God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    การลอบจู่โจมจากเงามืด

                                    ก่อนที่ใครจะไล่เรียงเรื่องราวปะติดปะต่อหาเหตุผลของการกระทำทั้งหมดได้ รอบขบวนเกวียนภายใต้แสงสว่างจ้าลุกโชนจากกองไฟ เผยให้เห็นกลุ่มคนจำนวนหลายร้อยชีวิต เดินกรูเข้ามาล้อมกลุ่มอาสา 50 คนที่เพิ่งกลับมาถึง ท่าทางของพวกนั้นขึงขังจริงจังเกินกว่าจะมาอย่างเป็นมิตร แต่ภายในแววตากลับไม่ฉายว่ามีความรู้สึกสำนึกแต่อย่างใด พวกเขาค่อยๆชักอาวุธขึ้นมาจากปลอก มีทั้งดาบยาว , มีดสั้น , หอกและหน้าไม้ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกเขาคือบรรดาลูกหาบประจำกองเกวียนซึ่งต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ด้านหน้าสุดที่เพิ่งเดินออกมาจากเงามืดคือกลุ่มที่เป็นหัวหน้าฝ่ายประจำหน้าที่ในกองขบวน บางคนถือเชือก บางคนถือขวาน บางคนถือกระบองเหล็กขนาดใหญ่เท่ากับต้นขามีหนามแหลมรอบๆ ใบหน้าเหลืองซีดไม่แสดงความรู้สึก กว่าจะรู้ตัวอีกที เวลานี้พวกพ้องของรีอาร์และหัวหน้าคณะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พลัดแยกตัวออกไปเมื่อตอนช่วงหัวค่ำ ก็ถูกปิดกั้นทางหนีเอาไว้อย่างสมบูรณ์เสียแล้ว
    "มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดพวกเจ้าถึงทำเช่นนี้"
     หัวหน้าคณะเดินทางตะโกนถาม เป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมาภายหลังตั้งสติได้ ไม่ได้มีแค่เขาที่สงสัยกับเหตุการณ์ก่อกบฏจราจลในครั้งนี้ บรรดาลูกน้องคนอื่นๆที่หลงเหลืออยู่ซึ่งบัดนี้ค่อยๆถูกต้อนเข้ามารวมกัน ณ จุดตรงกลางแคมป์ร่วมกับรีอาร์และคล็อกครัชก็ไม่เข้าใจสถานะการณ์เช่นกัน ทั้งหมดได้แต่ยกมือสองข้างขึ้นค่อยๆเดินถอยหลังมารวมกันโดยสัญชาติญาณยอมจำนนเอาไว้ก่อน เพราะฝ่ายที่ถืออาวุธก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีจึงไม่มีสาเหตุใดที่จะต้องต่อสู้ขัดขืน ชายผอมแห้งคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ลงเล่นพนันว่าชายหนุ่มปริศนาไม่สามารถดื่มเหล้าได้เกิน 20 ไห กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ดวงตาและท่าทางลุกลี้ลุกลนในครั้งแรกที่ถูกข่มขู่ด้วยอาวุทธ แต่แล้วท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป เขาถอนหายใจโล่งยาวลดมือทั้งสองข้างลงและหัวเราะอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินเข้าไปหากลุ่มคนฝั่งที่มีอาวุธอยู่ในมือ
    "ฮ่าๆๆ แหม๊ๆ ไม่เอาน่าสหายอย่าทำให้ตกอกตกใจกันสิ ข้ารู้แล้ว นี่เป็นแผนการหยอกล้อต้อนรับพวกเรากลับมาใช่ไหมล่ะ ตลกใช้ได้เลย เฮ้ออ เล่นเอาเกือบฉี่ราดแน๊ะ ข้าก็นึกว่าคณะของเราถูกโจรทะเลทรายดักปล้นจริงๆซะอีก ไม่เป็นไรพวกเรา นี่พวกกันเองทั้งนั้น"
    "รีบถอยออกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้าบ้า"  
    รีอาร์ตะโกนกึ่งตะหวาดกึ่งเตือน แต่ไม่ทันเสียแล้ว ดาบอันคมกริบ ฟาดลงจากแขนของใครคนใดคนหนึ่ง ผู้ซึ่งยืนล้อมอยู่เบื้องหน้าชายผอมคนดังกล่าว เขาสะดุ้งโหยงกระโดดถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ อันเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอด คมของโลหะที่มีความยาวประมาณ 1 ช่วงแขน เฉือนผิวเนื้อของเขาลากยาวตั้งแต่ช่วงไหล่เป็นแนวเฉียงจากทางด้านขวาไปซ้าย โลหิตสีแดงพุ่งทะลักไหลตามออกมาเมื่อรอยแผลสดเปิดออก เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังลั่นค่ายสะท้อนไปทั้งทุ่งทะเลทราย ชายผู้เคราะห์ร้ายหงายท้องดิ้น ตะกายสะบัดไปมากับพื้นด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะพรรณนา 
    "โธ่เว้ย อุตส่าห์เตือนแล้วเชียว"  
    อารีสบถ ตาแข็งกร้าวจับไปที่ร่างของผู้ลงมือฟันคล้ายกับจะสาบแช่งให้ตายตกไปตรงนั้น ทุกคนแตกตื่นเมื่อเห็นเหตุการณ์อันไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น ต่างยืนเกร็งไม่กล้าขยับเขยื่อนไปไหน มีส่วนน้อยที่กล้าตะโกนด่าตอบโต้ฝั่งที่ลงมือ ชายผู้เคราะห์ร้ายถูกเพื่อนจำนวน 2-3 คน ที่พอมีสติอยู่บ้าง เข้ามาประคองลากออกไปอย่างช้าๆ เข้าไปรวมอยู่กับกลุ่มที่ถูกต้อน แผลของเขาไม่ลึกมากจนเกินไป คมดาบตัดไม่ถึงกระดูก เป็นเคราะดีที่เขากระโดดถอยหลังออกมาในช่วงจังหวะก่อนจะถูกฟันด้วยสัญชาตญาณตื่นตัว มิเช่นนั้นร่างของเขาของถูกดาบฟันจนขาดครึ่งไปเป็นที่เรียบร้อย ผ้าสะอาด สำลีวัสดุ อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์หยุดเลือดถูกดึงออกมาใช้ กดไปที่แผลของเขาโดยสตรีนางหนึ่งซึ่งดูเหมือนหล่อนจะเป็นแพทย์ประจำกองเกวียน เป็นหนึ่งในผู้คนที่ออกติดตามขบวนอาสาไป
    " ไอ้บ้าเอ้ยทำอะไรของพวกแก นี่พวกเดียวกันนะโว้ย เสียสติกันไปหมดแล้วหรือไง"
    คนงานที่เหลือผู้เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เบื้องหลังคนหนึ่งร้องออกมา เขาชักดาบเหน็บข้างเอวมือสั่นกระดิกด้วยความโกรธ กำลังจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาชายผู้ลงดาบใส่พวกพ้องของตนด้วยความแค้น แต่พฤติกรรมนั้นก็ถูกปรามโดยใครคนหนึ่ง บัดนี้ในมือของเขาถือหอกยาวสองคมชูขึ้น มันเป็นสัญญาณแจ้งให้หยุดการกระทำทุกอย่างซึ่งจะเป็นการต่อสู้ตอบโต้กลับ 
    " อย่าเพิ่งลงมือ"
     รีอาร์เอ่ยเสียงดัง ชูมือขวาที่เพิ่งดึงหอกออกจากท่อนไม้ซึ่งถูกเสียบจนทะลุก่อนหน้านี้ ก่อนจะควงไปมาแล้วหยุดฟาดด้านคมลงกับพื้นเพื่อขู่
    "คนพวกนี้ถูกใครบางคนสะกดจิตอยู่ ห้ามทำร้ายพวกเขาเด็ดขาด"
    คำพูดและน้ำเสียงของรีอาร์หนักแน่นและหนักหน่วงพอๆกับน้ำหนักมือที่ใช้ฟาดหอกใส่ทรายเมื่อครู่ ตาเขาจับไปที่ภรรยาสาวผู้ซึ่งยืนเหม่อลอยเหมือนคนละเมอไม่ขยับเขยื่อน แล้วจึงชำเลืองมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง กราดสังเกตุตั้งแต่ซ้ายไปขวาจนสุดของขบวนกอง ก่อนจะหยุดชะงัก ณ เงาสีดำตระคลุ่มๆตรงมุมหนึ่งทางด้านหลังเกวียนสินค้าขนาดกลาง
    "โผล่หัวออกมาซะ"
    ชายหนุ่มคำรามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด สะบัดข้อมือปลดปล่อยมัจุราชสีเงินออกไปด้วยกำลังแขนทั้งหมดที่มี เจ้าแท่งโลหะปลายแหลมพุ่งทะลวงผ่านช่องว่างระหว่างจุดยืนของผู้คนที่ตีวงรายล้อมไปโดยมิได้ทำอันตรายแก่ใครทั้งสิ้น นับเป็นการปาหอกอย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่มืออาชีพคนหนึ่งสามารถกระทำได้ โลหะแกร่งพุ่งเสียบเกวียนคันที่เป็นเป้ามายเข้าเต็มแรง ครั้นแล้วก็ระเบิดออกส่งเสียงดังสนั่นกึกก้องด้วยอานุภาพลึกลับบางอย่างอันเป็นปริศนา เกวียนทั้งคันที่ถูกทำขึ้นมาจากไม้เนื้อแข็งอย่างดี ฉีกขาดสะบั้นเหมือนลังกระดาษปลิวลอยกระจัดกระจายเต็มพื้น พร้อมสิ่งของภายในที่ดูเหมือนกับเนื้อตากแห้งเป็นตันๆ สาดเกลื่อนเทลงบนพื้นทรายอันมองเห็นได้จากแสงคบเพลิง
    ร่างหนึ่งลอยลิ่วตีลังกากลางอากาศขึ้นไปยืนเหยียบบนหลังคาเกวียนของหัวหน้าคณะเดินทาง สวมผ้าคลุมสีดำทั้งตัวมีหมวกคลุมหัวปิดยาวลงมาถึงหน้าผาก หัวเราะชอบใจชี้นิ้วลงมาใส่รีอาร์ผู้ยืนอยู่เบื้องล่าง เงาลางๆที่สะท้อนได้จากแสงไฟ เผยให้เห็นใบหน้าของบุคคลปริศนาผู้นี้ได้อย่างถนัดตา ผมสั้นปกท้ายทอยสีน้ำตาลอ่อน นัยตาสีดำปนเทาน้อยๆ ร่างเล็กสูงไม่เกิน 160 กว่าๆ ทรงหน้าแหลมผิวออกขาวเหลือง ชำเลืองมองลงมาฉีกปากยิ้มหัวเราะร่า มองไปที่รีอาร์ผู้กำลังโกรธถึงขีดสุด 2 สายตาจ้องประสาน คนหนึ่งทำท่าเย้ยยั่นสนุกสนานไม่รู้หนาวรู้ร้อน ในขณะที่อีกคนเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ภายในแววตาคมเฉียบนั้น จ้องมองอีกฝ่ายเหมือนจะกินเลือดกินเนื้ออยู่ทุกวินาที
    "ฮ่าๆๆๆๆ มีคนที่ใช้สปีริสได้อีกคนหรือนี่ โชคไม่ดีเอาซะเลยนะขอรับกระผมถูกเจอตัวเข้าจนได้"
    เสียงนั้นเล็กแหลมฟังดูแตกนิดๆ เหมือนผู้พูดจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นแตกหนุ่มต้นๆ บุรุษนิรนามสวมผ้าคลุมยาวปรากฏตัวจากเงามืด เขากระโดดหลบหอกที่อัดเต็มไปด้วยพลังแฝงทำลายของรีอาร์ได้โดยง่าย ทำเหมือนมันเป็นเรื่องสนุก ในมือซ้ายถือของบางสิ่ง ดูเหมือนแท่งอะไรบางอย่างสีขาวโพลนตั้งแต่หัวจรดปลายยาวเท่าไม้บรรทัด รูปทรงดูไม่เหมือนอาวุธ แต่ให้ความรู้สึกประหลาดบางอย่างไม่อาจบรรยายถูกเมื่อจ้องมองไปที่มัน
    "แกเป็นใคร ต้องการอะไร"   
    รีอาร์ถามห้วนๆ ตาเขม้งจ้องร่างนั้นไม่กระพริบ
    " ใจเย็นๆก่อนสิขอรับพี่ชาย พวกกกระผมมาร้ายไม่ได้มาดีนะขอรับ" 
    ชายปริศนาตอบอย่างสุภาพและหัวเราะไปพร้อมกัน
    " กรุณาอย่าจริงจังนักเลยขอรับประเดี๋ยวเรื่องสนุกจะกลายเป็นเรื่องเครียดไปเสีย ใช่ไหมท่านพี่อลิเบล"
    ผู้กล่าวหันไปด้านหลังเกวียนของหัวหน้าคณะเดินทาง ปรากฏร่างหญิงสาวสวมผ้าคลุมดำเช่นเดียวกับบุรุษผู้ที่กล่าว ผมสีแดงนัยตาน้ำเงินเข้มซ่อนเงาอยู่ภายใต้หมวกที่ปิดบังใบหน้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ก้าวออกมาพร้อมอุ้มร่างเล็กของเด็กผู้หญิง อันเป็นที่รู้จักของคนทั้งคณะเป็นอย่างดี อกเต่งตึงบวมใหญ่อลังการถูกเบียดโดยหลังของคุณหนูประจำกองเกวียนเด้งดึ๋งดั๋งไปมาพร้อมกับช่วงสะโพกและบั้นท้ายซึ่งเห็นได้ถนัดเมื่อเธอขยับแม้จะซ่อนกายงามภายใต้ผ้าคลุมก็ตาม ลิซาน่าถูกมัดแขนขาและปิดปากด้วยผ้าขาวบาง เธอทำท่าเหมือนจะร้องแต่เกินความสามารถที่ถูกจํากัดพันธนาการไว้ น้ำตาไหลอาบสองแก้มเป็นคราบมองมาที่หัวหน้าคณะเดินทางเหมือนจะขอความช่วยเหลือ
    " จริงๆเล๊ย ใครจะไปคิดว่ามันจะเอิกเกริกขนาดนี้ ไอ้พวกที่มาสอดแนมก็ไม่เห็นบอกว่าในกองเกวียนนี้มีผู้ใช้สปีริตได้อยู่ถึง 2 คน หัดทำอะไรเงียบๆบ้างสิลีโอ ประเดี๋ยวท่านพี่ใหญ่เดินทางมาถึง เห็นความไม่เรียบร้อยในการทำงานเจ้าจะโดนโกรธเอาได้นะ"
    หญิงสาวคนนี้ไม่ได้มาตัวคนเดียว เบื้องหลังของเธอยังมีชายหนุ่มอีกจำนวนหลายสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ ทั้งหมดค่อยๆเดินประกบเข้ามารวมตัวกับบรรดาลูกหาบในขบวนเกวียนซึ่งยืนไร้สติอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวผู้ปรากฏตัวในภายหลัง  เธอสูงไม่เกิน 175 โครงหน้ายาวเรียวทรงเสน่ห์ และเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สะแหยะยิ้มใส่รีอาร์มองเขาเหมือนเป็นของกินเลิศรส แลบลิ้นเลียบปากอ่านกินตั้งแต่หัวจรดเท้า 
    " อย่าขัดขืนเลยจะดีกว่าพ่อหนุ่ม ตอนนี้ค่ายของเจ้าถูกคนของเรายึดเอาไว้หมดแล้ว ทำตัวว่านอนสอนง่ายแล้วยัยเด็กนี่จะปลอดภัย"
    สาวปริศนาเตือนรีอาร์
    "ลิซาน่า" 
    คล็อกครัชร้องขึ้น คนงานทั้งหมดฝั่งหัวหน้าคณะเดินทางตื่นตะลึงทำอะไรไม่ถูกไปตามกัน รีอาร์กัดฟันกรอด เขาเป็นคนเดียวที่ไม่หวั่นไหวกับการขู่ของหญิงสาวปริศนา ก่อนที่ใครจะกล่าวอะไรขึ้นอีก รีอาร์ก็พุ่งกระโจนเข้าหาสตรีนางนั้นด้วยความเร็วสูง หยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวด้านหลังโผ่เข้าหาเป้าหมายอย่างไม่คิดชีวิต 
    " ปล่อยตัวคุณหนูเดี๋ยวนี้"  
    เขาคำรามออกมาอย่างดุร้าย แค่เพียงระยะห่างไม่ไกลจนเกินไปก่อนที่เขาจะถึงตัวอีกฝ่าย ก็ปรากฏเสียงดังแทรกผ่าอากาศ แว่วเข้ามาใกล้ตัวเขาอย่างกระชั้นชิด ชายหนุ่มหมุนข้อเท้าบิดตัวหลบกระทันหันขณะวิ่งโดยสัญชาตญาณ เหลือบมองเห็นแท่งสีเงินยาวแหลมลอยผ่านหน้าไปในระยะเกือบจะหายใจรดหน้า เขาเอียงคอเบี่ยงไหล่ทิ้งมีดสั้นในมือขวาก่อนจะคว้าจับเจ้าแท่งนั้นกลางอากาศ หมุนตัวครองอาวุทธที่ยึดมาได้แล้วควงมันไปมาเพื่อลดพลังทำลายจากแรงของการถูกเขวี้ยงมา กระทั่งมันสงบลง เขาตั้งหลักยืนจังก้ายื่นหอกออกไปเบื้องหน้าในทันที
    !!เคร้งงงง!! 
    เสียงโลหะประทะกันดังกึกก้อง นักรบหญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนข้างฝ่ายตรงข้ามทะยานเข้ามาหาเขาพร้อมซัดคมหอกฟาดใส่โดยไม่ทันให้ตั้งตัว รีอาร์ต้านยื้อแรงดึงดันอยู่ซักพัก ก็ผลักคู่ปะทะกระเด็นถอยไปด้านหลัง  ก่อนบรรจงปล่อยคมหอกทิ่มแทงใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง โดยไม่เว้นระยะหายใจ คู่ต่อสู้เองหรือก็ใช่ย่อย หล่อนใช้ปลายหอกปัดสะกัดกั้นการจู่โจมอย่างทันท่วงทีเช่นคนที่เคยมือกันอยู่แล้ส ในจังหวะสุดท้ายหลังปัดคมเขี้ยวมัจจุราชสีเงินให้พ้นทางได้ ก็ซัดกำลังทั้งหมดฟาดเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามสุดแรง
    !!เคร้งงงง ซูมมมมม!!  การปะทะก่อให้เกิดมวลพายุเหลือประมาณ แรงลมโบกพัดเป็นวงคลื่นแผ่ออกไปรอบๆจนทำให้กองไฟ เสื้อผ้าและทรงผมของผู้คนที่รายล้อมปลิ้วไสว ทุกคนหลับตายี๋ บางคนยกผ้าคลุมขึ้นบังหน้ากันผุ่น ลมสะท้อนยังคงมีอยู่อย่างนั้นกระทั่งค่อยๆแผ่วลง
    รีอาร์ใช้แขนทั้งสองข้างยกหอกขึ้นรับ การตีอาวุทธลงมาใส่ในครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนๆเหลือคณานับ มันทั้งรุนแรงและทรงอานุภาพอย่างเหลือล้น เล่นเอาเข่าของชายหนุ่มทรุดลงกับพื้นทั้งสองข้าง รังสีสังหาร พลังงานเล้นลับ ไอความร้อน หรือปราณรูปแบบใดแบบหนึ่งพุ่งออกมาจากตัวหอกของหญิงสาว พลังอำนาจน่าพิศวงนี้คือตัวเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาวุทธของเธอ มันเป็นต้นเหตุของลมพายุดังกล่าว คือพลังงานชนิดเดียวกันกับที่รีอาร์ใช้ขว้างซัดใส่เด็กหนุ่มผู้หลบอยู่หลังรถเกวียนจนพังยับเยิน สิ่งนี้คือ  ** สปีริต **
    "ได้สติเสียทีสิ ทาร่าจะยอมให้พวกมันบงการไปถึงไหน นี่ข้าไงเล่ารีอาร์จำกันไม่ได้แล้วรึ" 
    ชายหนุ่มพูดขณะกำลังรับแรงจากการปะทะที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงไป หอกเหล็กของเขาค่อยๆงอดัดเข้ามาหาตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แรงกดจากหญิงสาวมีแต่เพิ่มมากขึ้นๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับหืดขึ้นคอเหงื่อแตกพลั่ก ตาเหลือกตัวสั่นร้อนลนจากการเกร็งกล้ามเนื้อรับการโจมตีอย่างกะทันหัน เขากลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ก่อนจะดันกลับไปโดยอาศัยพลังแฝงภายในกายเข้าช่วย 
    "!!ซู่วววว!!
    รังสีใสบริสุทธิ์มองเห็นเป็นเปลวคลื่นคล้ายความร้อนจากเพลิงระอุแผ่ออกมาจากร่างแล้วห่อหุ้มกายเขาเอาไว้ ตั้งแต่หัวจรดเท้ามองเห็นปราณลุกโหมโบกสะบัดไปมาค่อยๆแผ่ลามไปหาอาวุทธที่ถือกำแน่นในมือ ครั้นเมื่อโลหะเงินสัมผัสต้องพลังงานรังสีก็แปรเปลี่ยนจากอาวุทธธรรมดากลายเป็นศาสตราทำลายล้างทรงอาณุภาพเพิ่มทวีคูณ  เหล็กที่เคยถูกดัดงอโดยแรงกดจากอาวุธอีกฝ่ายเริ่มคืนรูปกลับเป็นแท่งตรงแข็งแกร่งและยากที่จะดัดงอได้เหมือนเดิมราวกลับมีมวลโครงสร้างธาตุอันหนึ่งอันใดเสริมเพิ่มเติมเข้าไปภายในเนื้อโลหะ ซึ่งดัดง่ายตามคุณสมบัติลักษณะธาตุหลอมเหลวคืนรูป ทาร่าถูกดันกลับด้วยแรงที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด พลังปราณสปีริตของลีอาร์เหนือกว่าเธอประมาณหนึ่งเท่าตัว เขาออกแรงผลักด้วยแขนทั้งสองข้างเต็มกำลังสะท้อนปราณที่เคลือบหอกของหล่อนกลับคืนไป หญิงสาวผละกระเด็นถอยหลังเสียหลักไม่เป็นท่า รีอาร์อาศัยจังหวะที่เธอเสียการทรงตัวพุ่งเข้าหาใช้มือขวาจับหอกอันเป็นอาวุทธในมืออีกฝ่ายแล้วเหวี่ยงให้พ้นจากความครอบครองของเธอ ก่อนจะเคลื่อนตัวไปด้านหลังด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ใช้ฝ่ามือสับเข้าที่ต้นคอจนอีกฝ่ายหมดสติแน่นิ่งทรุดร่วงลงกับพื้น ชายหนุ่มรีบประคองรับไม่ให้ศรีษะของเธอกระแทกพื้นทราย ก่อนวางร่างลงนอนแนบแนวระนาบให้พักผ่อน เป็นอันปิดฉากการดวลที่ไม่จำเป็นลงได้อย่างงดงาม
    "โอ้โห ดูท่านผู้นี้สิอลิเบลต่อสู้เก่งชะมัด แบบนี้กระผมก็ได้ของสะสมตัวใหม่ที่มีฝีมือมาเพิ่มอีกหนึ่งล่ะนะ ฮ่าๆๆๆ"
    ลีโอหัวเราะชอบใจ ยืนตบมือให้การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างสองสามีภรรยา เขากระโดดลงจากหลังคาเดินเข้ามาหารีอาร์พร้อมกับยิ้มให้ ใบหน้านั้นชวนสยองพิลึกอย่างไรบอกไม่ถูก รีอาร์สบตาเขาไม่กระพริบ เต็มไปด้วยความเดือดดาลและร้อนผ่าวกระหายอยากพุ่งเข้าไปเข่นฆ่าศัตรู เท้าขนาดกลางสวมบูธหนังสัตว์สีแดงเข้มก้าวเข้ามาหาเขาโดยไม่มีความรู้สึกกังวลแต่อย่างใด ชูแขนข้างที่ถือวัตถุสีขาว เมื่อดูอย่างพินิจใกล้ๆ ทำให้รู้ว่าของสิ่งนี้คือขลุ่ยที่ทำมาจากเขาหรือไม่ก็กระดูกสัตว์ ประดับอัญมณี 3 สีทรงกลมรูปไข่ขนาดเท่าลูกปัด ได้แก่ สีแดง, สีฟ้าและสีเหลืองฝังตรงบริเวณคอช่วงบนใกล้กับรูเป่า สันฐานกลมยาวเป็นปล้องแผ่รังสีชวนน่าขนลุกออกมาไม่ขาดสายเมื่อถูกถืออยู่ในมือของบุรุษหนุ่มสวมผ้าคลุมผู้นี้
    "แกทำอะไรกับเธอ" 
    รีอาร์ตวาดถาม
    "ไม่ต้องรู้หรอกขอรับ เพราะอีกเดี๋ยวคุณก็จะเป็นเหมือนหล่อนแล้ว"
    สองมือหยิบขลุ่ยสีขาวขึ้นมาประทับเตรียมทำท่าจะเป่า แต่ก่อนที่เขาจะได้บรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีสุดพิศวงนั้น หอกอันคมกริบอัดแน่นเต็มไปด้วยปราณร้ายกาจก็พุ่งสวนเข้ามา เป้าหมายของมันคือศรีษะของบุรุษหนุ่มสวมผ้าคลุมผู้นี้ ความเร็วจากแรงเหวี่ยงด้วยแขนเต็มกำลังของรีอาร์ซัดเข้าหาเป้าหมายที่กำลังเดินหลับตาสาวเท้าเข้ามาใกล้ เพียงระยะห่างไม่ถึงคืบ ลีโอเอียงหัวหลบไปทางซ้าย ส่งผลทำผ้าคลุมหลุดออกจากศรีษะโบกไปทางขวา รับคมหอกแทงทะลุขาดวิ่นทะลวงไปเบื้องหลังหายเข้าไปในเงามืด ไม่นานเกินวินาทีก็แผดเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อปะทะกับพื้นทรายด้วยแรงอาณุภาพแห่งปราณแฝง เขาหลบมันโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้เพียงริ้วรอยถลอกบนใบหน้า ก่อนจะลืมตาขึ้นมาจ้องรีอาร์อย่างเลือดเย็น บรรจงกดนิ้วลงบนรูโน๊ตขลุ่ยปลดปล่อยเสียงเพลงมายาลอยครอบคลุมทั่วอาณาบริเวณ 
    "อะไรกันนี่"
    รีอาร์ผู้กำลังตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าจะมีใครสามารถหลบหอกปราณของตนได้ในระยะประชิดเผาขนขนาดนี้มาก่อน เริ่มมีอาการตาพร่าหนักศรีษะเหมือนจะเป็นลมล้มพับ เช่นเดียวกับหัวหน้าคณะเดินทางและลูกขบวนคนอื่นๆ เหมือนอากาศโดยรอบถูกปรับสภาพนิ่งและทำให้หนักขึ้น ร่างกายและสติของพวกเขารวนไปหมดไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกแขนหรือพยุงร่างยืน ต่างค่อยๆหมดสติล้มพับไปทีละคนสองคน กระทั่งถึงคิวรีอาร์เป็นรายสุดท้าย
    "มนต์มายานิทรารมณ์" 
    ผู้บรรเลงกล่าวเบาๆหลังจบเพลง แสยะยิ้มด้วยความรื่นรมณ์หาที่สุดไม่ได้ เขม็งมองยังเป้าหมายสองสามีภรรยาผู้ซึ่งบัดนี้สลบลงราบคาบทิ้งร่างนอนเคียงคู่อยู่บนพื้น
    "ของเล่นใหม่ ของกระผม หึหึหึ ได้มาแล้ว"
    เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยือก สำแดงอาการวิถารอย่างพิกลจะคาดเดา


    #โปรดติดตามตอนต่อไป
    (บทประพันธุ์ :  มังกรขาวเล่าเรื่อง)