ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 26-1 (เล่ม 2): ขากลับจากภารกิจ

            ธรณีกับผมนั่งหันหน้าเข้าหากันในรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากแอปเนวี เพื่อนเลือกใช้ของบริษัทขนส่งมวลชนที่เป็นรัฐวิสาหกิจแท็กซี่คันนี้จึงไม่มีหน้าจอสมาร์ตกลาสที่กระจกรอบทิศเหมือนหนก่อนที่ผมนั่งกับอิสราเพราะเป็นบริการของรัฐที่ราคาถูกจนเกือบฟรี ผู้คนจึงหันมาใช้บริการกันอย่างล้นหลามจนธุรกิจตัวกลางจำพวกแกร็บหรืออูเบอร์ต้องทยอยปิดตัวไป รัฐมองว่าพ่อค้าคนกลางทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเกินจริงโกยกำไรไปคนเดียว ละทิ้งให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเสียเปรียบหันมาใช้ประโยชน์ของโลกออนไลน์และเอไอแทน แน่นอนว่าแท็กซี่ของเอกชนก็ยังมีอยู่เพียงแต่ต้องลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองผู้บริโภค อีกทั้งต้องเสียภาษีเนื่องจากมีส่วนทำให้ผิวถนนผุกร่อนมากขึ้นไม่รู้ว่าธุรกิจพวกเขาจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน

            เพื่อนผมดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่หย่อนกายลงบนเบาะรถ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจยาว แล้วปรับเบาะเอนลงในท่ากึ่งนอนศีรษะพิงกับที่รองคออย่างหมดแรง ผมเดาว่าเขาคงอ่อนเพลียจากการเดินมาตลอดทั้งวันไม่น่าแปลกใจเพราะชีวิตเพื่อนส่วนใหญ่หมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานคงไม่คุ้นชินกับการเดินต่อเนื่องกันนาน ๆยิ่งบวกกับรูปร่างที่ผอมบางและไม่เคยใส่ใจจะออกกำลังกายด้วยแล้วสภาพเขาตอนนี้จึงดูอิดโรยเป็นพิเศษ

            ก่อนหน้านี้เขาเล่าให้ผมฟังแล้วว่าตระเวนไปเวทีต่างๆ ถึงสิบเวที ครบตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ส่วนใหญ่เป็นการพูดสดที่ไม่มีการบันทึกทำให้ไม่สามารถดูออนไลน์ย้อนหลังได้ธรณีกดปุ่มปรับสมาร์ตกลาสที่อยู่ตรงกลางระหว่างพวกเราสองคนให้เปลี่ยนเป็นจอทีวีเขาหยิบขวดน้ำส้มที่แวะซื้อก่อนขึ้นรถขึ้นมาเปิดกินยกดื่มไปหลายอึกทีเดียวเกือบหมดขวด ทำราวกับว่าดื่มน้ำเปล่า ไม่ต้องรับรู้รสชาติ

            มุมบนขวาของจอภาพมีตัวเลขแจ้งว่ารถแท็กซี่ที่พวกเรานั่งจะกลับถึงคอนโดฯในอีก 13 นาทีผมนั่งดูข่าวในทีวีเงียบ ๆ ไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของเพื่อนก่อนจะขึ้นรถผมเล่าเรื่องชีวิตวันนี้กับการเป็นแขกผู้ไม่ได้รับเชิญของอิสราและสหายไปแล้ว

            “ฉันคงไม่มีหวังแล้วล่ะ”ในตอนนั้นผมกล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงชวนหดหู่

            “ก็เป็นไปได้”ธรณีให้ความเห็นสั้น ๆ เท่านี้ผมไม่ตำหนิเขาที่ไม่คิดให้กำลังใจเพื่อนเลยแม้แต่น้อยผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายยอมรับความจริงเสียที ดีเหมือนกันธรณีจะได้ไม่ต้องคอยช่วยผมอีกเขาน่าจะเบื่อหน่ายที่ต้องช่วยคนขี้ขลาดและไม่เอาไหนแบบผมเต็มทน

            นักข่าวช่องเอ็นเอพีในทีวีกำลังเค้นถามชายคนหนึ่งที่ชื่อฟังดูคุ้นๆ ผมเหลือบตาไปอ่านข้อความด้านใต้ข่าว

            จามีกรตอบโต้กรรณิกาการรับสวัสดิการเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน

            ครู่หนึ่งผมก็นึกออกจำคำพูดของหญิงตัวแทนกลุ่มความหวังใหม่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาได้ดีสามชั่วโมงก่อนเธอกล่าวหาชายผู้นี้บนเวทีอย่างเสีย ๆ หาย ๆถ้าไม่มีกฎหมายของพื้นที่เอฟอีเอคุ้มครอง น่าจะโดนฟ้องหมิ่นประมาทไปแล้วถือว่าทีมข่าวเกาะติดสถานการณ์ได้รวดเร็วใช้ได้

            “คุณนักธุรกิจจามีกร...ท่านมีความเห็นอย่างไรกับที่กลุ่มความหวังใหม่กล่าวหาท่านหลายอย่างบนเวที”เสียงนักข่าวชายคนหนึ่งลอยมาจากด้านนอกเฟรมภาพ

            “เขาเชิญเราล่วงหน้าให้ไปแก้ตัวแล้วแต่เราไม่ไปเอง เหมือนที่เราพูดทุกครั้ง ใครจะพูดอะไรก็พูดไป ชั่วดีดูที่การกระทำอีกอย่างส่วนใหญ่ที่เขากล่าวมาเป็นเรื่องความคิดเห็นอยู่แล้วเถียงกันไปไม่ได้มีประโยชน์อะไร” ชายวัย 60 ปี ในชุดสูทกล่าว มาดเขาดูเข้ากับภาพจำ[1]ของนักธุรกิจชัดเจน

            “แล้วที่ลูกชายของท่านรับสวัสดิการการว่างงานท่านจะว่าอย่างไรครับ”

            “เราทำถูกต้องตามกฎทุกอย่าง การรับหรือไม่รับสวัสดิการเป็นสิทธิส่วนบุคคลลูกชายเราจะรับหรือไม่รับขึ้นกับการตัดสินใจของเขา ไม่มีใครบังคับตั้งแต่แรกถ้าไม่อยากให้คนที่รวยอยู่แล้วรับสวัสดิการ ก็ไปแก้กฎหมายมาให้สำเร็จเราพร้อมจะปฏิบัติตามอยู่แล้ว”

            แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับสวัสดิการถ้วนหน้าเพราะรู้สึกว่าสิ้นเปลืองเงินภาครัฐมากไปผมเห็นด้วยกับคำตอบของจามีกร ควรไปแก้กฎหมาย ไม่ใช่มากล่าวหากันมั่วซั่วผมยังไม่เห็นด้วยกับการหมิ่นประมาทเสรีในพื้นที่เอฟอีเอมากนัก พอไม่มีกติกาควบคุมใครจะให้ร้ายอีกคนยังไงก็ได้ สังคมจะสงบสุขได้อย่างไร ผมเปรยสิ่งที่คิดออกมาดัง ๆลองดูว่าธรณีจะโต้แย้งหรือไม่ แล้วก็เป็นอย่างที่คาด เขาไม่เคยอดใจไหวหากเป็นเรื่องการเมือง

            “คนเราฟ้องกันทุกวี่ทุกวันเป็นปกติอยู่แล้วนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ปล่อยไปเถอะ เราว่าไม่เห็นมีใครเสียหายตรงไหนประชาชนทุกคนก็มีวิจารณญาณแยกแยะเรื่องจริงไม่จริงได้อยู่แล้ว  มันมีราคาของมันอยู่นั่นคือชื่อเสียงของคนฟ้องเอง”

            “เราว่าต้องมีคนหลงเชื่อคำกล่าวหาบ้างล่ะกว่าจะตัดสิน คนที่โดนฟ้องก็เสียหายไปแล้วรึเปล่า” ผมโต้กลับ

            “แค่สองสามเดือนก็รู้ผลตัดสินแล้วทีนี้พอสื่อประโคมข่าวว่ายกฟ้อง คนฟ้องก็สูญเสียความน่าเชื่อถือเองถึงเป็นคนรวยก็โดนโทษปรับหนักอยู่” ธรณีบอก

            ผมรู้แล้วว่ายุคนี้ใช้การปรับโดยใช้ระบบเดย์ไฟน์ หรือโทษปรับตามวันและรายได้[2]แทนที่จะกำหนดเป็นจำนวนเงินคงที่เหมือนในยุคผม สมมติว่าความผิดหนึ่งกำหนดไว้ 5 วันปรับแล้วผู้กระทำผิดมีรายได้สุทธิวันละ 100 บาท ก็จะโดนปรับ 500 บาทไม่ว่ารวยหรือจนก็จะกลัวการทำผิดนอกจากนี้ยังมีโทษประเภทอื่นที่สร้างมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมอย่างโทษการบังคับไปบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะซึ่งผมยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ละเอียดนักส่วนหนึ่งก็เพราะอคติส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยกับระบบเดย์ไฟน์นี้มากนักกฎหมายควรจะบังคับใช้เท่าเทียมกันทุกคนใครจ่ายไม่ไหวก็ต้องติดคุกแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ควรนำระบบของประเทศที่สุดโต่งอย่างฟินแลนด์มาปรับใช้โชคดีที่ผมเป็นคนจน ถ้าร่ำรวยคงโวยวาย เดินขบวนประท้วงแน่

            “เอาตรง ๆ เรายังไม่เคยเห็นใครเสียหายจริงๆ จากการโดนหมิ่นประมาทเลยเห็นแต่คนที่ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคนโดนลงโทษจากการตัดสินว่าเป็นการฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้ง”เพื่อนพูดต่อ เขาหมายถึงคดีฟ้องปิดปาก ในยุคนี้มีกฎหมายป้องกันคดีประเภทนี้ด้วยการคัดกรองสามชั้นถ้ายกฟ้องในชั้นอนุญาโตตุลาการหรืออัยการ ก็จะไม่มีโทษ แต่ถ้าถูกตัดสินว่าเป็นคดีฟ้องปิดปากในชั้นศาลคนฟ้องก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ค่าธรรมเนียมให้รัฐ ถูกบันทึกประวัติคดีและห้ามฟ้องในมาตราเดิมอีก

            “ได้ข่าวว่าพรรคตามระเบียบ เคยเสนอให้ยกเลิกการคุ้มครองของพื้นที่เอฟอีเอใช่ไหม” ผมเปรยแอบได้ยินเรื่องนี้คร่าว ๆ จากบทสนทนาที่สหายคุยกับอิสราเมื่อช่วงบ่ายพรรคตามระเบียบเสนอให้เปลี่ยนเอฟอีเอเป็นพื้นที่ชุมนุมที่ปลอดภัยใช้กฎหมายป้องกันการหมิ่นประมาทตามปกติ และห้ามชุมนุมนอกพื้นที่เอฟอีเอทุกกรณี โดยอ้างเรื่องการปรองดองและความมั่นคง แน่นอนว่าธรณีย่อมไม่ถูกใจเรื่องนี้

            “ ใช่เรางงว่าแบบนั้นก็เรียกชื่ออื่นไปเถอะ ไม่ต้องเรียกว่า ‘Free Expression’ ก็ได้” ธรณีตอบพลางหัวเราะประชดประชัน

            อันที่จริงแนวคิดนี้ก็ไม่เลวถ้ามีตั้งแต่สมัยก่อน ผมคงรอดจากการปราบปรามของตำรวจไปได้หลายคดีรวมทั้งไม่ต้องโดนลูกหลงของการสลายการชุมนุมจนหลุดมาอยู่ในโลกนี้ตั้งแต่แรก

            “แล้วตกลงท่านคุยอะไรกับสหายตั้งนาน”ผมเปลี่ยนเรื่อง ยังสงสัยอยู่ว่าสาเหตุที่ธรณียอมมากับผมเพื่อแค่มาคุยกับสหายรึเปล่า

            “เราลองชวนเขาตั้งพรรคการเมือง”

            “จริงดิ?” ผมตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินคำตอบของธรณีน้ำเสียงผมตื่นเต้นมากกว่าเจ้าตัวหลายเท่าไม่เคยนึกมาก่อนว่าธรณีอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองถึงขนาดนี้ผมแค่คิดว่าเขาจะหารายได้จากการเป็นซูเปอร์โหวตเตอร์ไปเรื่อย ๆ ถึงส่วนตัวผมจะไม่ชอบสหายเกลียดความเย่อหยิ่งและแล้งน้ำใจของเขา แต่ผมก็ยอมรับทักษะความสามารถของชายผู้นี้ถ้าธรณีได้เขาไปร่วมทีม ก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญของพรรค

            “เฮ้ย...ดีใจด้วยไม่เห็นนายเคยบอกฉันเลยว่าจะเล่นการเมือง” ผมยิ้มแสดงความชื่นชมเพื่อนชูฝ่ามือให้เพลาไว้ก่อน

            “ยังไม่ต้องยินดีหรอกอันที่จริงมันเริ่มมาจากเรากับเพื่อนในกลุ่มคลับซันเดย์ (SundayClub) ปกติก็จะคุยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลกันสนุกๆ ไป ๆ มา ๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ตรงใจพวกเรา ก็เลยอยากตั้งเอง ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรชื่อก็ไม่ได้คิด แค่กำลังคิดจะรวบรวมคน สหายก็ยังไม่คอนเฟิร์ม”เขาเฉลยสิ่งที่คาใจผมมานานว่าชอบหายไปไหนบ่อย ๆ ในวันอาทิตย์

            “ยินดีล่วงหน้าไว้ก่อนก็ได้”

            “เอาที่สบายใจแล้วกัน” ธรณีถอนใจแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มตอบ “แต่ก็ขอบคุณในคำกล่าวอวยพร... ว่าแต่ท่านสนใจมาเข้าร่วมพรรคเราไหม”

            “โอ๊ย ไม่ได้หรอก นายก็รู้ ขืนฉันเข้าไปมีแต่จะโดนตรวจสอบนู่นนั่นนี่เพิ่มอีก สร้างปัญหาให้ตัวเองเปล่า ๆ”ผมตอบทันควันโดยแทบไม่ต้องคิด

            “ก็จริง”ธรณีเองก็เห็นด้วย ผมยังมีอะไรค้างคาใจที่อยากบอกเขา แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง

            “แต่นายแน่ใจเหรอว่าจะเล่นการเมืองจริง”

            “เราไม่กลัวเรื่องโดนตรวจสอบหรอกชีวิตเราไม่มีอะไรต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่แล้ว ช่วงนี้อุปทานอาชีพนักการเมืองเริ่มดี คนมาสมัครมากเลยปรับลดนโยบายเพิ่มสิทธิพิเศษที่เกินกว่าการทำงานปกติ อย่างบริการอาหารเช้าในสภากับบริการรถรับส่งก็ไม่มีแล้ว แต่เราไม่ได้สนใจเพราะได้สิทธิพิเศษอยู่แล้ว”

            “ที่ฉันกังวลไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก”ผมครุ่นคิดว่าจะบอกเขาดีหรือไม่ มันเป็นความวิตกจริตของผมเอง“ฉันกลัวว่านายจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ จะมีอำนาจบางอย่างมาขัดขวางไว้”

            ธรณีเคลือบแคลงคำพูดของผมแล้วบอกให้ยกตัวอย่าง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันประสบการณ์นักกิจกรรมการเมืองในช่วงสี่ห้าปีสอนว่าต้องมีอำนาจมืดบางอย่างต่อต้านอาจเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ กลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรลับบางอย่างคอยควบคุมเกมการเมือง เกิดการแก่งแย่งอำนาจจนมีคนล้มตายเป็นเหตุผลว่าทำไมในยุคผม ถึงไม่สามารถพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยขั้นสูงขึ้นได้ผมบอกว่าอาจใช้วิธีบางอย่างเช่นแฮ็กผลการเลือกตั้ง

            “ทำไม่ได้หรอกข้อมูลทุกอย่างโปร่งใสอยู่แล้ว ถ้ามีจริงก็ต้องรู้นานแล้วสิ ฟังดูเหมือนเป็นทฤษฎีสมคบคิดมากกว่านะ”สรุปคือธรณีไม่เชื่อผมแม้แต่น้อย ผมเลยไม่เล่าต่อ อันที่จริงผมแค่เป็นห่วงเขาเมื่อใดก็ตามที่เราก้าวขาเป็นบุคคลสาธารณะในวงการนี้เราก็จะสร้างศัตรูเพิ่มโดยอัตโนมัติ มันแลกมาด้วยความปลอดภัยของเรา

            เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าศัตรูจะทำร้ายเราด้วยวิธีนอกกติกาเมื่อไหร่

     


    [1]Stereotype คือ ความเชื่อที่บุคคลมีต่อคนกลุ่มหนึ่งว่าพวกเขามีลักษณะหรือนิสัยใจคอบางประการเป็นสิ่งที่ค่อนข้างถาวรซึ่งความเชื่อนั้นอาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้

    [2]Day-Fine system ระบบการกำหนดค่าปรับที่คำนวณตามรายได้ของผู้กระทำผิดซึ่งมีหน่วยเป็น “วันปรับ”

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน