Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 31 ป่าโบราณ

    บทที่ 31

    หมู่บ้านเบรูอินตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้งเมื่อกลุ่มนัผจญภัยของหมู่บ้านได้รับบาดเจ็บอย่างหนักพร้อมกันถ้วนหน้าโดยฝีมือของช่างฝีมือหนุ่ม หลังจากสืบสาวราวเรื่องทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอย่างระอาเป็นที่รั้นดีว่ามัลคอมม์นั้นเป็นคนเอาแต่จมาแต่ไหนแต่ไรคราวนี้เจอของแข็งซะบ้างคงซึมไปอีกนาน

    “เจ้าลูกโง่ ครั้งนี้แกทำบ้าอะไรลงไป”

    ร้อนถึงมาลรีคผู้เป็นบิดาที่โกรธจนควันออกหูดิ่งเข้ามากระชอกคอเสื้อบุตรชายที่ตัวหดเล็กลงเหลือขนาดปกติแล้วจะมีก็แต่สติตางค์เท่านั้นที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย กับนิสัยอวดดียังพอทำเนาแต่เรื่องขโมยของแล้วทำร้ายคนอื่นแม้แต่มาลรีคเองก็ยากจะทำให้อภัยได้

    ตอนนี้คนใหญ่คนโตทั้งหมดมารวมกันที่สถานพยาบาลเพื่อหาข้อสรุป เรกิลที่เป็นเจ้าทุกข์ถูกย้ายไปอยู่ชั้นสองในขณะที่ชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยเสียงร้องระงมของเหล่าคนหนุ่มบาดแผลของแต่ละคนน่าหวาดเสียวหากไม่ใช่เพราะน้ำยารักษาราคาแพงของเอเลนเจ้าพวกนี้คงได้บอกลาอาชีพนักผจญภัย

    “พอแล้วล่ะค่ะคุณมาลรีคแค่นี้เขาก็ได้รับบทเรียนมากพอแล้ว”

    กลับกลายเป็นเซลีนซะอีกที่เป็นคนเข้ามาห้ามปราม ดวงตาสีมรกตคู่สวยหันไปสบเข้ากับเอเลนที่นั่งเงยบไม่พูดจามาพักใหญ่

    “รอบนี้มัคคอม์ผิดจริงแต่สิ่งที่นายทำมันก็เกินกว่าเหตุไปหน่อยนะเอเลน ทำไมไมรอฟังคำสั่งของชั้นก่อน”

    “ขอโทษ”

    เอเลนกล่าวออกไปด้วยสีหน้าสงบนิ่งนั่นยิ่งทำให้เซลีนยิ่งรู้สึกหงุดหงิด

    “การทำอะไรขัดคำสั่งถือเนความผิดร้ายแรง แต่การทำโดยพลการถือเป็นความผิดที่รุนแรงยิ่งกว่า นายต้องถูกทำโทษให้ไปลาดตระเวรในป่าเบรูอินเป็นเวลาสามวัน”

    เซลีนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดเอเลนพยักหน้ารับโดยไม่รู้สึกอะไรในขณะที่คนอื่นๆนั้นไม่เห็นด้วย

    “ต แต่ว่าคุณเซลีนลงโทษกันแบบนี้ไม่แรงเกินไปหน่อยเหรอ ในป่านั่นมีแต่พวกมอนสเตอร์โหดร้าย”

    “เพื่อไม่ให้ใครเอาเขาเป็นเยี่ยงอย่างค่ะ การใช้กำลังไม่ได้แก้ได้ทุกปัญหาเสมอไป”

    แม้บางครั้งจะจำเป็น

    เซลีนคิดแต่ไม่ได้พูดออกไปเธอนฐานะผู้รับผิดชอบและประสานงานย่อมต้องหาทางออกที่ทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจแต่เอเลนที่เป็นเจ้าทุกข์กลับไม่แสดงความเดือดเนื้อร้อนใจออกมาเลยแม้แต่น้อย

    “คำสั่งลงโทษจะมีผลในทันที ไปได้แล้ว”

    เซลีนจำใจสวมหน้ายักษ์เข้าพูดแม้จะไม่อยากทำซึ่งเอเลนเตรียมใจที่จะถูกลงโทษในลักษณะนี้อยู่แล้วและเข้าใจในบทบาทขอเซลีนดี

    “ตกลง ชั้นจะไปเก็บของทันที”

    เอเลนตอบสั้นๆก่อนจะลุกออกไประหว่างที่เดินผ่านเซลีนเอเลนก็ผนึกเวทย์ส่งเสียงเซลีน

    “ฝากดูแลลุงด้วยนะ”

    เด็กสาวพยักหน้าก่อนที่เอเลนจะเดินพ้นไปเด็กสาวจัดการกำหรดบทลงโทษอื่นๆให้จนครบทุกคนก่อนจะสั่งให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

    เอเลนตรงกลับมาที่บ้านของเรกิลเพื่อหยิบข้าวของที่จำเป็นติดมือไปด้วย หนึ่งในนั้นคือหอกควินดีลและเกราะอ่อนลูกมังกรซึ่งเรกิลได้สร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

    เกราะอ่อนที่ถักขึ้จากเกล็ดมังกรเล็กๆสีขาวร้อนเรียงกันอย่างสวยงามด้านในรองด้วยแผ่นหนังของมอนสเตอร์ชนิดหนึ่งความละเอียดของงานและความประณีตไม่มีจุดไหนให้ตำหนิเลย

    เกราะอ่อนลูกมังกร

    แรงค์ A

    ประเภท เครื่องป้องกัน

    พลังป้องกัน 5400

    ความทนทาน 2900 / 2900

    ผู้สร้าง เรกิล

    เลเวลที่สามารถสวมใส่ 50

    เงื่อนไขการสวมใส่ เอเลนหรือคนที่เรกิลอณุญาต

    ชุดเกราะอ่อนที่ถักทอขึ้จากวัสดุที่สร้างจากไวร์เวิร์นที่ใกล้จะเปลี่ยนเป็นมังกรเต็มที โดยช่างตีเหล็กชราที่หมดไฟทะเยอทะยานสร้าให้แก่เด็กหนุ่มที่ห่วงใย เนรมิตขึ้นจากวัสดุระดับสูงผู้สวมใส่จะแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันเลยแม้แต่น้อย

    - เพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิต / ขีดจำกัดพลังเวทมนต์ 10000 หน่วย

    - ลดพลังโจมตีของอาวุธระยะประชิด 60%

    - ป้องกันความเสียหายประเภทระเบิดได้ดีขึ้น 40%

    - มีโอกาสปานกลางที่จะลดค่าความทนทานของอาวุธคู่ต่อสู้

    - ลดความเสียหายธาตุแสง 50% 

    - ลดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตที่สืบเชื้อสายมาจากมังกร 50%

    - (รูน) ทักษะ แสงสวรรค์คุ้มภัย สร้างเกราะป้องกันสามารถป้องกันความเสียหายรวมแล้ว 1 ล้านหน่วยหากพลังโจมตีครบตามเงื่อนไขเกราะจะสลายไป ระยะหน่วง 1 ชั่วโมง

    - (รูน) ทักษะ ความห่วงใยของบิดา ฟื้นฟูพลังชีวิต/พลังเวทมนต์เฉียบพลัน 20000 หน่วย ใน 10 วินาที แต่หากถูกโจมตีกลางคันทักษะจะถูกยกเลิกและเข้าสู่ช่วงระยะหน่วงทันที ทักษะจะทำงานเองเมื่อผู้ใช้มีพลังชีวิตลดลงต่ำกว่า 5000หน่วย ระยะหน่วง 6 ชั่วโมง

    เมื่อได้อย่างรายละเอียดของเกราะเอเลนก็รู้สึกซาบซึ้งชีวิตนี้น้อยคนนักที่จะมอบความรักให้กับเขาโดยไม่หวัสิ่งตอบแทนเช่นนี้ ยิ่งเรกิลพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องเกราะที่ใช้ทั้งเลือดและน้ำตาสร้างมันขึ้นมาลำพังแค่คำขอบคุณยังคงไม่เพียงพอต่อชายราด้วยซ้ำ

    เอเลนสวมเกราะในทันทีแม้จะแอบตกใจว่าทำมเกราะมันถึงได้พอดีกับขนาดตัวของเขาขนาดนี้ก่อนจะสวมเสื้อผ้าทับเอาไว้อีกชั้นหนึ่งเมื่อทำความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อยจนเสร็จแล้วเอเลนก็ออกมาจากโรงเหล็กตรงไปยังทางออกหลักของหมู่บ้าน

    “คุณมาช้า”

    เอเลนประหลาดใจอย่างยิ่งเพราะดูเหมือนจะมีใครบางคนำลังรอเขาอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านอยู่นานแล้ว เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีเงินสยายเข้ากับดวงตาสีไพลินราวกับมหาสมุทร เอเลนยิ้มน้อยๆก่อนจะทักทายกลับไป

    “คงไม่ใช่ว่ามารอตรงนี้เพราะตั้งใจมาส่งอย่างเดียวหรอกนะลูน่า”

    “แหม โดนจับได้ซะแล้ว”

    ลูน่าแลบลิ้นปริ้นตาปล่อยให้เอเลนมีโอกาสสำรวจตัวเธออย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากเครื่องแต่งกายแบบปกติแล้วเด็กสาวยังเพิ่มกระเป๋ามิติแบบคาดเอวมาอีกหนึ่งใบ

    “กระเป๋าใบนั้น....หรือว่าจะไปด้วย?”

    “คุณคงไม่คิดว่าเซลีนจะปล่อยให้คุณไปลอยชายอยู่ในป่าคนเดียวสามวันสามคืนโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาน่ะ”

    ลูน่ายิ้มขำก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง

    “เซลีนต้องการให้เราสองคนตามหาที่ตั้งของกลุ่มโจรเงาทมิฬ รวมถึงทำแผนที่ของป่าขึ้นมาไม่ใช่งานชมนกชมไม้หรอกนะคะ”

    เซลีนคาดเอาไว้แต่แรกแล้วว่าเรื่องจะจบในลักษณะนี้จึงปล่อยให้ทุกอย่างจบลงโดยไม่เข้าไปขัดขวางตั้งแต่แรก ที่จริงเธอตั้งใจจะส่งทั้งสองคนออกมาตั้งแต่แรกแต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างโดยเฉพาะความขัดแย้งกับนักผจญภัยหมู่บ้านทำให้เธอหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

    “มีเบาะแสแล้วเหรอ”

    “แน่นอนค่ะ”

    ลูน่าเอ่ยก่อนจะหยิบเศษโลหะของอะไรบางอย่างออกมา ดวงตาของช่างฝีมือทอประกายโลหะชิ้นนั้นค่อนข้างมีเอกลักษณ์อย่างมากหากมองลึกเข้าไปในเนื้อโลหะนั้นจะอัดแน่นด้วยผงประหลาดที่ส่องประกายระยิบระยับเพียงถ่ายลังเวทย์เข้าไปผงประหลาดจะกลายสภาพเป็นระเบิดขนาดเล็กย่อมผลักดันให้เศษโลหะแตกออกเหมือนกระสุนลูกปราย

    “นักธนูที่เล่นงานคุณในตอนสุดท้ายใช้อาวุธที่มีเอกลักษณ์มากตัวคันธนูอาจจะธรรมดาแต่ลูกศรนั้นใช้วัสดุค่อนข้างเฉพาะตัว”

    เอเลนยังจำได้ดีลูกธนูที่แฝงพลังเวทมนต์อันน่าขยะแขยงในตอนสุดท้ายนั่นยากที่จะขับออกในทันที พลังที่มากพอจะเหนี่ยวรั้งให้เขาช้าลงทั้งร่างกายทั้งความเร็วในการผนึกพลัง เป็นทักษะที่แม้แต่อำควยพรแห่งการก่อกำเนิดยังไม่อาจแสดงผล

    “ลูกศรนั่นทำจากแร่เบริดิสที่มีความไวต่อพลังเวทย์สูงมากไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับเอามาทำเป็นอาวุธหรอกเพราะมันเปราะบางมากๆ หากผนึกพลังมากไปมันจะแตกออกไม่คิดเลยว่าจะมีคนเอามาทำเป็นศรระเบิด”

    “แค่ดูก็รู้แล้วสมเป็นคุณเอเลน”

    ลูน่ากล่าวชมเชย

    “พอเรารู้ที่มาของมันแล้วเราก็สืบย้อนกลับไปยังฐานข้อมูลที่มี มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้อาวุธแบบนี้เขาคืออดีตทหารของราชอาณาจักรริมอนด์ ศรกัมปนาท ริคาริโอ”

    “ศรกัมปนาท ฉายาเห่ยชะมัด”

    เอเลนบ่นอุบ

    “ให้เดานะ หมอนั่นมีชื่อเสียงด้านศรระเบิดผนวกกับพลังเวทมนต์ชนิดลดความสามารถของคู่ต่อสู้ สามารถโจมตีได้จากระยะไกลมากๆเกินขอบเขตของคู่มือ”

    “ถูกต้องแล้วค่ะ แต่ด้วยนิสัยของเขาทำให้ไม่ลงรอยกับทางกองทัพเลยถูกขับไล่ในเวลาต่อมา”

    “เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราจะหาตัวเขาได้ที่ไหนล่ะ?”

    “คุณเอเลนรู้รึเปล่าว่าแร่เรบิดิสสามารถขุดได้ที่เหมืองบริเวณเทือกเขาเทียมสวรรค์ฝั่งป่าเบรูอินเท่านั้น ซึ่งมีเหมืองอยู่ 5 แห่งที่อยู่ในการควบคุมของจักรวรรดิแต่มีเหมืองอีกแห่งหนึ่งที่ถูปล่อยร้างเอาไว้เพราะมีแร่เรบิดิสมากเกินไปจนปันตรายต่อคนงานเราจะเริ่มจากตรงนั้นค่ะ”

    “ตกลง”

    เอเลนรับคำก่อนที่ทั้งสองจะส่งคำร้องสร้างปาร์ตี้กันโดยมีลูน่าเป็นแกนนำ ลูน่าเหลือบมองเลเวลของเลนที่พุ่งพรวดในเวลาไม่กี่วันด้วยสายตาทึ่งๆ

    “เป็นอะไรไปเหรอ?”

    ฝ่ายต้นเรื่องยังคงทำตัวไม่ทุกข์ร้อนเหมือนอย่างเคย เสียงของเด็กหนุ่มช่วปลุกเอลฟ์สาวจากภวังค์จนเธอรีบส่ายหน้า

    “ไม่มีอะไร ไปกันเถอะค่ะ

    ป่าเบรูอินเป็นป่าที่ต้นไม้โบราณจำนวนมากแต่ป่ามีขนาดเล็กลงมากเนื่องจากมหาสงครามในยุคแห่งความโกลาหลกับมีมนุษย์รุกรานป่าเป็นจำนวนมาก สองหนุ่มสาวเดินตัดป่าจนมาถึงบริเวณแม่น้ำสายหลักของป่าพวกจึงหยุดพักกันที่นี่

    “เดี๋ยวก่อน”

    เอเลนทักขึ้นพลางทำจมูกฟุดฟิด

    “ได้กลิ่นรึเปล่า”

    “ค่ะ นี่มันกลิ่นเลือด”

    ลูน่าพยักหน้าแม้ริมแม่น้ำสายนี้จะเงียบสงบมากแต่กลับม่เห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเลยซักตัวกลับกันกลิ่นฉุนเหมือนเหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของเลือดกลับลอยเตะจมูกทันทีตั้งแต่ที่เหยียบย่างเข้าสู่บริเวณนี้

    “ดูจากรอบบนพื้น....สัตว์เลื้อยคลานจำพวกอสรพิษ”

    ลูน่าสิเคราะห์จากรอยยาวบนพื้น

    “แถมไม่ใช่แค่ตัวสองตัวซะด้วย”

    เอเลนผิวปากหวือผิดกับลูน่าที่สีหน้าเคร่งเครียด

    “จริงจังหน่อยสิคะ เราจะโดนโจมตีตอนไหนก็ไม่....”

    ยังไม่ทันที่เอลฟ์สาวจะพูดจบก็ถูกกระชากไปด้านหลังในช่วงเวลานั้นเองพื้นที่ที่ลูน่าเคยยืนอยู่ก็ถูกอะไรบางอย่างกระแทกจนกลายเป็นหลุมลึก ลูน่ารู้สึกเหมือนราวกับว่าโลกเหวี่ยงจนภาพตัดไปแวบหนึ่งเมื่อตั้งสติได้ดวงตาสีไพลินก็เบิกออกกว้าง

    “พอยซั่นไวเปอร์”

    เอเลนเอ่ยสั้นๆในขณะที่สายตาเหลือบไปมองอสรพิษตัวเท่าตึกสามตัวที่กำลังขู่ฟ่อๆอยู่ไม่ไกล ลูน่าตกใจที่อยู่มอนสเตอร์เลเวล 80 สามตัวปรากฏขึ้นพร้อมกันแต่เธอไม่ลนลานคันศรคู่ใจถูกเรียกออกมาแต่ยังไม่ทันได้เตือนเอเลนเธอก็เหห็นเด็กหนุ่มกระโจนออกพร้อมหอกสองง่ามสีขาวบริสุทธิ์

    “สับเปลี่ยนไปใช้พลังโจมตีเวทย์”

    เด็กหนุ่มพึมพำตอนนั้นเองแก่นผลึกมังกรก็เรืองแสงก่อนที่หอกสองง่ามจะปรากฏใบมีดโปร่งใสสามชิ้นออกมาที่บริเวณใบหอก มันคือส่วนต่อขยายเวลาที่ใช้ความสามารถพิเศษของหอกการสับเปลี่ยนจากการโจมตีกายภาพเป็นเวทมนต์ทำให้หอกภาพนอกดูคล้ายกับหอกกางเขน

    “ห่างกันเกินไปหน่อยแฮะ เอาอย่างนี้แล้วกัน”

    ดึงดูดดารา

    เอเลนกระโจนข้ามหัวอสรพิษทั้งสามพร้อมกวาดหอกไปรอบหนึ่ง พิยซ่นไวเปอร์พลันรู้สึกถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากให้ศีรษะเบนไปทางหอกโดยไม่อาจขัดขืนพวกมันทั้งสามตัวกระแทกพื้นพร้อมกันเสียงดังสนั่น

    โครม

    เอเลนที่ร่อนลงแตะพื้นพร้อมกันพลิกตัวสูดหายใจสั้นๆจรดหอกในท่าที่สมบูรณ์พร้อมจ่ายพลังเวทมต์ออกไปอึดหนึ่ง

    คมเขี้ยวมังกรคลั่ง

    ทักษะหอกเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์ถูกใช้ออกหลอดพลังเวทมนต์ลดลงทีเดียวหนึ่งในสี่แต่เอเลนยังยั้งมือไม่แทงหอกออกไปในทันทีตามรายละเอียดของทักษะ แต่เลือกจะแทงออกในจังหวะที่เขาต้องการ

    เคร้งๆๆๆๆๆๆๆ

    ไวเท่าความคิดเอเลนแทงหอกออกไปแปดครั้งรวดแต่ละหอกแทงทะลุผ่านเกล็ดหนาๆของพอยซั่นไวเปอร์อย่างง่ายดายทั้งยังรุนแรงมากพอจะทะลุไปยังอีกสองตัวที่เหลือ พื้นที่รอบๆที่ถูกหอกแทงสลายกลายเป็นก้อนเนื้อด้วยพลังของทักษะเพียงหอกที่สี่พอยซั่นไวเปอร์ทั้งหมดก็เสียชีวิต

    ตึง

    ปราศจากการขัดขืน ไม่สิ ต้อเรียกว่าพอยซั่นไวเปอร์ไม่มีโอกาสได้ขัดขืนเลยจึงจะถูกต้องกว่าเพียงสี่หอกพวกมันก็กลายเป็นซากก้อนเนื้อที่ไม่สมบูรณ์

    เอเลนได้ยินเสียงของโลกถึงค่าประสบการณ์และผลประโยชน์ทั้งหมดที่เขาได้รับ เด็กหนุ่มเก็บพวกมันทั้งหมดแหวนมิติก่อนจะหันมาทางลูน่ามาเรียที่กำลังเหม่อลอย

    หากเธอเอาเรื่องที่เด็กหนุ่มที่เลเวลแค่ 60 แต่สามารถฆ่าพอยซั่นไวเปอร์สามตัวพร้อมกันไปเล่าให้ใครฟังมีหรือที่จะมีคนเชื่อ การที่เซลีนให้เธอเดินทางมาด้วยกับเอเลนถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะหากปล่อยมาคนเดียวนอกจากจะเดินทางช้าแล้วเธออาจจะต้องเสียวลาเพื่อหลบเลี่ยงสัตว์นักล่าอื่นๆ

    การที่เอเลนเดินทางมาด้วยทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะสำรวจสถานที่อันตรายอื่นๆอีกมากมายซึ่งเอเลนย่อมเต็มใจเป็นอย่างยิ่งเพราะนี่คือโอกาสสำคญที่จะทำให้เขาทดสอบขีดความสามารถของคีนดีลไปในตัว

    “ตายตั้งแต่หอกที่สี่? เจ้าพวกนี้เลเวล 80 จริงรึเปล่าเนี่ย”

    เอเลนบ่นอุบอิบก่อนจะหันมาพูดกับลูน่า

    “ขอโทษที่ไม่บอกก่อนนะ เห็นอย่างนี้แต่พวกมันเป็นนักล่าที่ค่อนข้างขี้ระแวงถ้าไม่ทำให้ตายใจพวกมันคงไม่ลงมือก่อน”

    “....หมายความว่าคุรู้อยู่แล้วว่าจะเจอพวกมัน เอเลนรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่?”

    “ก็ประมาณสิบนาทีก่อน บังเอิญมีตัวนึงที่แผ่รังสีคุกคามออกมาไม่อย่างนั้นชั้นคงไม่สังเกตเห็น”

    ลูน่ากลืนน้ำลายอึกใหญ่ความมั่นใจว่าตนคือคลาสนายพรานที่มองป่าเปรียบดั่งสนามเด็กเล่นพลันรู้สึกอับอาย สารภาพตามตรงว่าเธอไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องนี้จะโทษลูน่าก็ไม่ได้เพราะพอยซั่นไวเปอร์เป็นสัตว์นักล่าที่โดดเด่นในเรื่องพิษและการซ่อนตัวที่แนบเนียนเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

    “เราใกล้ถึงแล้วรึยัง?”

    เสียงของเอเลนช่วยปลุกเธอขึ้นจากภวังค์เธอรีบหยิบแผนที่ที่ถูกร่างโดยชาวบ้านออกมาเทียบกับแผนที่ที่เธอเป็นคนเขียนขึ้นมาใหม่

    “ตอนนี้น่าจะครึ่งทางแล้ว...ถ้ามีอะไรแบบเมื่อกี้อีกช่วยบอกกันหน่วยนะคะ”

    “พูดก็พูดเถอะ คลาสนายพรานเองก็มีทักษะประเภทตรวจจับไม่ใช่เหรอ”

    “ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ แต่ก็อย่างที่เห็นว่าทางนี้ไม่รู้ตัวเลยซักนิด”

    ลูน่าตอบกลับด้วยใบหน้าหดหู่

    “อ เอาน่าคนเราบางทีก็ถนัดไม่เหมือนกัน”

    เอเลนปลอบใจก่อนจะรีบกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อน

    “รีบไปจากตรงนี้ก่อนที่พวกสัตว์นักล่าจะตามกลิ่นเลือดของพวกมันมาเถอะ”

    สองหนุ่มสาวรุดหน้าเดินทางกันต่อลูน่าเป็นคนเสนอให้พวกเขาอ้อมพวกมอนสเตอร์ที่ดูเป็นอันตรายแต่เอเลนกลับเชือดพวกมันทิ้งประหนึ่งสไลม์ข้างเมืองซะงั้นความต่างของเลเวลไม่สามารถเอามาใช้กับเอเลนได้แม้แต่น้อย

    หลังจากเชือดมอนสเตอร์ไปสี่กลุ่มลูน่าก็เลิกกังวลไร้สาระ ค่าประสบการณ์ที่ได้รับมากพอๆกับที่เธอล่าเองภายในหนึ่งเดือนไหนจะพลังแปลกๆของเอเลนที่เมื่อสังหารมอนสเตอร์แล้วจะได้รับผลตอบแทนพิเศษต่างๆนี่อีก

    การเดินทางดำเนินไปอย่างราบรื่นแม้เอเลนจะเชือดมอนสเตอร์ไปมากมายแต่ยังคงม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็น ค่าพลังชีวิตลดลงไปเล็กน้อยจากแผลถลอก ลูน่าสังเกตุว่าเอเลนสามารถจบการต่อสู้ได้ในสามสิบวินาทีจะมีบางครั้งที่เธอต้องมีส่วนร่วมเพราะมอนสเตอร์ประเภทบินกับมอนสเตอร์ที่โจมตากระยะไกล

    ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมของลูน่าทำให้เธอทำตามคำบอกของเอเลนได้ไม่ยาก หนำซ้ำเอเลนยังคอยแนะนำเทคนิคการยิงธนให้แก่เธออีกทีแรกเธอเองก็ไม่เชื่อว่าเอเลนจำชำนาญอาวุธมากมายหลายชนิดมากขนาดนี้ทั้งยังชำนาญในระดับสูงทั้งหมดศาสตร์การใช้ธนูของเอเลนยังเหนือกว่าเธอไปแล้วหลายขุม

    หากให้เปรียบเทียบกันแล้วลูน่าถนัดการรอยใหเหยื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต้องการอย่างใจเย็นในจังหวะที่การป้องกันลดต่ำจนถึงขีดสุดเป็นประเภทซุ่มโจมตีโดยสมบูรณ์ต่างจากเอเลนที่มังยิงธนูในขณะที่วิ่ง กระโดดหรือไถล ซึ่งผิดแผกไปจากหลักการใช้ธนูทั่วไป 

    “พ พักก่อนได้มั้ย รับไม่ไหวแล้ว”

    ลูน่าร้องขึ้นก่อนจะทรุดกายลงนั่งกับพื้น หลังจากเดินทางไปด้วยสู้ไปด้วยติดต่อกันหลายต่อหลายชั่วโมงไหนจะถูกเอเลนยัดเยียดเทคนิคมากมายใส่หัวจนแทบระเบิด แทนการประท้วงเด็กสาวไม่ยอมลุกขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น

    ฝ่ายเจ้าหนุ่มก็หัวเราะร่าออกมาโดยไม่สนใจความผิดของตนเองแม้แต่น้อย ถึงจะบ่นออกไปแบบนั้นแต่ลูน่าก็ซึมซับเทคนิคการใช้คันศรจากเขาได้ประมาณสองส่วนตลอดหลายชั่วโมงมานี้

    “พักซะหน่อยก็ดี เพราะยังไงเราก็เดินทางได้ไวกว่าแผนไปมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเดินทางกันต่อ”

    เอเลนเอ่ยขณะที่จ้องมองพระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงมา

    การเดินทางนวันนี้เป็นที่น่าพอใจมาก พวกเขาเดินทะลุผ่านป่าเบรูอินจนใกล้กับเขตเทือกเขาเทียบสวรรค์ที่เป็นที่ตั้งเหมือง เพื่อความไม่ประมาทพวกเขาทั้งสองเลือกที่จะไม่ก่อกองไฟแล้วตั้งเปลนอนบนต้นไม้สูงที่แข็งแรงเพื่อพักผ่อน

    “อ๊า ได้เวลาอาหารแล้ว”

    ลูน่าตื่นเต้นผิดจากทุกทีก่อนจะนำอาหารกล่องออกมาจากกระเป๋าที่สั่งทำพิเศษเพราะมันเพิ่มคุณสมบติที่เอเลนมองว่าไร้สาระอย่างการกักเก็บอุณหภูมิ เอเลนยักไหล่ก่อนจะนำผลไม้แห้งออกมากัดหนึ่งคำ ลำพังเขาสามารถใช้พลังเวทมนต์หล่อเลี้ยงร่างกายทำให้ไม่จำเป็นต้องหลับนอน

    “เอาอาหารกลิ่นแรงแบบนั้นออกมาจะไม่อันตรายเหรอ?”

    เอเลนถามขึ้นหลังจากที่เด็กสาวเปิดกล่องอาหารกลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ที่ถูกอบใหม่ๆฟุ้งกระจายไปในอากาศ หากเป็นยามปกติมัน็น่ารับประทานอยู่หรอกแต่นี่มันกลางป่าเบรูอินกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้อาจนำอันตรายให้วิ่งมาหาก็ได้

    “ไม่เป็นไรหรอก ก็เครื่องรางชิ้นนี้งไงล่ะ”

    ไม่พูดเปล่าเด็กสาวก็ส่งเครื่องรางที่เหมือนแผ่นป้ายเล็กๆที่แกะขึ้นจากไม้ส่งให้เขา เอเลนรู้สึกได้ถึงพลังเวทย์ที่ให้ความรู้สึกของชีวิตและผืนป่าอันเป็นเอกลักษณ์ของธาตุไม้ ลวดลายบนเครื่องรางถูกแกะสลักอย่างประณีตอักษรรูนวกนี้ก็เป็นชนิดที่เขาไม่เคยพบมาก่อน

    “น่าทึ่งมาก วัตถุเล็กๆนี่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์ไม่มากไม่น้อยเกินไปทั้งยังไม่ต้องคอยเติมพลังเวทย์ลงไปเหมือนกับเครื่องรางที่ทำโดยมนุษย์ แต่วัสดุแบบไหนกันที่รองรับพลังเวทย์และรูนที่ซับซ้อนแบบนี้ได้”

    “คุณพ่อเคยบอกว่าเครื่อรางชิ้นนี้ทำมาจากเศษกิ่งของต้นมหาพฤกษาค่ะ พกเราชาวเอลฟ์ไม่เหมือนกับมนุษย์หรือคนแคระเครื่องมือต่างๆเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ อาณาจักรเอลฟ์ตั้งอยู่โดยมีต้นมหาพฤกษาอยู่ใจกลางรอบๆเป็นป่าผืนใหญ่ไม่มีเหมืองเลยแม้แต่แห่งเดียวทำให้อุปกรณ์ส่วนใหญ่ทำจากไม้ไม่ก็ซากสัตว์”

    วัฒนธรรมของเอลฟ์มีความคล้ายคลึงกับเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอื่นที่ยังไม่เจริญอย่างอาณารยชนแต่ในความเป็นจริงเผ่าเอลฟ์นั้นโดดเด่นด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพืช พวกเขาม่ได้ปิดกั้นตัวเองแต่เปิดใจรับวิทยาการจากทุกหนแห่งจนเจริญรุ่งเรืองทำให้ทุกคนต่างพร้อมใจกันเรียกขานอาณาจักรเอลฟ์ว่าสวนสวรรค์อย่างเต็มใจ

    “หืม พ่อลูน่าเป็นช่างตีเหล็กเหรอ”

    “ไม่ใช่หรอกค่ะ”

    ลูน่าตอบยิ้มๆให้กับความเข้าใจผิดนี้

    “คุณพ่อของชั้นท่านเป็นจอมเวทย์น่ะค่ะ ปัจจุบันรับตำแหน่งเอกข้าราชทูตเอลฟ์ประจำจักรวรรดิโนว่า”

    พอได้ฟังแบบนั้นเอเลนก็อดตกใจไม่ได้ ใครจะคิดว่าคนใกล้ตัวจะเป็นลูกของผู้ทรงอิทธิพลนอกจากเซลีนแล้วดูเหมือนโลกมักจะเหวี่ยงคนที่คาดไม่ถึงเข้ามาเสมอ

    “ถึงแบบนั้นได้ยินมาว่าการที่จะได้รับแม้แต่เศษของเปลือกต้นมหาพฤกษาก็ยังนับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากเลยนี่”

    “ถูกต้องแล้วค่ะ เครื่องรางชิ้นนี้เป็นฝ่าบาทเป็นผู้พระราชทานให้แก่ครอบครัวเรา แกะสลักโดยช่างตีเหล็กหลวงของฝ่าบาทค่ะ”

    เอเลนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะถามออกไปด้วยความตื่นเต้น

    “พอจะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะขอเข้าเข้าพบช่างตีเหล็กคนนั้นสักครั้ง”

    “....ถ้าคุณพ่อแนะนำละก็พอจะเป็นไปได้ แต่แนะนำว่าเอเลนควรจะสั่งสมชื่อเสียงที่เมืองหลวงก่อนนะคะ”

    “อาจริงสินะ ไม่ว่าใครคงจะไม่อยากให้คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเข้าพบหรอก”

    เอเลนตบหน้าผากราวกับนึกขึ้นได้จริงๆต่อให้อยากแต่เขาก็ไม่มีเวลาไปทำอะไรแบบนั้น ร้านของเขายังคงไม่เรียบร้อยและยังขาดที่ปรึกษากับรายได้ที่มั่นคง หลังจากได้เห็นกิจการของเรกิลอย่าใกล้ชิดทให้เอเลนผุดความคิดใหม่ๆในการบริหารร้านออกมาไม่หยุด

    สองหนุ่มสาวยังคงสนทนากันอย่างออกรสก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องลอบเข้าไปในเหมืองตั้งแต่เช้าตรู่โดยการกระทำของพวกเขาทั้งสองล้วนตกอยู่ในสายตาคู่เล็กสองคู่เสมอ 

     

    ******************************************************************************************************

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    ตอนนี้มาไวกว่าที่คิดเอาไว้(มากๆ)เนื่องจากการคนเขียนได้ทำการสูดกัญ(ตู้ดดด) โอเค ล้อเล่น

    พอดีได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากผลงานนักเขียนอาวุโสท่านหนึี่งที่เพิ่งกลับมาแต่งนิยายหลังจากที่ทิ้งตอนล่าสุดให้คนอ่านอย่างผมค้างคาเอาไว้นาน(มากกกกก) ผลงานของนักเขียนท่านนั้นยังคงน่าประทับใจเหมือนเคย ฉากต่อสู้หลายๆฉากผมก็มีงานเขียนชิ้นนี้แหละเป็นต้นแบบแม้จะเขียนได้ไม่ดีเท่าแกก็เถอะ แหะๆ

    ช่วงนี้นอกจากทำงานประจำ ช่วยแฟนขายของบวกกับแต่งนิยายเพื่อระบายจินตนาการที่อยู่ในหัว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบทำมว้ากหลังจากเลิกงานแล้วนั่นก็คือการเล่น ROX ยอมรับเลยว่าตัวเกมภาคนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างแฟร์ที่การเติมไม่ได้ทำให้คุณเทพเสมอไป(แต่การ์ดก็ยังดรอปยากเหมือนเคย หัวเสียมาก แง) 

    โดยรวมแล้วสัปดาห์นี้ก็แฮปปี้ดี ทำอะไรก็คล่องมือไปหมดซึ่งไม่ได้เป็นกันบ่อยๆหวังว่าเพื่อนๆจะชอบงานเขียนของผมกันนะครับ

    **ปล.นิยายเรื่องที่ผมติ่งมากตอนนี้คือ Monster soul online อย่าลืมเข้าไปสนับสนุนท่าน Persona กันด้วยนะครับผม**

    Zero Times