
“แม่หงส์เซีย..
หากเกิดอะไรขึ้นให้อยู่ใกล้ ๆ ฉันไว้..
เลวที่สุดคือฉันจะใช้พลังถล่มกลบปากถ้ำ!"
นางพยักหน้ารับคำโดยไร้ซึ่งคำพูด
มือซ้ายของนางคว้าดาบแน่นพลางขยับเข้ามาใกล้ สายตาของเราสองคนจดจ้องไปยังปากถ้ำโดยไม่กะพริบ
แม้นเสียงหัวใจจะเต้นแรง!
แต่เราก็พยายามทำตนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดาบในมือของนางถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีครามเข้ม ขณะที่ปราณของฉันซึ่งยังจางนัก ก็เร่งถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือเพื่อประคองกระบองให้มั่น
จากเงาที่ทอดผ่านเข้ามา..
ฉันมองออกทันทีว่าเป็นเงาของมนุษย์!
สัญชาตญาณเรียกร้องให้โจมตีทันที!
แต่แล้ว..
สายตาของเราก็สบเข้ากับใบหน้าที่แสนคุ้นเคย
เป็นอ้ายเจี้ยนแลพ่อหงชุน
“สวรรค์!!! เซียเอ๋อร์!!”
เสียงของพ่อหงชุนดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่มันจักเร่งฝีเท้าเข้ามาในถ้ำโดยไม่รั้งรอ
แม้นสภาพของมันจักยังดูดีกว่าฉันกับแม่หงเซียอยู่มาก..
แต่แขนซ้ายของมันก็ถูกพันด้วยเศษเสื้อคลุมซึ่งพันไว้กับคออย่างลวก ๆ
ดูก็รู้ว่าแขนข้างนั้นน่าจะหักฤๅไม่ก็ซ้นอย่างแรง
วิ่งมาถึง..
พ่อหงชุนก็โผเข้ามาหาน้องสาวของเขาทันทีโดยไม่สนสิ่งใดอื่น ใช้แขนข้างที่ยังพอใช้การได้ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดแน่นราวกับกลัวว่านางจักหายไปอีกครั้ง
“น้องพี่!!
เจ้า..แขนเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!
บาดเจ็บตรงไหนอีกบ้าง..!”
ฉันนั่งมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แม้ในใจจะรู้สึกชื่นชมที่สองพี่น้องได้พบกันอีกครั้งอย่างปลอดภัย
แต่ก็มิอาจปฏิเสธความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจที่ยังถาโถมอยู่ในอกฉัน
แม่หงเซียหันมามองฉัน ดวงตานางยังแดงช้ำอยู่เล็กน้อย
ฉันจึงเบือนสายตาหนี ไม่อยากให้นางต้องลำบากใจมากไปกว่านี้อีก
“ต้องขอบคุณท่านชายซุนที่ช่วยปกป้องน้อง”
เสียงของแม่หงเซียดังขึ้น พร้อมกับหันมามองฉันอีกครั้ง
ฉันเห็นสีหน้าของนางแดงระเรื่ออย่างชัดเจน
โชคดีที่ในถ้ำนี้สลัวนัก..
จึงเชื่อว่าพ่อหงชุนคงไม่ทันได้สังเกตว่าใบหน้าของนางนั้นเรียกได้ว่ากำลังขวยเขินถึงเพียงใด
ให้ตายเถิด..
หากสองคนนั้นเข้ามาช้ากว่านี้อีกสักอึดใจ
ฉันคงได้รางวัลปลอบใจที่หอมหวานที่สุดในชีวิตไปแล้วเป็นแน่
พวกมันไม่ดูเวล่ำเวลาบ้างเลย!
“ไง..พี่ฮัคล์เพื่อนยาก
เคลาของเจ้าดูหยิกและสั้นลงนะ..
แล้วกลิ่น..”
เสียงของอ้ายเจี้ยนดังขึ้นพร้อมกลิ่นการหยอกล้อที่เจ้าตัวถนัด
ฉันกลอกตาให้มันพลางถอนใจระคนเจ็บใจ
ร่างกายของมันดูแทบไม่เป็นอะไรเลยนอกจากรอยข่วนเล็กน้อย ผิดกับฉันที่แทบจะเหลือแค่จิตวิญญาณแขวนอยู่กับเนื้อหนัง
“อืม..เหม็น..
