ตอนที่ 52 ท้าทาย
“ยังมีระเบียบใหม่จากจักรวรรดิอีกข้อหากผู้ใดพบเจอสระฟ้าดินใหม่ไม่ว่าจะเป็นสระฟ้าดินระดับใดก็ตามเพียงแจ้งเรื่องเข้ามาที่สำนักต่างๆผลึกสวรรค์ขั้นต่ำสองหมื่นเม็ดจะเป็นของผู้แจ้งทันที และเมื่อเรื่องประกาศออกไป หากทางพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถยึดครองได้ผู้แจ้งยังจะได้รับอีกหนึ่งหมื่นเม็ด และเพื่อให้ทุกพรรคแข่งขันกันเสาะหา สรรสร้างยอดฝีมือรุ่นใหม่จากนี้ไปกฏการครอบครองสระฟ้าดินจะถูกยกเลิก พรรคใดแข็งแกร่งได้ครอบครองพรรคใดอ่อนแอย่อมถูกกลืนกินสำนักเล็กๆอยากครอบครองสระฟ้าดินต้องรีบเพิ่มระดับเป็นพรรคถึงจะครอบครองได้ เพิ่มเติมกฎห้ามสังหารผู้มีกายพรสวรรค์ชั้นราชันย์ขึ้นไปดับสุดท้ายพรรคใดก็ตามที่สามารถสร้างยอดฝีมือรุ่นเยาว์เข้าร่วมพรรคหลักเป็นศิษชั้นนอกได้หนึ่งคนจะได้รับสิทธ์ครอบครองสระฟ้าดินหนึ่งแห่งห้ามแย่งชิงเป็นเวลาหนึ่งปี นอกนั้นสามารถแย่งชิงกันได้ตลอดเวลาพวกท่านต้องคำนึงให้ดีว่ามีกำลังเพียงพอจะครอบครองได้ทั่วถึงหรือไม่นี่คือประกาศจากเจ้าเมืองดินแดนหอคอยเทพที่ส่งไปทั่วทั้งห้าเมืองหวังว่าพวกท่านจะกระตือรือร้นให้มาก”
สิ้นเสียงการประกาศ ทั้งหมดถึงกับนิ่งงันไปต่างรู้สึกได้ถึงการแย่งชิงสระฟ้าดินจะดุเดือดที่จะตามมาแม้จะยังมีกฎห้ามสังหารผู้มีกายพรรสวรรค์ระดับราชันย์แต่ระดับต่ำลงมายังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าหวาดหวั่นควรรู้ว่ากายพรรสวรรค์ระดับราชันย์ขึ้นไปหายากแล้วยังการขยับระดับกายพรสวรรค์จากระดับปฐพีขึ้นระดับราชันย์ยิ่งยากเย็นกว่าหากกฎนี้ถูกบังคับใช้ผู้มีกายพรรสวรรค์ต่ำกว่ากายราชันย์หากไม่ถูกสังหารก็ต้องก้มหัวให้กับผู้มีพลังเหนือกว่า ยิ่งคิดยิ่งรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดเลือนรางตามมา ยิ่งเป็นสระฟ้าดินระดับกลางยิ่งต้องเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันจนบ้าคลั่งแน่นอน
ควรรู้ว่าสระฟ้าดินขั้นต่ำที่ยี่สิบสำนักครอบครองอยู่จะถูกปลดจากการครอบครองทันทีหนึ่งเดียวที่ทำได้คือหากไม่หาผู้เข้าร่วมสำนักเพิ่มเติ่มเพื่ออัพเป็นพรรคก็ต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด พรรคใหญ่ทั้งสามก็พร้อมเดินหน้าครอบครองสระฟ้าดินเพิ่มเติมเสริมความมั่นคงมั่งคั่ง เพื่อรองรับส่งเสริมเด็กรุ่นใหม่ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะเพาะบ่มยอดฝีมือรุ่นใหม่ได้ทันพรรคอื่น
“เออ...เกือบลืม ตรากฎบังคับใหม่นี้จะมีผลในอีกสิบวัน พร้อมกับทุกเมืองในอาณาจักรจักรวรรดิแห่งฟ้าจะมีร้านค้าตรากฎมาเปิดจำหน่าย ที่สำคัญจะมีตรากฎที่เพิ่งคิดค้นโดยปรมาจารย์ข่ายมนต์เรียกว่าตรากฎคืนชีวิต ตรากฎนี้จะมอบชีวิตให้หนึ่งครั้งๆแต่จำกัดเพียงผู้มีพลังต่ำกว่าระดับปรมาจารย์จึงจะเป็นผล ด้วยความยากลำบากในการจัดสร้างทุกเมืองจะได้รับมาจำหน่ายเพียงหนึ่งพันชิ้นต่อเดือนเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อรักษาทรัพยากรมนุษย์หวังว่าตรากฎนี้จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า” ครูฝึกลำดับที่ห้าหันไปมองดูรอบๆครั้งหนึ่ง“เป็นอันจบเรื่องของจักรวรรดิ มาต่อที่รางวัลให้ผู้ชนะ ครั้งนี้นับเป็นกรณีพิเศษในรอบร้อยปีผู้ชนะเลิศทางพรรคหลักมอบสิทธิการเป็นศิษย์ชั้นในทันที”
จบคำกล่าวนี้เสียงดังอื้ออึงอีกครั้งทันทีหลังจากหายตะลึงงันกับประกาศจักรวรรดิ เหล่าผู้ชมหรือแม้แต่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องตระลึงเพราะการเป็นศิษย์ชั้นในจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย รวมถึงการคุ้มครอง ส่งเสริมจากพรรคหลักสิทธินี้ต่อให้มีผลึกสวรรค์ขั้นกลางหนึ่งแสนเม็ดยังแลกมาไม่ได้ นับเป็นรางวัลใหญ่อย่างแท้จริง
เหลียงผิงอันยืนตะลึงพักใหญ่ก่อนจะรับมอบตรารางวัลสีทองจากครูฝึกลำดับที่ห้าไปอย่างตื่นเต้นไม่แพ้ผู้ใดเช่นกันพร้อมยังได้รับผลึกสวรรค์ขั้นกลางอีกห้าพันเม็ดต่อด้วยโง้วลู่หานได้รับผลึกสวรรค์ขั้นกลางสามพันเม็ด จากนั้นอันดับสามร่วมกันลู่ชางกับอู่หยางได้ผลึกสวรรค์ขั้นกลางคนละหนึ่งพันเม็ด
“ มาถึงช่วงสุดท้าย เนื่องจากได้รับหน้าที่คัดสรรเด็กที่มีความสามารถเข้าเป็นศิษย์ชั้นนอกอีกสามคน”หลังจากมอบรางวัลจบ ครูฝึกลำดับที่ห้ากล่าวต่อทันที “สำหรับผู้ถูกเลือกอาจจะไม่ใช่ผู้เก่งที่สุด แต่เหมาะสมที่สุด อันดับหนึ่ง คุณชายโง้วลู่หาน”
เสียงเฮดังสนั่นมาจากฝากหนึ่งของมุมผู้ชมซึ่งคาดว่าเป็นคนของตระกูลโง้วมาเชียร์ พร้อมกับโง้วลู่หานยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจเดินออกมาคารวะต่อครูฝึก
“อันดับสองคุณหนูหงส์เยี่ย”
“ฉัน...?” เสียงเด็กหญิงหงส์เยี่ยดังโพลงขึ้น ใบหน้ายังเหวออยู่จนต้องให้เด็กอ้วนผลักดันค่อยก้าวเท้าออกไปอย่างประหม่าขึ้นไปบนเวที
“อันดับสาม... ความจริงก็ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเป็นผู้ใดดี”ครูฝึกลำดับที่ห้ามองไปทางเด็กๆที่ต่างมีสีหน้าคาดหวังจนไปหยุดที่หน้าเด็กผู้หนึ่ง“เฮงฉีเทียน ข้าเลือกเฮงฉีเทียนเป็นคนที่สาม”
สิ้นเสียงบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเด็กๆที่เข้าร่วมชุมนุมชาวเมืองที่เข้ามาชมดู หรือแม้แต่เหล่าผู้สูงศักดิ์ ต่างพูดคุยถึงความเหมาะสมยิ่งตลอดการแข็งขัน เด็กชายหินแทบไม่ได้แสดงอะไรที่โดดเด่นแม้จะเป็นตอนต่อสู้กับโจวหังซานก็ยังดูก่ำกึ่งไม่เด่นชัดโดยเฉพาะอู่หยางที่เข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายที่ใช้ดวงตาอาฆาตมาดร้ายจ้องมองเด็กชายหินด้วยความอิจฉาริษยาจนตัวสั่น
“พี่ใหญ่!! ท่านได้รับเลือก”เด็กอ้วนเห็นพี่ใหญ่ของตนไม่ยอมเดินออกไป รีบดันไหล่กระแทกกระตุ้นเตือนเด็กชายหินเพียงหันมายิ้มให้กับลู่เฉียวทั้งยังส่งเสียงทางลมปราณไปทางพี่น้องทั้งสามของตนว่า “หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นพวกเจ้าห้ามเคลื่อนไหวเด็ดขาด” แล้วก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าวแล้วหยุดลง
“ขอบพระคุณท่านผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่การคัดสรรนี้ผมสามารถปฏิเสธได้หรือไม่...”เด็กชายหินผสานมือกล่าวราวกับได้รับโชคที่น่าเบื่อหน่าย
“เจ้าเด็กโง่นั่น ไม่ยอมรับข้อเสนอ” เสียงกลุ่มผู้เข้าชมดังขึ้นจากนั้นก็เกิดเสียงพูดคุยกันกระหึ่มไปทั่ว
“สมองคงพิการไปข้าง หากเป็นข้าจะรีบก้มกราบทันทีเลย”
“ที่แท้เป็นเด็กขยะ ปล่อยให้มันอยู่แบบนี้แหล่ะ” ยิ่งพูดคุยยิ่งเสียงดังยิ่งด่าทอต่อความสิ้นคิดของเด็กชายหิน บางคนถึงขนาดสาปแช่งอย่างเสียๆหายๆ
ครูฝึกลำดับที่ห้าหุบยิ้มเย้ยหยันคนทั่วหล้าลงทันทีสีหน้าหม่นลงอย่างคับข้องใจ พยายามควบคุมอารมณ์กล่าวเสียงเย็นลงว่า
“เจ้ามีเหตุผลอะไร ถึงปฏิเสธข้อเสนอที่คนทั้งเมืองอยากจะได้สิทธินี้”
“ผมคิดว่าอยู่ที่นี่น่าจะดีกว่า ท่านก็รู้อยู่ผมเป็นเด็กขยะ พรสวรรค์ห่วยๆ ถึงท่านนำผมไปแล้วจะได้อะไรในเมื่อพวกท่านไม่เคยเห็นความสำคัญกับผู้มีพรสวรรค์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเห็นว่าเสียเวลาเสียทรัพยากรไม่คุ้มค่า” เด็กชายหินจ้องมองครูฝึกลำดับที่ห้าอย่างมุ่งมั่น“ การอยู่ใต้ผู้มีความคิดเช่นนั้น สู้ผมอยู่ที่นี่ยังจะดีเสียกว่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” ครูฝึกลำดับที่ห้าหัวร่อออกมาอย่างดังทั้งยังแฝงพลังระดับสรรพธาตุขั้นห้าเกิดเป็นคลื่นพลังกระแทกใส่ทุกผู้คนจนแทบทรุดลงกับพื้นพลังระดับนี้นอกจากสามประมุขพรรคใหญ่แล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถต้านได้แม้แต่คนเดียว ยังดีที่เพียงไม่นานคลื่นปั่นป่วนสงบลง “เจ้าเด็กขยะที่ข้าสนใจก็เพียงความรู้ด้านสมุนไพรเท่านั้น อย่าได้ทะนงตนเกินไป ในเมื่อคิดว่าว่าอยู่ที่นี่ดีกว่าเช่นนั้นจงอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตขยะเน่าๆของเจ้านี่คือประกาศจากข้าผู้เป็นตัวแทนแห่งพรรควิถีเทพ นับจากนี้ไปเฮงฉีเทียนหากออกจากสำนักจะไม่อาจเข้าร่วมพรรคใดๆในสังกัดพรรควิถีเทพผู้ใดรับมันเข้าพรรคถือว่าเป็นกบฏต่อพรรคหลัก ผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียวที่ได้คือหายไปจากโลกใบนี้ข้าจะดูน้ำหน้าขยะว่าจะฝึกปรือวรยุทธ์อย่างไรได้ รีบๆไปให้พ้นหน้าข้า”ครูฝึกลำดับที่ห้าถึงกับประกาศกร้าวด้วยโทสะ พร้อมดีดนิ้วคราหนึ่ง ส่งพลังแหลมคมรวดเร็ว ทรงพลังสุดเปรียบปานใส่เด็กชายหินอย่างดุร้าย
ปัง... เด็กชายหินอย่าว่าแต่จะหลบหลีก เพียงคิดก็ยังไม่ทันสำนึก ถูกพลังดรรชนีกระแทกใส่อย่างจังใบหน้าถึงกับดับมืด เลือดฉีดออกจากปากราวกับน้ำพุ ร่างปลิวไปไกลนับพันเมตรค่อยตกถึงพื้นไม่ขยับเขยื้อนอีกเลยภายใต้สายตาของชาวเมืองนับแสนคน บางคนยินดีกับความโชคร้าย บางคนนึกสงสารบางคนรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของเด็กชายต่างเจ็บแค้นแทน รู้สึกว่าอย่างน้อยเด็กผู้นี้มีความคิดดีกว่าพวกยิ่งใหญ่มากมายนักแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะระบายลมหายใจดังเกินไปด้วยโทสะของยอดฝีมือระดับสรรพธาตุ คนเพียงแสนคนนับเป็นเช่นไรได้แต่ภาวนาในใจให้เด็กชายยังมีชีวิตรอดต่อไป แม้แต่ในกลุ่มผู้สูงศักด์เหล่าประมุขทั้งห้า ในความคิดส่วนตัวเด็กชายหินอาจจะกล่าวเกินเลยดูอวดดีเพียงใดก็ยังรู้สึกว่าบทลงโทษรุ่นแรงเกินไปแต่ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวช่วยเหลือทางด้านสามประมุขพรรคใหญ่ที่มีขีดความสามารถยับยั้งได้ก็ยืนชมดูเงียบงัน นอกจากคนผู้หนึ่งที่กล้าเคลื่อนไหวประมุขพรรคปีกวายุฮัวชิงหลันพลันเอ่ยขึ้นว่า “บทลงโทษที่ไม่อาจเข้าร่วมพรรคนับว่าโหดร้ายอยู่แล้ว ท่านกลับลงมือต่อเด็กผู้หนึ่งไม่รู้สึกว่ากระทำเกินไปหรือ?”สิ้นเสียงร่างอ้อนแอ้นพร่าเลือนไปปรากฏข้างกายเด็กชายหินโดยมีสายตาของครูฝึกลำดับที่ห้าจับจ้องอย่างขัดใจ แต่ไม่อาจอาละวาดออกมาได้ เพราะถึงอย่างไรประมุขพรรคปีกวายุเป็นยอดฝีมือระดับสูงล้ำทั้งยังมีผู้สนับสนุนในพรรคหลักที่ตนเองก็ไม่อาจแตะต้องได้
ฮัวชิงหลันรู้สึกชมชอบลักษณะนิสัยของเด็กชายหินคิดเข้ามาใช้ลมปราณช่วยเหลือแต่เพิ่งมาถึงเด็กชายหินที่ควรบาดเจ็บสาหัสกลับค่อยดิ้นรนลุกขึ้นยืน แม้จะดูลำบากอย่างสุดแสนกับการลุกครั้งนี้แต่เด็กชายไม่ยินยอมรับการช่วยเหลือจากประมุขพรรคปีกวายุ ในที่สุดร่างยืนหยัดตัวตรงเห็นที่กลางอกเสื้อผ้าถูกพลังทำลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เผยเห็นหน้าอกที่เลือดเนื้อปริแตกดูน่ากลัวหากแต่ใบหน้าของเด็กชายกลับมีรอยยิ้มเย้ยหยันปนท้าทายสายตาจับจ้องไปทางครูฝึกลำดับที่ห้าที่มีสีหน้าประหลาดใจที่เด็กชายหินกลับยังลุกสามารถยืนขึ้นได้
“หนึ่งนิ้วครั้งนี้สังหารข้าไม่ได้ ครั้งต่อไปยิ่งทำไม่ได้ สักวันข้าเฮงฉีเทียนจะส่งมอบความกรุณากลับคืนหนึ่งนิ้วเช่นกัน” เด็กชายยกมือขึ้นบาดเลือดที่ยังใหลซึมออกมาพร้อมส่งสายตาขอบคุณฮัวชิงหลัน ก่อนหันหลังลากเท้ามุ่งไปทางประตูเคลื่อนย้ายเพื่อกลับออกไปเบื้องนอก แผ่นหลังเด็กชายสร้างความประทับใจให้กับชาวเมืองจำนวนหนึ่ง
ครูฝึกลำดับที่ห้าส่งเสียงหึอย่างไม่พอใจความจริงคิดทำให้เด็กอวดดีต้องพิการไป เมื่อเห็นเด็กชายกำลังเดินจากไปต้องรู้สึกหงุดหงิดอย่างมากแต่ภายใต้การคุมเชิงจากประมุขพรรคปีวายุได้แต่กล้ำกลืนไว้ แต่แล้วนึกได้เรื่องหนึ่งสายตากวาดไปมองเหล่าผู้เข้าประลองจนมาหยุดที่เด็กผู้หนึ่งนั่นคืออู่หยางที่มีประกายตาเย้ยหยันเมื่อมองดูเด็กชายหิน
“อู่หยางหากเจ้าทำให้เจ้าขยะพิการได้ ข้าจะพาเจ้าไปด้วยคงรู้ว่าต้องทำเช่นไร ”เสียงส่งผ่านลมปราณส่งไปทางเด็กชายอู่หยางได้ยินเพียงผู้เดียว
อู่หยางหันไปสบตากับครูฝึกลำดับที่ห้าด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนดวงตาเปล่งประกายก่อนพลิ้วกายตรงไปหาเด็กชายหินที่ใกล้ถึงทางออก ส่งเสียงว่า
“หยุดก่อนเจ้าขยะ...”
เด็กชายหินหยุดเท้าลงทันที ริมฝีปากยกยิ้มเอ่ยเสียงเย็นกับตนเองว่า“หึ...กำลังหงุดหงิดกลับมีคนอยากช่วย เจ้าครูฝึกบ้านั่นประเมินข้าต่ำไปแล้ว”
.......................