ตอนที่ 98 เกรี้ยวกราด
ในตอนที่เด็กหนุ่มยังไม่หายช็อกและตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมา
" นี่ แกเป็นใคร ทำไมฉันไม่เคยเห็นแกมาก่อนเลย "
ถึงจะมีเสียงเรียกดังขึ้นมา แต่ริวจิก็ไม่ขยับและแสดงถึงการตอบโต้แต่อย่างใด เขายืนนิ่ง เพราะตอนนี้เขาเหมือนกับคนหูดับ เขามึนไปหมดแล้ว เขาจับต้นชนปลายเรื่องทั้งหมดไม่ถูก
เมื่อเห็นท่าทีริวจิเมินเขา ชายหนุ่มผมสีเหลืองทรงโมฮอก ก็ได้เค้นเสียงขึ้นอีกครั้ง
" นี่แก เป็นใบ้รึไง ไม่ได้ยินฉันรึไง "
แต่ริวจิก็ยังนิ่งเหมือนเดิม ทำให้เขาสงสัยว่าริวจิไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แต่ถ้าเป็นคนปกติ ถ้าได้ยินเสียงเรียกดังขนาดนี้ ก็ต้องมีอาการตอบโต้อะไรกลับมาบ้าง เมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ได้มองไปที่เสื้อผ้าของริวจิทันที และพบว่าพวกมันดูใหม่และดูหรูหราเป็นอย่างมาก ทำให้เขาเกิดความโลภขึ้นมา ในยุคมืดนั้นการที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือการอาบน้ำได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ตอนนี้มีคนดูเอ๋อๆ อยู่ต่อหน้าเขา มันเหมือนกับลาภก้อนโต
แต่ไม่นานริวจิก็ดึงสติกลับมาได้ เขามัวแต่คิดถึงความหลังอยู่นานสองนาน ทำให้ไม่ได้สนใจคนรอบข้างนัก และตอนนี้เขาก็ตรวจพบ ชายผมเหลืองทรงโมฮอกเรียบร้อย
จากนั้นเด็กหนุ่มค่อยๆ หันหน้าไปหาชายผมเหลือง และในที่สุดทั้ง 2 คนก็สบตากัน
" นี่แกหลับอยู่รึไง ฉันเรียกแกตั้งนานสองนานละ "
" อ๋อโทษที "
ชายผมเหลืองทรงโมฮอกเขาเหนื่อยที่จะคุยกับริวจิเป็นอย่างมาก มันเหมือนกับคุยกับกำแพง เพราะริวจิตอบกลับมาสั้น ๆ ทั้งที่คำถามไปตั้งหลายครั้ง อย่างน้อยก็ควรมีเหตุผลให้เขาให้มากกว่านี้หน่อย แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่เขาทักทายริวจิก็เพราะเขาต้องการรู้ว่าริวจิเป็นใคร
แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร ริวจิก็เป็นฝ่ายเปิดปากถามก่อนเสียแล้ว
" นายมาจากประเทศไทยสินะ "
ริวจิเขามีสกิล Translate ทำให้เขารู้ว่าภาษาที่ชายผมเหลืองพูดมานั้นคือภาษาอะไร
" โอ้ นี่นายพูดไทยได้คล่องเลยหนิ "
เมื่อเห็นริวจิพูดภาษาไทยได้ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปเหมือนจะเป็นมิตรกับริวจิทันที เขาถามต่อทันที
" แล้วนายมาจากไหน ทำไมเสื้อผ้าของนายมันดูดีจัง "
" เอาแบบนี้เป็นไง ถ้านายตอบคำถามของฉัน ฉันก็จะตอบคำถามของนายเป็นไง "
" ได้ แฟร์ๆดี ไหนลองว่ามาสิ "
จากนั้นริวจิก็ชี้นิ้วไปที่หลุมศพของโจเซฟ พร้อมกับเปิดปากขึ้น
" ใครเป็นคนทำอย่างงั้นเหรอ แล้วของที่อยู่ข้างหน้าศพใครเป็นคนเอาไป "
ชายผมเหลืองทรงโมฮอกเขาได้มือค้ำคางเล็กน้อย เหมือนกำลังใช้ความคิด และไม่นานเขาก็ได้ตอบกลับมา
" เอ่อ เรื่องนั้นฉันก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากเหมือนกันนะ เพราะฉันถูกส่งมาทำหน้าที่มาเป็นยามอยู่แถวนี้เท่านั้นเอง "
เมื่อริวจิได้ฟังเขาก็คาดการณ์ได้คร่าวๆ แล้วว่าชายคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากนัก และเขาก็เตรียมหันหลังกลับไปเพื่อตามหาเบาะแส แต่ตอนนั้นชายหนุ่มผมเหลืองทรงโมฮอก ก็ได้เปิดปากพูดขึ้นอีกครั้ง
" ฉันไม่รู้อะไรมากก็จริง ที่ได้ยินข่าวรางๆมาว่า มีคนเอาดาบและโล่ไปให้คุณจูดี้และพวกเขาก็ได้อาหารตอบแทนมากมายเลยละนะ "
ริวจิถึงกับผงะเมื่อได้ยินว่าดาบและโล่ เขารีบยิงคำถามกลับไปทันที
" นายบอกว่านายถูกส่งมาเป็นยามของที่นี่ใช่มั้ย "
" โอ้ใช่สิ ฉันมีหน้าที่เดินตรวจตรา และตอนนี้มันก็กำลังจะหมดเวรของฉันแล้ว "
" แล้วใครเป็นคนออกคำสั่งทั้งหมดละ "
" โอ้แน่นอนสิ ก็ต้องเป็นคุณจูดี้อยู่แล้วสิ เธอเป็นคนออกคำสั่งให้ขยายอาณาเขต รวมถึงหาอาหารต่างๆ พวกเราถึงมีเนื้อที่มากมายขนาดนี้ยังไงละ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเป็นใคร แต่ฉันเล่าเรื่องของฉันมามากพอละ "
ริวจิไม่พูดอะไรมาก เขาหันหลังให้กับชายหนุ่มพร้อมกับหยิบเนื้อย่างชิ้นละ 2 Coin ออกมาพร้อมกับพูดขึ้นอีกครั้ง
" นายจะเอาเสื้อหรือว่าเอาไอ้นี่ "
ชายผมเหลืองทรงโมฮอกถึงกับอึ้งเมื่ออยู่ดีดีเนื้อย่างกับโผล่ขึ้นมาบนมือของริวจิ มันเหมือนกับเขาเสกมันขึ้นมาได้ เขาถึงกับต้องอุทานขึ้นมาเสียงดังลั่น และรีบหยิบไปที่ก้อนเนื้อทันที โดยไม่สนเสื้อที่ริวจิใส่แม้แต่นิดเดียว แต่ในความจริงแล้ว เสื้อผ้าที่เขาใส่นั้นมันแพงกว่าก้อนเนื้อไม้ละ 2 Coin หลายเท่า
" นายเป็นเทวดารึเปล่า นายเสกมันออกมาอย่างงั้นเหรอ "
เขาพูดพร้อมกับกัดกินก้อนเนื้ออย่างมูมมาม ริวจิอาศัยจังหวะที่เขากำลังกินอยู่นั้น เอาน้ำออกมาพร้อมกับพูด
" อะนี่น้ำ "
" ขอบใจมาก นายนี่ใจดีจริงๆ "
เมื่อเห็นว่าเขากำลังเคลิ้มไปกับอุบายของเขา ริวจิฉวยโอกาสนี้ถามชายผมเหลืองทรงโมฮอกทันที
" ว่าแต่ที่อยู่ของคุณจูดี้นี่อยู่ไหนอย่างงั้นเหรอ นายพอจะรู้บ้างมั้ย "
" โอ้แน่นอนสิ ฉันต้องรู้อยู่แล้ว พวกเขาทั้ง 3 คน อาศัยอยู่ที่นางาตะ ที่พวกเขาพึ่งจะยึดมาได้เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ถึงฉันจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็เถอะ 55555 "
" ห่ะ อะไรนะ นางาตะ "
เขาตกใจเล็กน้อย เพราะที่นั่นคือที่พักของค่ายของทานากะ แต่หลังจากฟังที่ชายผมเหลืองทรงโมฮอกพูดมานั้น ซึ่งริวจิตรวจสอบดูแล้วว่าเขาไม่ได้พูดโกหก ซึ่งแปลมันคือความจริง แต่ริวจิก็เก็บอาการเอาไว้ เพราะถ้าเขาระเบิดอารมณ์ออกมาตอนนี้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมด มันก็จะไร้ความหมาย
" โอ่ใช่สิ นางาตะ แต่ว่าหัวหน้าพวกนั้นโชคดีชะมัด อยู่ดีดีคุณจูดี้ก็ขอให้คุณบัวขาวไว้ชีวิตมันเอาไว้ แต่อย่าถามเหตุผลจากฉันนะ เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน "
ริวจิรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ที่ทานากะยังมีชีวิตอยู่ และเขารู้สึกดีไม่น้อยที่ให้โทชิโอะย้ายมาที่โตเกียวเสียก่อน ไม่อย่างงั้นครอบครัวของเขาไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง
" โอเค ขอบใจมาก "
จากนั้นเขาก็ทิ้งเนื้อให้กับชายผมเหลืองทรงโมฮอกอีก 1 ชิ้น และเมื่อเขาก้มลงไปหยิบเนื้อ ริวจิก็ได้ใช้โอกาสนี้หายไปทันที ทำให้ชายหนุ่มตกใจเป็นอย่างมาก และเขาก็คิดว่าริวจิเป็นเทวดาที่สงสารเขาและมอบพรให้กับเขาโดยแปลงกายมาเป็นเด็กหนุ่มแทน โดยมอบของขวัญให้กับเขาเป็นเนื้อแทน แต่เขาไม่รอให้เสียเวลา ในรีบนำปากไปซัดเนื้ออย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ริวจิก็ออกมาจากบริเวณหลุมศพของโจเซฟ เขาก็ได้ Call หา อายูและมิโกะ เพื่อให้ไปรวมตัวที่เฮลิคอปเตอร์ทันที ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลทั้งที่ยังไม่พบหลุมศพของโจเซฟเลย แต่ริวจิก็บอกว่าจะบอกเหตุผลหลังจากขึ้นไปบนฮอแล้ว ทำให้พวกเธอยินดีและกลับไปแต่โดยดี
ไม่นาน เวลาไม่ถึง 5 นาทีพวกเขาทั้ง 3 ก็กลับขึ้นมาบนฮอ และโทชิโอะผู้เหี่ยวเฉาอยู่คนเดียว เขาก็เบ่งบานขึ้นมา เหมือนกับต้นไม้ถูกรดน้ำ เขาดูสดชื่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะในค่ายนั้นเขามีหน้าที่เป็นครูฝึกให้กับเด็กๆ และมันทำให้เขาชินกับการต้องสื่อสารและพูดคุยอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้หลังๆ มานี้จะมีคนที่ขับฮอเป็นมากขึ้นก็เถอะ แต่ริวจิก็ยังต้องการให้โทชิโอะเป็นคนขับอยู่ดี
จากนั้นริวจิก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้กับทั้ง 3 คนฟังทันทีเมื่อถึงฮอ โทชิโอะเป็นคนแรกที่มีอาการ เพราะถ้าครอบครัวของเขาไม่มาที่โตเกียวตอนนี้พวกเขาอาจจะไม่มีชีวิตรอดมาและเขาจะต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน มิโกะเธอก็รู้สึกไม่ต่างกัน เธอโมโหเป็นอย่างมาก แต่คนที่หนักที่สุดคงจะเป็นอายู เธอแทบอั้นกลิ่นจิตสังหารเอาไว้แทบไม่อยู่ แต่ริวจิก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เขาก็ได้ห้ามทั้ง 2 เอาไว้ทันทีเมื่อพวกเธอมีอาการ
" ไปกันเถอะโทชิโอะ "
" ไปไหนอย่างงั้นเหรอครับ "
" อ่าวถามแปลกๆ ก็ไปนางาตะหนะสิ "
โทชิโอะแปลกใจเล็กน้อยที่เขาต้องการที่จะบุกไปแค่ 4 คน เพราะอีกฝ่ายจะมีมากขนาดไหนก็ไม่รู้ เพราะอาณาเขตที่ขยายมาได้มากถึงขนาดนี้ แค่เวลา 2 อาทิตย์ ถึงแถวนี้จะไม่ค่อยมีคนอยู่แล้วก็เถอะ แต่คนที่สามารถจัดการทานากะที่เป็น Hunter ขั้น 2ได้ พวกเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นคนสั่งของริวจิเขาไม่ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว
เวลาแค่ไม่ถึง 30 นาทีพวกเขาก็ได้มาถึงน่านฟ้าเหนือจากเมืองนางาตะ โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก และเมื่อผู้คนได้สังเกตเห็น เฮลิคอปเตอร์ของพวกริวจิพวกเขาก็ได้ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะมองไกลๆ มันก็ดูเหมือนนกยักแต่เมื่อมองใกล้ๆเข้าไป พวกเขาก็พบว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ และก็ได้มีลูกน้อง 1 คนรีบวิ่งไปรายงานหัวหน้าของพวกเขาทันที
ภายในห้องลานฝึกซ้อม ณ ในเมือง นางาตะ
จูดี้กำลังนั่งอาบแดดอย่างสบายใจ และบัวขาวและแม็กก็กำลังฝึกต่อสู้กันอย่างเมามัน
" คุณแม็กกกกก คุณบัวขาว คุณจูดี้ "
" มี มี มี มีเฮ "
เสียงที่หอบแฮ่กๆ ทำให้พวกเขาฟังไม่ออก ทำให้มันรำคาญและรบกวนจังหวะที่จูดี้กำลังอาบแดด
" สาระแนจริงๆ เข้ามาทำไม "
ได้ยินคำด่าของจูดี้ลูกน้องของเธอก็ได้ซึมไปทันที
" นี่จูดี้เธอพูดแรงไปนะ "
" มีเรื่องอะไรค่อยๆ พูด "
ทั้ง 2 คนเลิกต่อสู้กันและหันไปถามชายหนุ่ม และตอนนี้เขาก็มีเวลาพักหายใจทำให้เขาได้ปะติดปะต่อคำได้ดีมากขึ้น
" มีมี มี เฮลิคอปเตอร์บินอยู่บนเหนือเมืองของเราครับ "
หลังจากแม็กได้ยินที่ชายหนุ่มพูดออกมา ทำให้เขาเผยรอยยิ้มขึ้นมา
" จริงมั้ย นายพูดคือเรื่องจริงใช่มั้ย "
" จริงแน่นอนสิครับ "
แต่บัวขาวเขานั้นกลับมีอาการที่แตกต่างออกไป เขารู้สึกจากลางสังหรณ์ของเขาว่า สิ่งนั้นมันอันตรายเป็นอย่างมาก และได้กล่าวเตือนทั้ง 2 ทันที
จากนั้นจูดี้ก็ได้พูดขึ้นก่อนที่จะใส่เสื้อผ้า
" งั้นเราไปดูกันเถอะ "
ทางด้านของริวจิ
" เอาเครื่องลงได้เลยโทชิโอะ "
โทชิโอะตกใจเล็กน้อยที่ริวจิให้เขาจอดภายในค่ายของศัตรู แต่ที่เขาทำได้ก็คือถามริวจิเพื่อความแน่ใจ
" เอาจริงอย่างงั้นเหรอครับ "
ริวจิก็ได้ตอบโต้มาโดยพยักหน้าตามเดิม
เมื่อเฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ ร่อนลงมาจอดลงบนพื้น มันก็ได้เกิดลมพร้อมกับเกิดเสียงดังลั่นทุ่งไปทั่ว แต่ผู้คนไม่ได้สนใจพวกเขาล้วนแต่รอดูว่าคนที่ออกมานั้น จะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกันแน่