ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 ข้าบินได้?

            เดิมทีเย่เทียนต้องการฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดของขอบเขตปรมาจารย์ก่อนที่จะออกจากฐานทะเลมารแต่หลังจากฝึกฝนไปเพียงยี่สิบกว่าวัน เมื่อพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นอีก 10 ช้าง ทันใดนั้นก็มีข่าวหนึ่งแพร่กระจายออกมาจนทำให้แผนการของเย่เทียนยุ่งเหยิง

            “มีบางอย่างเกิดขึ้นที่ฐานหลินไห่?”

            เย่เทียนขมวดคิ้ว

            ข่าวนี้มาจากเยว่หลิงซึ่งมันไม่น่าจะเป็นเพียงข่าวลือ

            สำหรับฐานหลินไห่หากพูดว่าเย่เทียนไม่มีความรู้สึกใดๆ กับมัน นั่นคงจะเป็นเรื่องโกหกมันเป็นที่ที่เขาเคยอยู่และยังเป็นบ้านเกิดของเขาและน้องสาว

            แม้ว่าตอนนี้เขาจะตั้งรกรากที่ใหม่ที่ฐานทัพทะเลมารแล้วแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะลืมบ้านเกิดของตัวเองเขายังไม่ได้ขายวิลลาของเขาที่ฐานหลินไห่ด้วยซ้ำเพื่อว่าสักวันเขาจะสามารถกลับไปบ้างเป็นบางครั้ง

            แต่ตอนนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นที่ฐานหลินไห่

            เย่เทียนจึงรีบติดต่อเยว่หลิงทันทีเขาต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและรายละเอียดที่มากกว่านี้จากปากของเยว่หลิงเพราะก่อนหน้านี้เยว่หลิงส่งข่าวมาให้เขาเพียงแค่ประโยคสั้นๆโดยไม่มีรายละเอียดใดๆ อื่นอีก

            หนึ่งชั่วโมงต่อมา

            เย่เทียนก็ได้พบกับเยว่หลิงอีกครั้ง

            “เยว่หลิง เกิดอะไรขึ้นที่ฐานหลินไห่?” เย่เทียนขมวดคิ้วและถาม

            สีหน้าของเยว่หลิงดูเคร่งขรึม“คลื่นสัตว์อสูรกําลังก่อตัว และฐานหลินไห่ก็อยู่ในระยะที่ได้รับผลกระทบหากเป็นสถานการณ์ปกติ ฐานทัพทะเลมารคงจะไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะตำแหน่งของฐานหลินไห่เป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญ มันเป็นประตูสู่ฐานทะเลมารแต่ตอนนี้ฐานทัพทะเลมารไม่สนใจฐานหลินไห่อีกต่อไปเพราะคลื่นสัตว์อสูรในครั้งนี้ได้กวาดผ่านฐานทัพใหญ่หลายฐานโดยตรงการสูญเสียฐานทัพหลินไห่สร้างกระทบเพียงเล็กน้อยต่อฐานทะเลมารเท่านั้นเรื่องนี้มีเพียงสมาชิกหลักของตระกูลใหญ่ของฐานทะเลมารเท่านั้นที่รู้และเพราะฉันกลายเป็นปรมาจารย์แล้ว สถานะของฉันในตระกูลจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากฉันจึงรู้ข้อมูลนี้มา เมื่อนายรู้แล้วก็อย่าได้แพร่งพรายออกไปล่ะมิฉะนั้นมันจะเกิดความสับสนวุ่นวายในฐานทะเลมารอย่างแน่นอนฉันได้ยินมาว่าคลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้น่ากลัวกว่าคลื่นสัตว์อสูรเมื่อสี่สิบปีก่อนเสียอีก!”

            “น่ากลัวยิ่งกว่าสี่สิบปีก่อนอีก!”

            เย่เทียนหรี่ตาลงเขาตระหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่าทำไมฐานทะเลมารถึงต้องละทิ้งฐานหลินไห่เพราะฐานทะเลมารเองก็กําลังตกอยู่ในอันตรายเช่นกันแล้วพวกเขาจะมีเวลาไปสนใจฐานหลินไห่ได้อย่างไร!

            ในการเผชิญหน้ากับคลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้ฐานหลินไห่ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น

            “เยว่หลิง คุณคิดว่ามีโอกาสมากแค่ไหนที่ฐานหลินไห่จะล่มสลาย” เย่เทียนถาม

            “เกือบ 100%!” เยว่หลิงถอนหายใจ “เย่เทียนนายไม่รู้หรอกว่ามีฐานทัพถูกทำลายไปกี่ฐานในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาตระกูลเยว่ของฉันรู้สิ่งต่างๆ มากมาย อย่ามองว่าฐานทัพใหญ่นั้นรุ่งเรืองนะมันสามารถล่มสลายได้ทุกเมื่อ และสถานการณ์ของมนุษย์ก็ยิ่งแย่ลงทุกวันว่ากันว่ารอยแยกของมิติยังคงขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจะมีสัตว์อสูรที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีสักวันหนึ่งมนุษยชาติอาจจะจบสิ้นเลยก็ได้”

            บรรยากาศที่หนักอึ้งแผ่กระจายไปทั่วระหว่างเขากับเยว่หลิง

            ในตอนนั้นเองเย่เทียนก็เอ่ยปากขึ้นว่า

            “ผมจะไปที่ฐานหลินไห่ ผมหวังว่าคุณจะช่วยดูแลน้องสาวของผมให้นับว่าครั้งนี้ผมติดค้างคุณแล้ว!”

            “ฉันช่วยดูแลน้องสาวของนายได้ นี่แค่เรื่องเล็กน้อยแต่นายแน่ใจแล้วหรือว่าจะไปที่ฐานหลินไห่ นายไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?”

            เยว่หลิงพูดด้วยใบหน้าที่ดูไม่ดีนัก

            แม้ว่าฐานทะเลมารจะตกอยู่ในอันตรายแต่ฐานนี้ก็ยังมีโอกาสสูงที่จะรับมือกับคลื่นสัตว์อสูรได้ หากรับมือไม่ไหวจริงๆฐานทัพทะเลมารยังสามารถขอความช่วยเหลือจากฐานระดับสูงสุดได้

            แต่ฐานหลินไห่ไม่มีแม้แต่ค่ายกลป้องกันเมื่อฝูงสัตว์อสูรพุ่งเข้าโจมตี มันจะกลายเป็นเศษซากในพริบตาแม้แต่ระดับราชาก็ยังยากที่จะต่อกรกับคลื่นสัตว์อสูรเพียงลำพัง

            แล้วเย่เทียนเทียนแข็งแกร่งแค่ไหนกัน? เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์เท่านั้น!

            ปรมาจารย์ต้องการต่อสู้กับคลื่นสัตว์อสูรแม้แต่กลุ่มเล็กๆ ของฝูงสัตว์อสูรก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรมาจารย์จะรับมือได้

            “เย่เทียน นายทำแบบนี้มันอันตรายเกินไปนะ มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเลย!”

            เยว่หลิงพยายามเกลี้ยกล่อม

            เย่เทียนยิ้มเล็กน้อย“วางใจเถอะ ผมไม่ได้โง่นะ ถ้าผมต้องการจะหนีก็ไม่มีอะไรที่สามารถขวางผมได้หรอก”

            คําพูดของเย่เทียนไม่ใช่คำพูดโอ้อวดแต่อย่างใดด้วยระดับการบ่มเพาะในปัจจุบันของเขาบวกกับพรสวรรค์ด้านความเร็วระดับสูงสุดเขายังมีความเร็วมากกว่าระดับราชาบางคนด้วยซ้ำนอกจากนี้เขายังมีพรสวรรค์ด้านการบินระดับสูง เขาสามารถบินหนีได้ทุกเมื่อ

            พรสวรรค์ในการบินระดับสูงสามารถเพิ่มความเร็วได้10เท่า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความเร็วสูงสุด แต่บนอากาศไม่มีสิ่งกีดขวางเขาสามารถบินหนีได้อย่างเต็มที่แม้แต่สัตว์อสูรชั้นยอดที่บินได้ก็ไม่สามารถหยุดเขาได้ เย่เทียนเชื่ออย่างนั้น

            เขาที่มีพรสวรรค์พิเศษมากมายและอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ที่ฆ่าได้ยากที่สุดในโลก

            ด้วยไพ่ตายเหล่านี้เขาจึงกล้าที่จะเดินทางไปยังฐานหลินไห่ มิฉะนั้นเขาคงไม่โง่พอที่จะเอาชีวิตไปทิ้ง

            เยว่หลิงรู้ว่าเธอไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเย่เทียนได้เธอจึงกล่าวกําชับ “เย่เทียน ระวังตัวด้วย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็รีบกลับมา”

            เย่เทียนพยักหน้าและแยกทางกับเยว่หลิง

            ก่อนจากไปเย่เทียนได้กําชับเย่หยูเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างแต่เขาไม่ได้พูดถึงวิกฤติของฐานหลินไห่และคลื่นของสัตว์อสูรมันไร้ประโยชน์ที่จะกล่าวและมันยังจะทำให้เย่หยูกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขาอีกด้วย

            “เสี่ยวเซวี่ย ไปกันเถอะ ฉันจะพาแกออกไปข้างนอกแกพูดอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอว่ากินไม่อิ่มน่ะ คราวนี้ฉันจะให้แกกินจนพุงกางเลย”เย่เทียนเตะมังกรโลหิตสงครามที่กําลังหลับ

            “นายท่านพูดจริงเหรอ?”

            มังกรโลหิตสงครามตื่นขึ้นมาและได้ยินคําพูดของเย่เทียนมันเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างตื่นเต้น

            “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง รีบไปกันเถอะ!”

            เย่เทียนเร่งเร้า

            “ดี!”

            มังกรโลหิตสงครามรีบตามเย่เทียนไปทันที

            การที่ทั้งคู่เดินไปตามถนนไม่ได้ทำให้เกิดความโกลาหลมากนักแม้มนุษย์ในยุคนี้จะไม่เคยเห็นมังกรมาก่อนแต่มังกรโลหิตสงครามและมังกรในนิยายนั้นมีรูปลักษณ์แตกต่างกันร่างกายของมันไม่ได้เพรียวบางแต่กลับแข็งแรงมาก

            ในสายตาของคนอื่นบางทีพวกเขาอาจจะคิดว่ามังกรโลหิตสงครามอาจเป็นอสูรมังกรทั่วไป

            ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวเซวี่ยก็ได้ปกปิดกลิ่นอายของมังกรที่แท้จริงเอาไว้อย่างสมบูรณ์ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้เลยว่ามันไม่ใช่เพียงสัตว์อสูรธรรมดา

            ไม่นานเย่เทียนและเสี่ยวเซวี่ยก็ออกจากฐานทะเลมารและมาถึงเขตป่า

            “เสี่ยวเซวี่ย แกพาฉันบินไปฐานหลินไห่มันจะเร็วกว่า!”

            เย่เทียนสั่ง

            “บิน? ข้าบินได้ด้วยเหรอ?”

            เสี่ยวเซวี่ยพูดอย่างโง่งม

            มันยังไม่มีโอกาสได้บินเลยสักครั้งมันคิดว่าตัวเองเป็นสัตว์อสูรเช่นเดียวกับเสี่ยวจินมาโดยตลอด

            เย่เทียนจ้องเสี่ยวเซวี่ยเป็นเวลานานเขาอยากจะทุบตีมันให้สาสม มันคือมังกร แถมยังมีพรสวรรค์ด้านการบินระดับสูงอีกด้วยแต่มันกลับบอกว่าตัวเองบินไม่ได้?

            “แกมีพรสวรรค์ด้านการบินระดับสูง แกสามารถบินได้แน่นอนดังนั้นแกต้องลองด้วยตัวเอง ถ้าแกไม่บินแกจะไม่ได้กินเลือดสัตว์อสูรอีกแล้ว!”เย่เทียนเริ่มใช้เลือดของสัตว์อสูรเพื่อข่มขู่เสี่ยวเซวี่ย

            เมื่อได้ยินว่ามันจะไม่ได้ดื่มเลือดสัตว์อสูรอีกเสี่ยวเซวี่ยก็ร้อนใจขึ้นมาทันที

            มันเปิดใช้งานพรสวรรค์ในการบินเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จและเข้าใจวิธีบินได้อย่างรวดเร็ว

            “ที่แท้ข้าก็คือมังกรที่บินได้!”

            เสี่ยวเซวี่ยพูดอย่างตื่นเต้น

            พรึบ!

            แสงสายหนึ่งปรากฏขึ้นพริบตาเดียวเสี่ยวเซวี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เย่เทียนและหมอบลง

            “นายท่านที่รัก ขึ้นหลังข้าเถอะ เสี่ยวเซวี่ยจะพาท่านบินเอง!”

            เย่เทียนกระโดดขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวเซวี่ยและนั่งขัดสมาธิจากนั้นชี้ไปยังทิศทางของฐานหลินไห่

            “มุ่งตรงไปยังทิศทางนั้น!” พูดจบเสี่ยวเซวี่ยก็พุ่งออกไปทันที

    คล้ายกับเรื่องระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】 ที่คุณอ่าน