สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 'งูหางกระดิ่งสองขา'

            เมื่อเข้ามาจากประตูหลักของเมืองแซมบอร์ดก็จะพบกับถนนสายหลักที่กว้างขวางพอให้เกวียนหกคันวิ่งสวนกันได้ชาวเมืองแซมบอร์ดชอบเรียกถนนสายนี้ว่า ‘ถนนสีทอง’

            เพราะถนนสายนี้สร้างด้วยหินสีเหลืองแต่เนื่องจากที่มันอยู่มานานมากแล้ว จะเห็นว่าระหว่างรอยแยกจะมีพืชมอสสีเขียวๆ ติดอยู่ในนั้นมองไกลๆ เหมือนเส้นไหมมรกตที่สวยงามฝังอยู่ในทองคำบริสุทธิ์

            ถนนหนทางของเมืองแซมบอร์ดได้ขยายออกไปจนถึงลานกว้างหน้าพระราชวัง

            มองลงมาจากฟ้า ‘ถนนสีทอง’ ดูเหมือนดาบสีทองที่ห่อหุ้มด้วยระรอกคลื่นเวทมนตร์สีเขียว แล้วถูกพระเจ้าซ่อนมันไว้ในพื้นดินของเมืองแซมบอร์ดโดยไม่มีใครรู้

            ในตอนเย็น พระอาทิตย์ตกสีทองโรยตัวลงในถนนกว้าง

            เป็นเวลาที่ ‘ถนนสีทอง’ เส้นนี้งดงามที่สุด ชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดชอบมาเดินเล่นบนถนนเส้นนี้มาพบปะกับเพื่อนบ้านหรือมิตรสหายแล้วพากันสนทนาเรื่องสนุกหรือสิ่งที่พบเจอในแต่ละวัน

            ภายใต้แสงพระอาทิตย์ตกดิน มันเป็นช่วงเวลาที่สงบและอบอุ่นที่สุด

            แม้แต่ซุนเฟยที่เป็นองค์ราชา ในเวลาตอนเย็น หลายครั้งจะแอบสวมชุดคลุมเดินปะปนเข้ากับฝูงชนซึมซับบรรยากาศสนิทสนมใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศนี้อารมณ์ที่หุนหันใจร้อนของซุนเฟยก็กลายเป็นสุขสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ลืมภาระหนักหนาที่แบกไว้ คิดว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นจอมยุทธ์หนุ่มพเนจรเหมือนสมัยจีนโบราณที่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ

            แต่บรรยากาศที่เงียบสงบของ ‘ถนนสีทอง’ วันนี้ ก็ถูกเปลี่ยนแปลงโดยการบุกรุกของคนบางคน

            ชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดยังคงเดินเล่นทักทายปราศรัยกันบนถนนอยู่เหมือนเดิมแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงกีบม้าดังขึ้นมาจากไกลๆ และพื้นดินก็สั่นสะเทือน มองไกลๆ ก็เห็นเพียงเสื้อคลุมสีแดงอัศวินและชุดเกราะสดใสหกนายปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าประหนึ่งพายุที่พัดเข้ามาชนกับประตูเมือง เหมือนลมพัดกวาดเข้ามาเฆี่ยนม้าให้ยกเท้าขึ้นตั้งตัวตรงบนถนนก่อนจะทะยานไป

            พวกอัศวินที่เหมือนที่เหมือนสายลมชั่วร้ายที่พัดมาเพื่อสร้างหายนะพวกเขาไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่คึกคัก

            แส้ม้าในมือพวกเขาส่งเสียงดังจู่โจมมั่วซั่ว แม้กระทั่งจงใจฟาดไปที่พวกเด็กและคนชราที่หนีไม่ทัน ทันใดนั้นมีชายชราผมขาวที่หลบไม่ทันก็ถูกเหยียบจนหัวแตกเลือดไหลนองบางคนก็หันหลังปกป้องพวกผู้หญิงและลูกๆ ของตัวเองจนถูกแส้ม้าของอัศวินโบยไปที่หลังจนเสื้อผ้าพวกเขาขาดเป็นรอยพร้อมเลือดซึมตามรอยแผล...

            ชั่วพริบตา บรรยากาศที่เงียบสงบของ ‘ถนนสีทอง’ก็หายไป เหมือนพระอาทิตย์ที่สะท้อนอยู่บนแม่น้ำ ราวกับกระจกเงาถูกเด็กนิสัยไม่ดีโยกก้อนหินลงไปสร้างระรอกคลื่นทำลายภาพที่งดงามและหยดน้ำที่สาดกระเซ็นไปทั่ว เสียงหัวเราะเยาะของพวกอัศวินดังขึ้นเสียงเด็กร้องไห้หาพ่อแม่ เสียงร้องเจ็บปวดของคนแก่และหญิงสาวที่โดนทำร้าย...เสียงร้องพวกนี้พริบตาก็ดังระงมไปทั่ว

            ความสงบเหมือนภาพวาดของเมืองแซมบอร์ดได้แตกกระเจิงยุ่งเหยิงขึ้นทันที

            “ไอ้พวกมดแมลงชั้นต่ำ ยังไม่รีบเปิดทางอีก...ผู้รับใช้ที่จงรักภักดีที่สุดต่อท่านพระสันตะปาปาปลาตีนีแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งท่านนักบวชแมซโซลา ท่านได้รับการแต่งตั้งจากท่านบิชอปลำดับที่สามสิบสี่ของราชอาณาจักรเซนิทราชอาณาจักรลำดับหนึ่งมาที่เมืองแซมบอร์ดเพื่อเข้าร่วมพิธีราชาภิเษกตอนนี้รถม้าของท่านนักบวชแมซโซลากำลังจะมาแล้ว ทหารเมืองแซมบอร์ด พวกเจ้าได้ยินแล้วก็รีบไปเรียกองค์ราชาอเล็กซานเดอร์มาคารวะเสีย...ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องรีบหลีกทางออกไปให้หมดหากยังมีไอ้โง่ตัวไหนกล้ามายืนอยู่บนถนนขวางรถม้าของท่านจะต้องถูกประหาร”

            ตำแหน่งที่จำได้ยากถูกพ่นออกมาจากปากของผู้นำอัศวินที่กำลังโอ้อวดศักดา

            ชายรูปร่างสูงใหญ่ สูงประมาณสองเมตร สวมชุดเกราะสีเงินสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์สลักอยู่บนชุดเกราะสีเงินบริเวณอกเสื้อคลุมสีแดงด้านหลังโบกสะบัดไปตามแรงลม เผยให้เห็นเสื้อผ้าฝ้ายสีแดงที่อยู่ใต้ชุดเกราะคนพวกนี้เหมือนกลุ่มเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา แสดงสีหน้าสูงส่งโดยไม่ปิดบังสักนิดแส้ม้าในมือเขาที่ห้อยอยู่กับรองเท้าเหล็ก บนแส้ยังคงเปื้อนเลือดของหญิงสาวที่น่าสงสารที่ใช้หลังตัวเองปกป้องลูกชายจนถูกเฆี่ยนตีเนื้อแตกเลือดหยดลงสู่พื้นทีละหยด

            “ปิดถนน คุมถนนทั้งสองฝั่ง รักษาความปลอดภัยรถม้าของท่านนักบวช”

            “เร็วๆๆ ตรวจสอบบุคคลที่น่าสงสัย!”

            “มีคนที่น่าสงสัยก็รีบจับมัน ใครกล้าต่อต้าน สังหารมันทันที!”

            พวกอัศวินที่ขี่ม้าออกคำสั่งเสียงดังก้องไม่ช้าก็มีอัศวินข้าราชบริพารสวมชุดเกราะร้อยกว่านายวิ่งเข้ามาจากประตูใหญ่ของเมืองแซมบอร์ดพวกอัศวินที่เป็นข้าราชบริพารต่างสวมหมวกเกราะลักษณะวงกลม พวกอัศวินที่เป็นข้าราชบริพารต่างมีท่าทางดุร้ายในมือต่างถือดาบและหอกมีอัศวินบางส่วนแบกสัมภาระพวกของใช้ประจำวันของเจ้านายและโล่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกอัศวิน...พวกเขาแต่ละคนเหมือนหมาป่าที่ดุร้ายขับไล่ฝูงชนที่อยู่ขอบถนนเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น ไม่ช้าบนถนนก็เปิดวงล้อมออก

            จากนั้นทางเดินของประตูยักษ์เมืองแซมบอร์ดที่อยู่ไกลๆก็ปรากฏขบวนยาวขบวนหนึ่งค่อยๆ เข้ามาในเมืองอย่างช้าๆ

            เป็นครั้งแรกที่ทุกคนถูกรถม้ายักษ์ดึงดูดความสนใจอย่างง่ายดาย รถม้าคันนี้เต็มไปด้วยรูปภาพพระอาทิตย์สีทองอร่ามทั้งคันนอกจากรถม้าจะดูหรูหราแล้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกใจคือ มันไม่มีล้อตำแหน่งที่เดิมทีควรจะเป็นล้อกลับแทนที่ด้วยลมสีเทาๆ ที่หมุนไม่หยุดทั้งสองข้างค่อยๆ ลากรถม้าหนักอึ้งอย่างเบาๆ จนเหมือนขนนกที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ ในช่วงที่ม้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตัวรถม้าไม่มีการสั่นสะเทือนเลยสักนิด

            นี่คือรถม้าเวทมนตร์ของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ฐานของรถถูกจารึกสัญลักษณ์เวทมนตร์ธาตุลมระดับกลางโดยนักบวชระดับสูง สัญลักษณ์เวทมนตร์ขับเคลื่อนด้วยหินเวทมนตร์มองไกลๆ ดูหรูหราอย่างมาก รถม้าเวทมนตร์นี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกฐานะมีแค่นักบวชระดับสูงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ครอบครอง

            และทั้งสองด้านของรถม้าเวทมนตร์หรูหรามีนักบวชชุดสีดำจำนวนสี่สิบกว่าคนคอเสื้อปักสัญลักษณ์บาทหลวงโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์สีแดงสวมเสื้อคลุมนักบวชฝึกหัดเดินตามมาอย่างใกล้ชิด คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ อย่างนอบน้อม

            นักบวชฝึกหัดจะถูกเรียกอีกชื่อว่าบาทหลวงและมีความสัมพันธ์กับนักบวชแบบครูผู้สอนและข้ารับใช้แม้ในขณะที่เดินก็จะมีเสียงแกว่งของโซ่ดังกังวานทำให้เกิดเสียงดังกริ๊งพร้อมกันขึ้นมา ทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกทั้งทำให้รู้สึกหนาวสะท้านจนตัวสั่นและยังอยากทำให้พวกเขาถอยห่างจากขบวน

            นักบวชและอัศวินเป็นเสาหลักที่ทรงอำนาจของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินอาเซรอท

            พวกเขาเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความคล้ายคลึงกับนักรบและนักเวท หนึ่งมีความชำนาญการต่อสู้ระยะประชิดพละกำลังมหาศาล และอีกหนึ่งมีความชำนาญด้านเวทมนต์และคาถา มีพลังที่มหัศจรรย์ ในการต่อสู้สามารถส่งเสริมกันและกันได้ดังนั้น เมื่อไรที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะเปิดโบสถ์ใหม่ขึ้นมาเวลาที่จะคัดเลือกคนส่งไปให้ดำรงตำแหน่ง ก็มักจะแต่งตั้งอัศวินและนักบวชพร้อมกัน

            ไม่ช้าบนถนนก็ถูกเคลียร์พื้นที่ให้ว่างชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดถูกสั่งให้ยืนตรงๆ อยู่ริมถนน ไม่ว่าอย่างไร หากพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อยจะถูกพวกอัศวินข้าราชบริพารคิดว่าไม่เคารพต่อท่านนักบวชแมซโซลาและจะถูกสังหารทันทีไม่มีเหตุผลที่จะต้องพูดคุยกัน

            รถม้าเวทมนตร์สีทองค่อยๆ เคลื่อนที่ไปบน ‘ถนนสีทอง’ อย่างช้าๆ เหมือนกำลังตรวจสอบชาวเมืองของตัวเอง

            สองข้างทาง ในสายตาของทุกคนต่างมองไปที่กลุ่มอัศวินด้วยสายตาเคารพยำเกรงลึกๆ

            แน่นอนว่านอกจากนี้ยังมีร่องรอยของความขยะแขยงและความเกลียดชังลึกซึ้งด้วย

            ในตอนที่เมืองแซมบอร์ดกำลังตกอยู่ในอันตราย ถูกล้อมด้วยทหารเกราะดำในยามปกติ พวกอัศวินและนักบวชมักจะเพลิดเพลินไปกับสิทธิพิเศษต่างๆ ในเมืองแซมบอร์ดโดยที่พวกเขาก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรแต่เมื่อถึงคราววิกฤติ ไอ้พวกโลภพวกนี้ก็ทำตัวเหมือนหมาข้างถนนละทิ้งเมืองไป พอเมืองปลอดภัยไอ้พวกสารเลวที่เหมือนหมาป่าชั่วร้ายก็กลับมาอวดดี...โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์หน้าด้านทุกตัวไหม?

            ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะรับรู้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตร รถม้าเวทมนตร์สีทองจู่ๆก็หยุด ประตูเปิดออก ม่านสีดำก็ถูกเลิกขึ้น ชายชราหัวโล้นเล็กน้อยเอนตัวมาข้างหน้าจากนั้นก็เดินออกมายืนอยู่บนคันเหยียบที่หน้าประตูรถม้า

            นี่คือนักบวชแมซโซลา

            ไอ้คนโลภ แสนรู้ ไอ้สารเลว คนคนนี้ไม่ค่อยสูง เขาสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรร่างผอม ในดวงตาประกายแสงเย็นยะเยือกที่น่ากลัว มีคนเคยพูดถึงรูปร่างของแมซโซลาว่า“คนคนนี้เป็นตาแก่ตัวเล็ก จังหวะที่เขากำลังเลิกคิ้วก็สามารถวางแผนชั่วๆ ออกมาได้นับพันแผนเพียงเสี้ยววินาที”ลับหลัง ชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดแอบเรียกชื่อเขาอีกชื่อว่า ‘งูหางกระดิ่งสองขา’

            งูหางกระดิ่งตัวนี้และหัวหน้าอัศวินลูเซียโนที่ไว้หนวดไว้เคราและใช้แส้ม้าฟาดหญิงที่น่าสงสารก่อนหน้านี้ทั้งสองคนต่างเป็น ‘จูโหว’ ที่ทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ส่งมาประจำที่เมืองแซมบอร์ด สองคนนี้ร่วมมือกันยึดกิจธุระที่เกี่ยวกับศาสนาภายในเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดเนื่องจากสถานะโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นดินอาเซรอทค่อนข้างสำคัญมาก ดังนั้น แม้ว่าทั้งสองคนจะมีบทบาทเล็กๆที่ไม่มีสำคัญในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับเมืองแซมบอร์ดแล้ว พวกเขากลับเป็นคนที่มีอำนาจมากจนสามารถงัดข้อกับราชวงศ์ได้

            แมซโซลาลูบคทาของเขาอย่างทะนุถนอม ดวงตาทอประกายเคร่งขรึม

            เขากวาดสายตามองไปที่ฝูงชนที่แออัดทั้งสองฝั่งฝูงชนปั่นป่วนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่มีใครอยากสบตากับเจ้างูหางกระดิ่งนั่น

            วินาทีต่อมา แมซโซลาชี้นิ้วไปที่ฝูงชนไม่กี่ครั้ง

            คนที่ถูกชี้เหมือนกำลังโดนเชื้อเชิญจากเทพแห่งความตายทันใดนั้นใบหน้าพลันถอดสี เสียงร้องไห้ดิ้นรนดังขึ้น...แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์บาทหลวงที่อยู่ทั้งสองฝั่งของรถม้าก็จ้องมองตามทิศทางที่แมซโซลาชี้ จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปเหมือนหมาที่จงรักภักดีที่เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าของไม่ง่ายเลยที่จะแยกแยะออก โซ่ในมือคล้องไปที่คอของคนที่ถูกเลือกเหมือนจับไก่ไม่ปาน พวกเขากระชากคนผู้โชคร้ายออกมาจากเมืองอย่างรุนแรง

            เสียงร้องไห้ดังขึ้น แต่บางคนก็กล้าเข้าไปช่วย แล้วก็ถูกพวกอัศวินที่ดุร้ายกระโจนเข้าไปทุบตีหญิงสาวที่อุ้มบุตรอยู่ก็ถูกดึงออกมา มีเด็กสาวที่อายุน้อยกว่ายังมีชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านอีกหนึ่งคน...

            ทันใดนั้น บนท้องถนนก็มีเสียงร้องไห้เหมือนกำลังอยู่ในนรกบนดิน

            --------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน