เกราะอัคคีที่ไป่ฉีกางไว้กำลังจะพัง แต่อู่ชงก็เข้าจู่โจมสัตว์อสูรร่างสีแดงด้วยกระบี่ เพื่อหันเหความสนใจของมัน ทางไป่ฉีรีบพาผู้อาวุโสที่บาดเจ็บหลบออกมาในระยะปลอดภัย เขาหยิบเอายาห้ามเลือดมาโรยบนแผลตามตัว เพียงพริบตาเลือดก็หยุดไหล และแผลเริ่มการสมานตัวช้า ๆ แต่ก็สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
“โอ้ ยานี้วิเศษนัก ขอบคุณท่านอวี้กงที่ช่วยชีวิตไว้ ตาแก่ลิ่วไป๋คนนี้จะตอบแทนท่านในภายหน้าแน่นอน” ลิ่วไป๋พูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น เมื่อเห็นผลของยาที่อวี้กงใช้ และซาบซึ้งใจที่อีกฝ่ายช่วยชีวิตเขา
“ผู้อาวุโสลิ่ว นี่ไม่ใช่เวลามาตื่นเต้นกับผลของยารักษานะครับ เจ้าตัวนี้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์ทรราชเลย ถ้าไม่ใช้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิสัก 2-3 คนขึ้นไปคงไม่มีโอกาสชนะหรอก” ไป่ฉีกล่าว
“ฉันคิดว่าผู้อาวุโสคนอื่นกำลังมา” ลิ่วไป๋กล่าว เขารีบโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในก่อน
ส่วนไป่ฉีก็พุ่งเข้าไปช่วยอู่ชงที่ล่อเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นเอาไว้ เขาหยิบกระบี่ชั้นนภาออกมาจากแหวนมิติ ขณะนั้นเขาพบว่าอู่ชงกำลังจะถูกกรงเล็บของอสูรสีแดงตะปบ เขาจึงแทงกระบี่ลงไปที่พื้น พร้อมกับใช้กระบวนท่าออกมา
“พลิกพสุธา” ไป่ฉีงัดกระบี่ขึ้น ทำให้พื้นที่อยู่ตรงหน้าของอสูรสีแดงพลิกขึ้นมาขวางกรงเล็บของมันเอาไว้ ทำให้อู่ชงมีเวลาที่จะทิ้งระยะห่างจากมันได้ และมายืนอยู่ข้าง ๆ เขาในเวลาอันสั้น
“ขอบคุณที่ช่วยครับ ท่านอวี้กง” อู่ชงกล่าว
พื้นที่ยกขึ้นถูกทำลายในเวลาต่อมา อสูรสีแดงพุ่งมาหาอู่ชงกับไป่ฉี ไป่ฉีเริ่มวาดอักขระลมปราณด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันด้านหลังของเขาก็ปรากฏเจตจำนงกระบี่จำนวนมากขึ้น
“ตรึง” “ผนึก” “อ่อนแอ” “อัมพาต” “สกัดกั้น” ไป่ฉีวาดอักขระลมปราณประสานกับเจตจำนงกระบี่ที่เขาเรียกออกมานับร้อยเล่ม และส่งมันเข้าล้อมรอบอสูรสีแดง ตามด้วยการประสานปราณเข้ากับเจตจำนงกระบี่เพื่อเสริมความคงทนให้เจตจำนงขึ้นไปอีก
“ค่ายกลกระบี่ ระฆังกำราบมาร” ไป่ฉีบังคับเจตจำนงกระบี่ให้หมุนวนเป็นรูปทรงระฆัง และให้เจตจำนงกระบี่เสียดสีกันจนเกิดเสียงรบกวน โดยเขาใช้เสียงเป็นสื่อในการแสดงพลังของอักขระลมปราณ อสูรสีแดงถูกผลกระทบของอักขระลมปราณเข้าอย่างจัง ร่างกายของมันขยับไม่ได้ดังใจ ซ้ำเมื่อคิดจะฝ่าออกไป การโจมตีของมันก็ถูกสะท้อนกลับมา ใช่แล้ว มันอ่อนแอลงจากผลของค่ายกลนั่นเอง
“โอ้ ช่างเป็นค่ายกลที่น่ากลัวยิ่งนัก” อู่ชงตื่นตะลึงกับผลของค่ายกล ตอนที่เขาล่อเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ มันไล่เขาไม่ลดละ แต่พอเจอกับค่ายกลของอวี้กง มันเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกขังกรงทันที
“ข้าจะยื้อมันไว้จนกว่าผู้อาวุโสท่านอื่นจะมา แล้วเราค่อยจัดการมันพร้อมกัน” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านกำจัดมันไม่ได้เหรอ” อู่ชงถาม
“ไม่ได้ เจตจำนงของข้าพอจะรับมือกับระดับจักรพรรดิได้ แต่เจ้าตัวนี้มีพลังระดับราชันย์ทรราช แค่ข้ากักมันไว้ก็เต็มกลืนแล้ว” ไป่ฉีกล่าว หน้าผากของเขาเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น
“ก๊าซ” อสูรสีแดงพยายามจะพุ่งชนค่ายกล แต่มันก็ได้แผลถลอกเล็กน้อยกลับไป
ไป่ฉีตอนนี้สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เขาพอมีวิธีกำจัดมัน แต่ถ้าไม่สามารถกักให้มันอยู่นิ่ง ๆ ได้แบบนี้ เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพราะระดับพลังปราณของเขายังต่ำเกินไป หากจะสู้กับเจ้าตัวนี้ เขาจะต้องมีระดับอยู่ที่ชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 1 เป็นอย่างน้อย
“อู่ชง ลิ่วไป๋ เกิดอะไรขึ้น” อี้เซียน (ผู้อาวุโสลำดับที่ 1) เหาะมาทางอู่ชงอย่างรวดเร็ว ข้างหลังของเขามีชายชราอีกรวม 7 คนตามมาด้วย
“พี่อี้ มีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งกลายพันธุ์จากการฝังเหล็กลมปราณขั้นต้นไว้ในร่าง คาดว่าคงเป็นฝีมือของพวกตะวันดับแน่ ๆ ที่ทำเรื่องแบบนี้” อู่ชงกล่าว ไป่ฉีรู้สึกแปลกใจ เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อ [ตะวันดับ] เป็นครั้งแรก
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ท่านอวี้กง ท่านจัดการมันได้อยู่หมัดเลยหรือ” อี้เซียนถาม
“ข้าแค่ตรึงมันเอาไว้ ตอนนี้ข้าอยากขอยืมปราณจักรพรรดิของผู้อาวุโสทุกคนสร้างค่ายกลขึ้น เพื่อให้ข้าสามารถกำจัดมันได้” ไป่ฉีกล่าว
“ต้องการให้พวกเราทำอะไรบอกมาได้เลย” ลิ่วไป๋กล่าว
ไป่ฉีทำการเรียกกระบี่ระดับจักรพรรดิออกมา 8 เล่ม ให้ปักล้อมรอบค่ายกลระฆังกำราบมาร
“เขตแดน” “สูญญากาศ” “ตรึง” “ผนึก” “อ่อนแอ” “อัมพาต” “สกัดกั้น” “ระงับฟื้นฟู” ไป่ฉีผนึกอักขระลมปราณ 1 ตัวต่อกระบี่ 1 เล่ม จากนั้นก็ให้ผู้อาวุโสแต่ละคนไปประจำกระบี่แต่ละเล่ม เล่มละ 1 คน ยกเว้นผู้อาวุโสลำดับที่ 9 กับ 10 เพราะเขาต้องการให้ค่ายกลแข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นจึงต้องใช้ผู้ที่มีระดับพลังปราณสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“นะ...นี่มัน งดงามและทรงพลังยิ่งนัก” อี้เซียนกล่าวชมกระบี่ทั้ง 8 เล่ม ดวงตาเปล่งประกายชื่นชมต่อกระบี่ตรงหน้าของเขา
“กระบี่ระดับจักรพรรดิ ยังมีของแบบนี้อยู่บนโลกอีกเหรอเนี่ย” เอ้อซาน (ผู้อาวุโสลำดับที่ 2) กล่าว มือของเขาสั่นด้วยความตื่นเต้น
“มันทำจากเหล็กลมปราณชั้นสูงสินะ ไปหามาจากไหนเนี่ย” ซื่อหลู (ผู้อาวุโสลำดับที่ 4) เป็นอีกคนที่ตื่นเต้นกับกระบี่ระดับจักรพรรดิ
“ให้ผู้อาวุโสทุกท่านส่งปราณไปที่ตัวกระบี่ เดี๋ยวที่เหลือข้าจะจัดการเอง” ไป่ฉีสั่งให้ทั้ง 8 คนยืนประจำกระบี่แต่ละเล่ม หลังผู้อาวุโสแต่ละคนส่งพลังปราณไปที่กระบี่ทั้ง 8 เล่ม ไม่นานก็ปรากฏกำแพงแสงสีขาวขึ้นมาล้อมรอบค่ายกลระฆังกำราบมาร ผู้อาวุโสทั้งหมดต่างมองกำแพงแสงตรงหน้าด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“นี่เหรอ สิ่งที่เรียกว่าค่ายกล ช่างทรงพลังยิ่งนัก” สือเหลียง (ผู้อาวุโสลำดับที่ 10) ตื่นเต้นจนตัวของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านอวี้กง เสร็จเรื่องนี้ กระผมคงต้องขอให้ท่านช่วยวางค่ายกลสำหรับรักษาความปลอดภัยให้กับทางเราเสียหน่อยแล้ว” จิ่วลี่ (ผู้อาวุโสลำดับที่ 9) กล่าว
ไป่ฉีสลายค่ายกลระฆังกำราบมารหลังจากที่เขตแดนค่ายกลใหม่ถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
พออสูรสีแดงหลุดจากค่ายกลระฆังกำราบมารแล้ว มันมองไป่ฉีด้วยสายตาโกรธแค้น มันไม่สนใจผู้อาวุโสคนอื่นแม้แต่น้อย สัญชาตญาณของมันบอกว่าคนที่มีพลังปราณน้อยที่สุดตรงหน้ามัน เป็นคนที่อันตรายที่สุด และมันไม่รอช้าที่จะพุ่งไปหาไป่ฉี
ตึบ
อสูรสีแดงชนเข้ากับกำแพงเขตแดนอย่างจัง มันคำรามด้วยความโมโห ส่วนไป่ฉีไม่รอช้า เขาเรียกพิณออกมา จากนั้นเริ่มดีดให้คลื่นพลังเสียงจากพิณไปกระทบกับกระบี่ที่เขาลงอักขระลมปราณ [สูญญากาศ] ทำให้สภาพภายในเขตแดนเริ่มมีอากาศน้อยลงทีละนิด
อสูรสีแดงยิ่งดิ้นรนและจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง หวังจะทำลายกระบี่ที่มีอักขระลมปราณ [สูญญากาศ] ลงให้ได้ เพราะมันรู้สึกถึงอันตรายจากกระบี่เล่มนี้มากที่สุดในตอนนี้ แต่ไป่ฉีก็ทำการก่อกวนด้วยการใช้คลื่นเสียงจากพิณทำให้อักขระลมปราณอื่น ๆ ทำงานสลับกันไปมา ทำให้อสูรสีแดงอ่อนแอลง
ใช้เวลาไม่นาน อสูรสีแดงเริ่มกรีดร้องอย่างทรมาน ร่างกายของมันบวมพอง ราวกับมีน้ำกำลังเดือดอยู่ภายในร่างกายของมัน ผิวหนังของมันเริ่มปริแตก ในไม่ช้าเสียงร้องก็หยุดลงพร้อมกับร่างของมันที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว
แต่ไป่ฉีไม่ได้ทำการสังหารมันทันที เขาทำการอ่านความทรงจำจากสมองของมันสักครู่ ก่อนจะใช้คลื่นเสียงจากพิณทำลายมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเรียกกระบี่ระดับจักรพรรดิกลับเข้าไปในแหวนมิติ ท่ามกลางสายตาเสียดายของเหล่าผู้อาวุโสสมาคมการค้าตะวันจันทรา
“ท..ทะ...ท่านอวี้กง ได้โปรดให้กระผมได้ชมกระบี่ระดับจักรพรรดิอีกครั้งด้วยเถอะ” จิ่วลี่กล่าวขึ้น
“กระผมเองก็ยังไม่ได้ชมมันเลย พวกผู้อาวุโสอีก 8 คนได้เห็นและสัมผัสมันแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” สือเหลียงกล่าว
“นั่นสิท่านอวี้กง พวกเราอยากจะชมมันอีกสักหน่อย” อี้เซียนกล่าว
“ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านจัดการเก็บกวาดสนามประลองก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ไป่ฉีกล่าว สภาพสนามประลองตอนนี้เรียกได้ว่าพังพินาศไป 2 ใน 3 ส่วนเลยทีเดียว
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นขอเชิญท่านอวี้กงไปยังห้องรับรองพิเศษของทางสมาคมก่อน” อี้เซียนเชิญอวี้กงไปยังห้องรับรองสำหรับบุคคลสำคัญ และปล่อยให้ผู้อาวุโสที่เหลือจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
ห้องรับรองพิเศษ
ภายในห้องนี้มีการป้องกันที่หนาแน่นมาก วัสดุนั้นถูกคั่นกลางด้วยเหล็กลมปราณขั้นต้น ทำให้กำแพงและประตูของห้องนี้ทนทานอย่างมาก
“ก่อนอื่นช่วยเล่าเรื่องของพวกตะวันดับ ให้ฟังได้รึเปล่าผู้อาวุโสอี้” อวี้กงนั่งลงบนโซฟา ก่อนจะถามข้อมูลของพวกตะวันดับ
“พวกมันเป็นพวกใต้ดิน จะเรียกว่าฝ่ายอธรรมก็ไม่ผิด พวกมันทำทุกอย่างที่ขัดต่อกฎของยุทธภพและกฎหมายของประเทศ อย่างที่ท่านเห็น ดูแล้วพวกมันน่าจะทดลองฝังเหล็กลมปราณขั้นต้นลงไปในร่างของผู้ฝึกยุทธ์” อี้เซียนกล่าว
“เจ้านั่นติดหนี้พวกตะวันดับน่ะ เพราะไม่อยากโดนฆ่า เลยขอร้องอ้อนวอนพวกมัน สุดท้ายพวกมันบอกว่าจะล้างหนี้ให้ แต่ต้องมาเป็นหนูทดลองให้พวกมัน และไปทำงานให้พวกมันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือสร้างความเสียหายให้กับสมาคมการค้าตะวันจันทรา” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านรู้ได้ยังไง” อี้เซียนถาม
“จากความทรงจำที่อยู่ในสมองของมัน ถึงกลายพันธุ์แล้ว ความทรงจำก็ยังอยู่ดี แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ข้าว่าหากพวกตะวันดับสามารถทำการทดลองจนใช้งานพวกสัตว์อสูรที่เกิดจากผู้ฝึกยุทธ์ได้เมื่อไหร่ ก็เตรียมบอกลาตำหนักเทพที่เป็นฐานอำนาจใหญ่ในตอนนี้ได้เลย เรื่องนี้พวกท่านกับทางตำหนักเทพคงต้องหารือกันเป็นกาลเร่งด่วนล่ะนะ” ไป่ฉีแนะนำ ตัวเขานั้นไม่ค่อยอยากยุ่งสักเท่าไหร่ แต่ไหนแต่ไรที่เขามายังสมาคมการค้าตะวันจันทราก็เพียงเพื่อซื้อสมุนไพรลมปราณ และขายโอสถเพื่อนำเงินมาซื้อสมุนไพรไปปรุงโอสถขั้นกลางกับขั้นสูงเท่านั้น
“ท่านทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ” อี้เซียนถาม
“ได้สิ ท่านยื่นหน้าเข้ามา” อวี้กงกวักมือให้อี้เซียนยื่นหน้าเข้ามา ก่อนที่เขาจะใช้นิ้วชี้จิ้มไปตรงกลางหน้าผากของอี้เซียน
ฉับพลันดวงตาของอี้เซียนก็เบิกกว้าง เขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับอสูรสีแดงตัวนั้น ตั้งแต่มันยังเป็นมนุษย์จนกระทั่งกลายร่างเป็นสัตว์อสูร
“น..นะ...นี่มันไม่น่าเชื่อ” อี้เซียนพูดตะกุกตะกัก เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเทพกระบี่จะมีวิชาอ่านความทรงจำของผู้อื่นได้ด้วย ซ้ำยังสามารถถ่ายทอดให้ตัวเขาเห็นได้อีก คนตรงหน้าเขายังเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า
“ทีนี้ท่านคงรู้แหล่งกบดานของพวกมันแล้ว หากจับพวกมันมาได้ ให้เรียกข้าได้ทุกเมื่อ ข้าจะเค้นความจริงมาให้ ส่วนค่าแรงพวกท่านจะจ่ายเท่าไหร่ก็ตามใจ ข้าแค่ช่วยเหลือโดยหวังว่าจะไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดกับตัวเองภายหลัง” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้วครับ ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน กระผมต้องนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการจัดการพวกตะวันดับ” อี้ซานลุกออกจากห้องไป ให้อวี้กงได้นั่งอยู่คนเดียวในห้อง ใช้เวลาไม่นานผู้อาวุโสของสมาคมการค้าตะวันจันทราก็เข้ามาในห้องรับรองพิเศษนี้
“ต้องขอขอบคุณท่านอวี้กงมาก ที่ทำให้เรารู้ที่ซ่อนของพวกมัน ทางเราได้ส่งทีมจู่โจมไปแล้ว พวกเราจัดการทำลายข้อมูลที่พวกมันทดลองกับมนุษย์ไป นอกจากนี้ยังทำลายฐานที่มั่นในเมืองนี้ของพวกมันไปแล้ว และเรายังจับพวกมันมาสอบปากคำด้วย แต่พวกมันกลับฆ่าตัวตายไปซะก่อน เฮ้อ” อี้เซียนถอนหายใจ
“ยังไงพวกมันต้องโผล่หางออกมาอีกแน่ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” ไป่ฉีไม่ได้ใส่ใจนัก
“งั้น กระผมขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ชื่อว่า อี้เซียน” อี้เซียนแนะนำตัว
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ชื่อว่า เอ้อซาน”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ชื่อว่า ซานไห่”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ชื่อว่า ซื่อหลู”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 5 ชื่อว่า อู่ชง”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 6 ชื่อว่า ลิ่วไป๋”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 7 ชื่อว่า ซีหลาง”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 8 ชื่อว่า ปาถู”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 9 ชื่อว่า จิ่วลี่”
“กระผมคือผู้อาวุโสลำดับที่ 10 ชื่อว่า สือเหลียง”
“พวกเราคือ 10 ผู้อาวุโสของสมาคมการค้าตะวันจันทราสาขาเมืองหลวง ขอขอบคุณท่านอวี้กงอีกครั้ง ประมุขของเราได้ฝากคำขอบคุณมา พร้อมด้วยเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อตอบแทนแก่ท่านที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับเรา” อี้เซียนกล่าว
“ฝากขอบคุณประมุขของพวกคุณด้วย หากไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน” ไป่ฉีลุกขึ้นเตรียมที่จะเดินออกไป แต่เหล่าผู้อาวุโสต่างรั้งเขาไว้ เพียงเพราะต้องการดูกระบี่ระดับจักรพรรดิอีกครั้ง
สุดท้ายไป่ฉีก็อยู่กับผู้อาวุโสของสมาคมการค้าจนใกล้ได้เวลาประมูล เขาจึงขอตัวไปยังห้องประมูล ซึ่งผู้อาวุโสก็ยอมแต่โดยดี งานประมูลกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า ภายนอกมีเหล่าผู้มีอำนาจเริ่มทะยอยกันมาที่สมาคมการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
_________________________________
สามารถเข้ามาพูดคุยกันในแฟนเพจได้นะครับ
