“ผมต้องการมอบธนูนี้ให้กับคุณ”
เมื่ออีกฝ่ายได้กล่าววาจายืนยันอีกครั้ง และภานุได้ยินมันอย่างชัดเจนท่าทางของเขาก็ได้แข็งค้างไปราวกับเป็นหุ่นขี้ผึ้ง เจ้าของร้านโบกมือเบื้องหน้าชายหนุ่มสองสามทีกว่าชายหนุ่มจะมีสติคืนกลับมา และกล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ผมคิดว่ามันมากเกินไป อีกอย่างของซื้อของขายมูลค่ามากแบบนี้จะมามอบให้คนธรรมดาอย่างผมฟรีๆ มันผิดนะครับ”
แม้ว่าภานุจะอยากได้ธนูนี้มากแค่ไหนอย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่กล้ารับมันมาฟรีๆ เพราะมูลค่าของธนูนี้นั้นสามารถซื้อบ้านดีๆ ได้ทั้งสองถึงสามหลังเลยทีเดียว หากอยู่ๆ มีคนแปลกหน้ามามอบบ้านให้คุณสองสามหลังฟรีๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมันก็ดูจะแปลกๆ อยู่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเจ้าของร้านขายอาวุธนั้นจะไม่ได้ต้องการให้ภานุปฏิเสธ เขาผลักธนูเหล็กนั่นใส่มือของภานุด้วยวิธีการที่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางบังคับ
“คุณ…”
ภานุต้องการจะยื่นมันคืนให้อีกฝ่ายอย่างไรก็ตามอีกฝ่ายนั้นเพียงแค่ยิ้มและไม่มีท่าทีที่จะรับมันคืนไปเลยแม้แต่น้อย แถมอีกฝ่ายยังคงกล่าวบางอย่างออกมาว่า
“ผมไม่ได้ให้คุณฟรีๆ สักหน่อย ผมไม่ได้บอกเหรอเป็นเพราะคุณช่วยกำจัดวานรวายุตัวนั้นผมจึงได้มอบมันให้กับคุณเป็นสิ่งตอบแทน”
“แต่ว่า…”
ภานุรู้สึกอึดอัดอย่างมาก หากอยู่ดีๆ เขานำธนูนี่กลับไปที่บ้านพ่อกับแม่ของเขาต้องคิดว่าเขาขโมยมันมาอย่างแน่นอน
“ไม่มีแต่! ”
“ผมรู้นะ คุณเป็นนักเรียนปีสามและต้องสอบภาคสนามในอีกสามสัปดาห์ การมีอาวุธดีๆ มันจะยิ่งทำให้คุณผ่านการทดสอบได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างธนูนี้เป็นอาวุธที่ล้าสมัยไปแล้ว สมัยนี้ทุกคนล้วนแล้วแต่เลือกปืนกันมากกว่าดังนั้นธนูนี่ถึงจะเก็บเอาไว้ผมก็ขายมันไม่ออกหรอก”
ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านเองก็ยังไม่รู้ข้อมูลวงใน การทดสอบนั้นไม่ได้เริ่มในอีกสามสัปดาห์แต่จะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่างหาก แม้เขากล่าวเช่นนั้นแต่ภานุก็ยังถอนหายใจในขณะที่จับจ้องไปยังธนูสีดำที่อยู่บนมือของเขา เจ้าของร้านเองก็ยังพยายามจะเกลี้ยกล่อมต่อไป เพื่อให้ภานุนั้นหมดหนทางที่จะปฏิเสธมัน
“เอาอย่างนี้ก็ได้ ถ้าคุณไม่เต็มใจที่จะรับมันอย่างนั้นคุณก็แค่นำเงินกลับมาให้ผม ในวันที่คุณเก็บครบแล้วตกลงไหม? ผมจะไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเพราะอย่างไรคุณก็ช่วยเหลือร้านผมมาก่อน”
ข้อเสนอนี้สำหรับภานุเองก็นับว่าไม่เลวนัก เขาพยักหน้าก่อนที่จะยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าว
“ผมตกลง! ผมจะต้องจ่ายเงินให้คุณและซื้อมันอย่างถูกต้องอย่างแน่นอนในอนาคต”
เมื่อชายหนุ่มกล่าวจบก็ได้เหลือบขึ้นไปมองบนท้องฟ้าภายนอกร้านเล็กน้อย และเห็นว่าแสงนั้นใกล้จะหมดแล้ว แม้ว่าบรรยากาศจะเต็มไปด้วยหมอกและฝุ่นชายหนุ่มก็ยังรู้ว่าเวลาได้หากดูที่ความสว่างของพื้นที่ เขาจะต้องรีบกลับบ้านก่อนที่แม่ของเขาจะคลั่งอีก
“ผมคงต้องรับแล้วครับ พ่อกับแม่ของผมพวกท่านจะเป็นห่วงถ้าผมกลับบ้านสาย! ”
เจ้าของร้านได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะขอธนูของภานุไปห่อกระดาษเพื่อให้เขาถือมันกลับบ้านได้อย่างไม่มีปัญหา หากภานุถืออาวุธไปมาในเมืองแน่นอนว่าเขาจะต้องถูกพวกหน่วยพลเรือนจับตัวไปแน่ๆ
เจ้าของร้านไม่ได้ยกธนูให้เขาอย่างเดียว แต่ยังแถมลูกธนูที่สร้างจากโลหะแบบเดียวกันกับธนูให้อีกยี่สิบลูก! และยังมีมีดสั้นให้อีกหนึ่งเล่ม ในตอนแรกภานุนั้นไม่ต้องการจะรับมีดนั้นเอาไว้แต่เจ้าของร้านก็ปฏิเสธที่จะรับคืนเช่นเดียวกัน โดยเขาให้เหตุผลมาว่าผลงานชิ้นนี้เป็นขยะ และมีข้อผิดพลาดมากเกินไป ดังนั้นไม่นานเขาก็ต้องทิ้งมันอยู่แล้วเพราะขายไม่ออก
อย่างไรก็ตามมีดนั้นไม่ว่าภานุจะมองมันยังไงมันก็เป็นมีดชั้นดีอยู่ดี แต่เมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาเช่นนี้ชายหนุ่มก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ
หลังจากที่อาวุธทั้งหมดถูกห่อด้วยกระดาษเรียบร้อยแล้ว ภานุก็ได้ออกจากร้านไปทันทีพร้อมกับของมากมาย ท่าทางตอนแบกดูจะหนักและลำบากเป็นอย่างมาก แม้ว่าชายหนุ่มจะมีกำลังจากทักษะที่ได้รับมาจากการกินหมด เขาก็ยังรู้สึกว่าของทั้งหมดมันหนักอยู่ดี โดยเฉพาะกระเป๋าที่บรรจุลูกธนูโลหะเอาไว้ยี่สิบกว่าลูก
เจ้าของร้านได้ส่งเขาถึงหน้าประตูก่อนที่จะยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายและโบกมือลา เขารอจนภานุนั้นจากไปไกลและเริ่มเดินหายไปในซอยเล็กๆ ก่อนที่จะถอนหายใจและเดินกลับเข้าไปภายในร้านเพื่อดื่มนำชาต่อ และดื่มด่ำบรรยากาศในยามเย็นแม้ว่าบรรยากาศนั้นจะเต็มไปด้วยหมอกและฝุ่นก็ตาม
“เป็นเด็กดีจริงๆ แต่เด็กดีแบบนั้นจะรอดจากการทดสอบได้หรือเปล่านะ…”
…..
“ตุบ! ”
เสียงของวัตถุที่หนักวางกระทบกับพื้นดิน ภานุหอบหายใจอย่างหนักหน่วงในขณะที่วางสิ่งของที่ได้มาจากร้านขายอาวุธลงทั้งหมดที่หน้าบ้านของเขา
“ใครกัน? ”
ดูเหมือนพ่อกับแม่ที่อยู่ภายในบ้านของภานุนั้นจะได้ยินเสียง แม่เขานั้นเป็นคนขี้สงสัยดังนั้นจึงได้ออกมาดู ในขณะที่พ่อของเขานั้นสุขุมเหมือนอย่างเคย เขาเพียงนั่งอยู่เฉยๆ และมองมาเท่านั้น
“อ่าว! ลูกเองเหรอ แล้วของพวกนี้คือ? ”
เมื่อเห็นแม่ของเขามองของที่ห่อกระดาษพวกนี้อย่างสงสัย ภานุก็ได้เตรียมคำอธิบายเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ต้องขอบคุณเจ้าของร้านจริงๆ ที่ช่วยออกใบรับรองปลอมๆ ให้ ใบรับรองนั้นเอาไว้ยืนยันว่าเป็นร้านขายอาวุธนั้นที่มอบของรางวัลให้ภานุเนื่องจากช่วยเหลือจับคนที่มาขโมยของภายในร้าน
แม้จะบอกว่ามันเป็นใบรับรองปลอมๆ แต่มันก็คือของจริงที่ได้มาจากร้านขายอาวุธ และมีลายเซ็นของเจ้าของร้านกำกับเอาไว้พร้อมกับระบุเครื่องหมายการค้าอย่างชัดเจน
เขาส่งใบรับรองนั้นให้กับแม่ของเขาที่มองของทุกอย่างที่กองอยู่บนพื้นด้วยความสงสัย ก่อนที่จะค่อยๆ อธิบายสิ่งของที่เขานำมานั้นมันคือสิ่งใด
“แม่ครับที่แม่ถืออยู่คือใบรับรองว่าผมได้ทำความดีเอาไว้ และเจ้าของร้านขายอาวุธได้ตอบแทนผมด้วยของรางวัลพวกนี้ ซึ่งมีอาวุธราคาแพง…มีธนูที่ทำจากโลหะ ลูกธนูชั้นดี แล้วก็มีดสั้นทหารอีกหนึ่งเล่ม มูลค่าทั้งหมดผมคิดว่าน่าจะมากกว่า 200 เหรียญทอง”
“สะ…สองร้อยเหรียญทอง! ลูกกำลังโกหกแม่ใช่ไหม!? ”
แม่ของภานุได้ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความตกตะลึงทำให้พ่อของเขาที่นั่งอยู่ภายในตัวบ้านต้องขมวดคิ้ว และเดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คราวนี้เป็นแม่ของภานุเองที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้กับพ่อฟัง แม้พ่อจะดูสุขุมตลอดแต่เมื่อได้ยินดังนั้นก็ยังตกใจอยู่บ้าง พ่อของเขาได้ขอดูของที่ได้มาทั้งหมดดังนั้นทั้งสามจึงช่วยกันยกของเขาไปในบ้านอย่างยากลำบากเพราะน้ำหนักของมัน โดยไม่มีใครเอะใจเลยว่าก่อนหน้านี้นั้นภานุสามารถยกมันมาได้คนเดียวอย่างไร
กระดาษที่ถูกห่อหุ้มอาวุธโลหะชั้นดีเอาไว้ต่างถูกแกะออกทั้งหมดเผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของพวกมัน แม้แต่พ่อของภานุเองก็อดไม่ได้ที่จะออกไปชมคุณภาพของอาวุธพวกนี้ไม่หยุด แม่ของภานุเองก็ได้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนที่จะกอดภานุด้วยความรักและภูมิใจ
อาวุธพวกนี้หากเป็นครอบครัวยากจนอื่นๆ ที่ได้มาอาจจะขายมันไปเพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตามสำหรับครอบครัวของภานุนั้น พวกเขาต้องการจะให้ชายหนุ่มเก็บมันไว้เพื่อใช้ในการทดสอบ และแม่ของเขายังเล่าอีกว่าพวกท่านทั้งสองนั้นได้เก็บออมตังเอาไว้จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะซื้ออาวุธดีๆ ให้กับภานุในวันที่ออกไปทดสอบที่โลกภายนอก เมื่อภานุได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ เขาคิดว่าตนเองนั้นโชคดีเป็นอย่างมากที่ได้มีพ่อแม่ที่ดีเช่นนี้
“พ่อแม่! ผมมีเรื่องอะไรจะบอกครับ! ”
ภานุเหมือนจะนึกบางอย่างได้จึงกล่าวเรียกทั้งสอง ซึ่งทั้งสองก็หันมาอย่างสงสัยเช่นกัน
“ต่อจากวันนี้ไปผมจะเริ่มทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนที่โรงยิมฝึกศิลปะการต่อสู้ แถวๆ เขตสถานีแมคเจนเนีย ผมอาจจะกลับช้าหน่อยบางวัน ส่วนนี่…”
ในใจของชายหนุ่มรู้สึกผิดอย่างมากเมื่อต้องโกหกพ่อแม่ของเขาอย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถบอกความจริงเพื่อให้พ่อแม่ของเขาต้องมาเป็นห่วงได้ เขาต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นและทำให้ชีวิตหลังจากนี้ของพวกท่านทั้งสองนั้นอยู่อย่างสุขสบายมากขึ้นไปอีก
ภานุได้หยิบเงินจำนวนยี่สิบเหรียญเงินให้กับแม่ของเขา ที่เขาไม่หยิบเงินออกมาทั้งหมดนั้นเพราะเกรงว่าหากหยิบออกมาทีเดียวพ่อแม่ของเขาอาจจะช็อกได้ เพราะไม่มีงานอะไรที่ให้เงินรายวันมากขนาดนี้ แม้แต่ยี่สิบเหรียญเงินเองก็ยังเป็นเงินที่สูงอย่างมากดังนั้นภานุจึงใช้ข้ออ้างว่ามีลูกค้าเศรษฐีให้ทิปมา
หลังจากที่จัดการเรื่องพ่อแม่เขาทั้งหมดแล้ว เขาก็ได้แบกธนูและลูกธนูทั้งหมดไปที่หลังบ้านเพื่อที่จะฝึกยิงมันให้ชินมือเสียหน่อย เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคิดเอาไว้หลังจากที่กำลังกายของเขาเพิ่มขึ้นมาจากผลของทักษะทำให้ธนูนี้ที่เขาเคยใช้มันอย่างลำบาก กลับง่ายขึ้นมาก ความแม่นยำในการยิงนั้นนับว่ายังห่างไกลจากการใช้ธนูไม้มากนักเพราะยังไม่ชิน อย่างไรก็ตามมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น เพราะอีกไม่นานหากเขาได้ฝึกฝนเขาก็จะใช้มันได้ไม่ต่างกับธนูไม้เลย
หลังจากฝึกธนูจนเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้วชายหนุ่มก็ได้นั่งลงพัก ก่อนที่จะหลับตาเพื่อฝึกฝนการไหลเวียนลมปราณอีกครึ่งทางเขาก็จะสามารถเป็นผู้ฝึกตนได้แล้ว และวันนี้เขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งกับความก้าวหน้าบ่มเพาะของตนเอง ในตอนแรกนั้นเขาสามารถหมุนเวียนลมปราณได้ครึ่งรอบ หรือ 5/10 ของร่างกาย แต่ผ่านพ้นไปเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้นมันกลับก้าวหน้าไปเป็น 6/10 เสียแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น? ”
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสงสัยในความก้าวหน้าของตนเอง ก่อนที่เขาจะนึกออกว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ใช้พรสวรรค์กลืนกินวานรวายุเขาเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นเช่นกัน ส่วนวันนี้สาเหตุมันอาจจะเกิดมาจากที่เขากินมดเข้าไป ถึงแม้ว่าพลังของมันที่มอบให้กับเขานั้นจะไม่มากเท่ากับวานรวายุก็ตาม แต่ก็นับว่ามีประโยชน์ไม่น้อยอาจจะเป็นเพราะขนาดตัวหรืออาจจะขึ้นอยู่ความแข็งแกร่งของพวกมัน
“มันคลุมเครือเกินไป สรุปอะไรไม่ได้เลย! มันจะดีกว่าถ้าเราได้กินเนื้ออีกหลายๆ ครั้งและได้รับความสามารถอีก เพื่อจะพิสูจน์ความสามารถนี้…”