เหม็นเหมือนกลิ่นขนลิงไหม้แหนะ”
ฉันแทบจะกัดฟันกรอดในลำคอ
แม้นจะไม่มีแรงพอจะลุกขึ้นไปเขกหัวมัน แต่ในใจก็อยากจักทำอย่างนั้นเสียเหลือเกิน
หากฉันไม่เจ็บหนักอยู่..
ป่านนี้..
พวกมันทั้งสองคงถูกกระบองเหล็กดำของฉันฟาดเสียเข้าให้
“พวกเอ็งมาช้ากว่านี้สักหน่อยจะตายฤๅไม่!!”
ฉันกัดฟันกระซิบถามมันอย่างเจ็บทั้งกายและใจ
มันไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่ลมหายใจฉันจะได้ลิ้มรสแห่งความงามปานน้ำทิพย์
แต่ก็ต้องมาดับวูบไปเพราะอ้ายพวกนี้ที่โผล่มาขัดจังหวะ
อ้ายเจี้ยนหัวเราะแห้ง ๆ พลางถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรู้ความ
มันคงพอจะอ่านสีหน้าแลเสียงของฉันออกบ้างกระมัง
.
.
.
หลังจากความวุ่นวายเบื้องต้นจางลง พวกเราจึงได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริงจัง
อ้ายเจี้ยนเล่าว่ามันกับพ่อหงชุนต้องหนีการตามล่าของพวกสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายกับขั้นกลางมาด้วยความยากลำบาก
หากไม่ใช่เพราะอ้ายเกลอคิ้วบางมีวิชาเนตรที่ดีเยี่ยมยามราตรี..
ป่านนี้คงกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้วทั้งคู่..
เมื่อถึงคราวที่แม่หงเซียเล่าเรื่องของเราสองคนบ้าง..
ฉันเห็นพ่อหงชุนเงียบงันไปทันที!
ยิ่งพอนางเล่าถึงจังหวะที่ฉันใช้ร่างของตนเองบังไฟให้แล้วฝ่ากำแพงเพลิงออกมาพ่อหงชุนถึงกับนั่งนิ่งอยู่นาน
ตัวฉันเองก็ไม่ต่างกันนัก..
ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าในยามนั้นทำอะไรลงไป..
แต่พอได้ยินเรื่องทั้งหมดจากปากแม่หงเซีย ได้เห็นสีหน้าอันซับซ้อนของนางขณะเล่าเรื่องนั้น
ใจฉันกลับรู้สึกแปลกพิกลขึ้นมาเสียเฉย ๆ
คล้ายกับว่าเรื่องที่เพิ่งผ่านมาแม้นจะอยู่ตรงหน้า
แต่กลับไกลออกไปทุกขณะ..
ขณะฉันกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่พ่อหงชุนก็ขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อย..
แล้ว!!
เข่าทั้งสองของพ่อหงชุนก็ทรุดลงแนบพื้น
ศีรษะของเขาโขกลงกับพื้นถ้ำเสียงดัง 'ปัก'
“พี่ซุน!!
โปรดรับการคารวะจากข้า!
สิ่งที่ท่านทำนั้นยากที่ตัวข้านี้จะหาสิ่งใดมาตอบแทนท่าน!!!
ขอเพียงผ่านพ้นเรื่องราวอันเลวร้ายนี้ไปได้..
ข้าสัญญา..
ไม่ว่าท่านจะร้องขอสิ่งใด..
ข้าจะหามามอบให้ท่านโดยไม่มีบิดพลิ้ว..!!”
ฉันได้แต่ถอนใจเบา ๆ พลางเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
“เล่นคารวะฉันแลค่อยบอกให้รับการคารวะ..
แบบนี้ฉันจักปฏิเสธได้เยี่ยงไร..
ชั่งเถิด...ชั่งเถิด...
อย่าได้คิดมาก
หากพวกเอ็งมาช้าฉันก็คงได้สิ่งที่ควรได้ไปแล้วกระมัง”
ว่าจบฉันจึงได้หันไปมองแม่หงเซียพลางแสร้งอมยิ้มบาง ๆ
พอเห็นว่านางเขินจนเบี่ยงหน้า มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน ฉันจึงรีบหันหน้ากลับมา ไม่อยากให้แม่ต้องอายขวยไปมากกว่านี้
แล้วฉันจึงได้กล่าวต่อ
“พ่อหงชุน..
เขตแดนในอาณาจักรปัญจมิตรที่สกุลของฉันปกครองกับพื้นที่แคว้นทางตอนเหนือของเอ็งนั้นอยู่ติดกัน
ฉันเพียงหวังว่าสักวันความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมาตลอดจะเบาบางลงไปบ้าง
ไม่มาก..
แต่น้อยก็ยังดี...”
เมื่อฉันว่าจบ
พ่อหงชุนก็ยืดอกขึ้นพลางเอ่ยตอบด้วยความหนักแน่นว่า
“ข้ารับปากท่าน..พี่ซุน!
หากรอดกลับไปได้ ข้าจะทูลเกล้าฯ ต่อเสด็จตาให้ทรงทราบถึงเรื่องนี้
หากเสด็จตาทรงทราบ..
ข้ามั่นใจ..
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสองดินแดนจะต้องพื้นคืนกลับมาได้ในไม่ช้าแน่”
“ฉันไม่คิดว่ามันจะง่ายเพียงเท่านั้นดอก..
แต่ไม่แน่..
หากเอ็งพยายามมากพอ..
น้ำหยดลงหินอย่างไรหินย่อมก่อนลงตามกาล หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของพวกเราสองดินแดน”
ฉันรู้ดีว่าการเจรจาระดับแคว้นไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค
แต่หากเจตนาดีเริ่มต้นจากใจจริงแล้วไซร้..
ย่อมมีโอกาส
แลจริง ๆ ฉันว่าจะพูดต่อ..
แต่สุดท้ายกลับกลืนถ้อยคำลงคอ ไม่กล้าเอ่ยคำที่แท้จริงในใจออกไปต่อหน้าแม่นางเสียที
เพราะหาฉันว่าความในใจออกไปตอนนี้..
มันก็ดูคล้ายว่าฉันกำลังมัดมือชกทั้งพ่อหงชุนและแม่หงเซียก็มิปาน
แล้วจังหวะที่ทุกคนกำลังเงียบ..
เสียงของอ้ายเจี้ยนที่เงียบมานานก็พลันดังขึ้น
“นี่..
พวกเจ้า..
พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าถ้ำนี้มันแปลก ๆ?”
ฉันหันไปมองอ้ายเกลอคิ้วบางด้วยความสงสัย ก่อนจะมองตามสายตาของมันไปยังพื้นหินผิวขรุขระและผนังถ้ำรอบด้าน
บรรยากาศภายในถ้ำตอนนี้ยังคงเงียบสงบ มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดลอดเข้ามาทางปากถ้ำ แลกลิ่นดินเปียกชื้นปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ
อ้ายเจี้ยนยกแขนขึ้นดูแผลตามร่างกายตนเอง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสีหน้าฉงน
“ข้ารู้สึกว่าถ้ำแห่งนี้มีพลังเยียวยาบางอย่าง หรือไม่ก็มีปราณรักษาชั้นยอด!
แผลของข้ารอบตัวเหมือนจะดีขึ้นแล้ว
ทั้งพลังปราณของข้าเองก็เหมือนจะฟื้นคืนกลับมาได้ราวแปดส่วนแล้วเช่นกัน”
ฉันขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะหลับตาแล้วตั้งสมาธิภายใน
ครู่หนึ่ง.. จึงรู้สึกได้ว่าความปวดระบมในกล้ามเนื้อของฉันลดลงเล็กน้อยจริง ๆ ราวกับมีพลังบางอย่างแทรกซึมอยู่ในอากาศรอบตัว
มันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในเส้นเอ็นและเสริมสร้างการฟื้นฟูของร่างกาย
แม้นจะยังเจ็บอยู่มาก..
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า..
ถ้ำนี้มิใช่ถ้ำธรรมดาแน่