เล่มที่ 1 บทที่ 38 กลับที่ตั้ง
เบาจนแทบไม่มีเสียง ดาบตัดฟ้าพลันถูกชักออก ประกายสังหารพุ่งแหวกผ่าอากาศแต่แผ่วเบายิ่งจนไม่อาจค้นหาร่องรอย ฉีเจี้ยนเค่อปานจับดาบที่มองไม่เห็นทิ่มปราดไปอย่างไร้ทิศทาง แต่กลับจู่โจมตอบโต้ห่วงพยัคฆ์อัคคีที่ถูกเหลาชิงหู่เร่งเร้าจนเร่าร้อนฟาดทำลายมา เพียงพริบตาฟาดออกมาเจ็ดครั้งซ้อน เปรี้ยง !เปรี้ยง !เปรี้ยง !เปรี้ยง !เปรี้ยง !เปรี้ยง !เปรี้ยง !เห็นเพียงประกายไฟที่เกิดขึ้น หวิ๋นเซิงสุ๋ย โจวไฮว่ จงชิงยวีและหนีหลุยวีที่อยู่ในระยะใกล้ที่สุดถึงกลับยืนอ้าปากค้าง ที่อ้ากว้างที่สุดย่อมไม่มีใครเกินหวิ๋นเซิงสุ๋ย เพียงคนขายน้ำเต้าหู้ยังร้ายกาจปานนี้ ไฉนไม่มีผู้ใดตักเตือนมัน หวิ๋นเซิงสุ๋ยถึงกลับนึกอยากกระชากหนวดร้ายเรียวแหลมอีกแถบของเขาออก หากชายชราต้องการ ทุกท่วงท่าของเหลาชิงหู่ดุร้าย สองดวงตาสาดประกายสยบขวัญคู่ต่อสู้ แตกต่างจากเมื่อครู่ที่ก่อนชักห่วงคู่สองสัณฐานออกมามากมายนัก ผ่านพ้นไปเจ็ดกระบวนท่าเหลาชิงหู่ค้นพบช่องว่างมากมายรอบตัวฉีเจี้ยนเค่อ แต่เมื่อฟาดห่วงพยัคฆ์อัคคีในมือออกช่องว่างนั้นกลับอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยประกายดาบที่ดาษดื่นไปทั่ว พริบตาที่เขาเพ่งประกายดาบ พลันร่างของฉีเจี้ยนเค่อก็เคลื่อนวูบวาบขึ้นมา ท่าร่างเคลื่อนไหวที่ถูกใช้ออกคือเจ็ดอัสนีบาทหกบาทาเหินที่ไม่แพ้วิชาตัวเบาแปดเซียนจรวิถีของมหาอาศรมหยั่งฟ้าแม้แต่น้อย ต่างกันเพียงแปดเซียนจรวิถีเคลื่อนไหวกลมกลืนไหลลื่นเป็นวงกลม แต่เจ็ดอัสนีบาทหกบาทาเหินเน้นเคลื่อนย้ายว่องไวปานสายฟ้าไปในจุดทิศทางต่างกัน เหลาชิงหู่รู้สึกว่าเงาร่างฉีเจี้ยนเค่อครอบคลุมไปทั่วสี่ทิศแปดทาง มิทราบอันใดคือร่างจริงร่างลวง ย่อมมิทราบดาบของเขาจะพุ่งมาจากทิศทางใด พลันรอบกายเหลาชิงหู่เกิดประกายสังหารเจ็ดจุดซัดพุ่งเข้ามา ถึงกลับไร้เสียงไร้ร่องรอยให้เห็น สัมผัสได้เพียงจิตสังหารที่แผ่พุ่งใกล้ร่างเข้ามาอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที ขณะที่ลมหายใจเริ่มติดขัด เหลาชิงหู่คล้ายดั่งถูกเข็มยักษ์เจ็ดเล่มที่ตอกกระทุ้งใส่หัวใจ ทันใดในห้วงความตาย รอบกายเขาพลันบังเกิดประกายสีฟ้าอ่อนถูกควงเป็นวงกลมสีฟ้าร่อนร่ายไปรอบทิศทางที่ประกายสังหารซัดพุ่งเข้ามา เป็นห่วงวารีหงสาที่ปลดปล่อยความเย็นยะเยียบปัดป้องคลี่คลายช่วยชีวิตเขาได้ทันท่วงที หวิ๋นเซิงสุ๋ย และองครักษ์ทั้งสามแทบโห่ร้องออกมาด้วยความโล่งใจ ราชครูใหญ่แห่งวังฟ้าบาดาลไหนเลยถูกทำร้ายได้ง่ายดาย แต่โล่งใจได้เพียงไม่ถึงชั่วอึดใจ ประกายดาบของฉีเจี้ยนเค่อ ดั่งอัสนีบาตฟาดฟ้าที่ล่องหนไร้ร่องรอยฟันใส่ห่วงสีฟ้าที่เหลาชิงหู่หมุนควงนับครั้งไม่ถ้วน พริบตาประกายดาบที่แปลบปลาบรวมศูนย์พุ่งกระแทกใส่เล็กๆจุดเดียวที่ร่อนร่ายเป็นสีฟ้ารอบกายของเหลาชิงหู่ เสียง ปง สะท้อนขึ้นเบาๆ เปลี๊ยะ! พลันหวิ๋นเซิงสุ๋ยได้ยินเสียงปริแตกของอาวุธ ดังเปลี๊ยะ! ขึ้น ร่างวูบวาบของฉีเจี้ยนเค่อก็หายไป ประกายดาบที่แปลบปลาบก็คลี่คลายหายไป ท่าร่างวิชาเจ็ดอัสนีบาทหกบาทาเหินถูกรั้งกลับไป ร่างฉีเจี้ยนเค่อปรากฎเด่นชัดขึ้น กลับหยุดนิ่งเหยียบย่ำเท้าอยู่ยังจุดเดิมกลับสู่ความเย็นชาเฉื่อยเฉยไม่สนใจผู้ใด ดาบตัดฟ้าในมือคล้ายยังไม่หนำใจที่ยังไม่ได้สัมผัสโลหิตถูกเลื่อนเก็บอย่างช้าๆ เสียงย่ำเท้าทึบเดินกลับไปยังเพิงขายน้ำเต้าหู้ แขวนฝักดาบที่เดิม กลับไปเป็นชายชราที่ใช้หินบดถั่วเหลืองให้น้ำเต้าหู้ไหลออกมาที่ละน้อยๆ คล้ายไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ถังเอินยิ้มหราให้สามีของนาง แม้สามีของนางจะชราท่าทีเย็นชาแลกระด้างในสายตาผู้อื่น แต่เวลานี้ชีวิตของนางไม่มีผู้ใดสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าเขา เหลาชิงหู่มองดูห่วงวารีหงสาที่มีจุดปริแตกจนเสียหายไม่สามารถใช้การได้อีก เขาตระหนกจนนิ่งเงียบไป จุดปริแตกนี้ไม่เพียงทำลายห่วงวารีหงสานี้ ยังทำลายความเชื่อมั่นของคนวังฟ้าบาดาลทุกคนที่อยู่ที่นี้ที่จะขยายอาณาบริเวณของแดนพรายฟ้าบาดาลออกสู่โลกภายนอก " ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ยั้งมือไว้ไมตรี เหลาชิงหู่จะจดจำตราบนานเท่านาน " เหลาชิงหู่กล่าวเสียงหนักแน่นก่อนจะล่าถอยออกไป สุดท้ายสภาพแทบไม่ต่างจากศาลเจ้าร้างเมื่อตอนกลางวันนัก เหงื่อตกใบหน้าซีดเซียวขวัญหนีดีฟ่อเพียงครั้งนี้เพิ่มเติมให้ครบถ้วนขบวนความยิ่งขึ้น ก่อนทั้งขบวนจะลนลานออกจากเพิงขายน้ำเต้าหู้ไป เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ถึงกลับเป็นต้นเหตุให้วังฟ้าบาดาลชะลอการขยายอาณาบริเวณของแดนพรายฟ้าบาดาลออกไปอีกห้าปี ส่วนหวิ๋นเซิงสุ๋ยไม่เข้าใกล้ขอทานและคนขายน้ำเต้าหู้ไปอีกหลายสิบปี เมื่อทุกคนจากไป ในวันต่อไปมาฉีเจี้ยนเค่อ ถังเอิน และเพิงขายน้ำเต้าหู้ที่เคยตั้งอยู่เส้นทางออกประตูเมืองทางทิศตะวันตกก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย... ......................................... ขณะที่ขบวนของหวิ๋นเซิงสุ๋ยกำลังเดินทางกลับไปยังแดนพรายฟ้าบาดาล ที่ห่างออกไปข้างหน้าปรากฏร่างคนสองคนเดินเคียงคู่กันมา คนที่อยู่ทางขวาเป็นบัณฑิตร่างอ้วนท้วมผู้หนึ่งรูปลักษณ์ดั่งพระสังกัจจายน์มีรอยยิ้มพิมพ์ใจข้างหลังที่มันเดินผ่านปรากฏรอยยิ้มตกเรี่ยราดไปทั่ว ที่เดินคู่กันทางซ้ายเป็นชายร่างผอมสูงวัยกลางคนผู้หนึ่งไม่มีอันใดให้สะดุดตา เมื่อทั้งสองเดินผ่านขบวนของหวิ๋นเซิงสุ๋ย บัณฑิตร่างท้วมหันยิ้มให้เขา หวิ๋นเซิงสุ๋ยจึงยิ้มตอบกลับไป หากเขาไม่โกนหนวดออกอีกข้าง เขาคงคิดว่าบัณฑิตร่างท้วมนั้นยิ้มให้หนวดแหว่งของเขาแล้ว หากหวิ๋นเซิงสุ๋ยรู้ว่าบัณฑิตร่างท้วมยิ้มแย้มปานพระสังกัจจายน์ผู้นี้เป็นใครคงไม่กล้ายิ้มแย้มให้มันแล้ว คนผู้นี้เห็นขอทานยังปล้นขอทาน เห็นหลวงจีนยังขอบิณฑบาต เห็นภูติผียังขอส่วนบุญจากภูติผีกลับเป็นหนึ่งในสี่อสูรของหนึ่งหลวงจีน สองมาร สามเซียน สี่อสูร มีฉายาว่า "อสูรหมื่นยิ้ม" เนื่องจากอสูรหมื่นยิ้มผู้นี้ก่อศัตรูไว้มากมาย สุดท้ายจึงมาสวามิภักดิ์ต่อพรรคเหนือหล้าเมื่อ 5 ปีก่อน เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเทวทูตขวาของพรรคเหนือหล้าแทนมารหน้าขาวที่ไม่สามารถเสาะหาไข่มุกมังกรให้จักรพรรดิเหนือหล้าภายใน 5 ปีได้ สุดท้ายต้องไปเป็นทาสมารขาวในตำหนักเทวทูตซ้ายของมารหน้าเขียวแทน ชายร่างผอมสูงวัยกลางคนที่เดินคู่กันมาคือเฑวทูตซ้ายหรือมารหน้าเขียวที่ปลอมแปลงโฉมหน้า ขณะทั้งสองกำลังสืบเสาะหาไข่มุกมังกรที่มณฑลใหญ่อุดร และชายแดนของแดนฟ้าพรายวังบาดาล ทั้งสองต่างได้รับข่าวจากไก่บินของจักรพรรดิเหนือหล้าเรียกตัวพวกมันกลับฐานลับของพรรคเหนือหล้าที่มณฑลใหญ่ประจิม " เหตุใดจักรพรรดิเหนือหล้าเรียกตัวเรากลับกระทันหัน " เป็นเสียงเปี่ยมรอยยิ้มของเทวทูตขวาถามขึ้น " ข้าคาดว่าน่าจะเกี่ยวกับงานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมที่จะจัดในสองเดือนข้างหน้านี้ " เทวทูตซ้ายตอบ ความจริงเขาบังเอิญพบเจอเทวทูตขวาในระหว่างทาง ความจริงเขาไม่เคยกลัวผู้ใดเพียงกลัวคนที่ยิ้มตลอดเวลาเช่นอสูรหมื่นยิ้มผู้นี้ " หึ เกี่ยวข้องอันใด หรือมารร้ายเช่นพวกเราก็สามารถร่วมประลองได้ " เทวทูตขวายิ้มถามขึ้น เทวทูตซ้ายมารหน้าเขียวครุ่นคิด ' งานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมมิใช่งานประลองแข่งยิ้ม เขาย่อมไม่เชิญคนหน้ายิ้มเช่นเจ้า ' แต่ตอบเทวทูตขวาไปว่า" เรื่องนี้ไม่อาจรู้ได้ เพียงทราบข่าวว่ามีคนของพรรคเราแทรกซึมอยู่ในมหาอาศรมหยั่งฟ้าได้แล้ว " " หึๆ เช่นนั้นคัมภีร์ย้อนสวรรค์อีกครึ่งเล่มที่จักรพรรดิเหนือหล้าต้องการก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว" เทวทูตขวาส่งรอยยิ้มยิ่งขึ้น ดวงตาเทวทูตซ้ายทอประกายพิสดารขึ้นเช่นกัน " ใช่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว " รอยยิ้มปรากฏเทวทูตขวากล่าวว่า " ท่านมิใช่บอกว่าจักรพรรดิเหนือหล้าให้ท่านไปนิกายพิษอสูรก่อนเพื่อไปรับพิษย้อนสวรรค์ " รอยยิ้มยังคงปรากฏเทวทูตขวากล่าวต่อไปว่า" หรือนางจะใช้กับผู้ใด เนื่องจากพิษชนิดนี้ความจริงมิใช่พิษ จึงไร้สีไร้กลิ่น ยอดฝีมือที่พลังฝึกปรือสูงส่งจึงถูกพิษนี้โดยไร้ร่องรอยให้สืบสาว เมื่ออาการกำเริบจึงรู้ว่าตนเองถูกพิษย้อนสวรรค์แล้ว " เทวทูตซ้ายฟังเขาพูดนึกในใจเบาๆ' หากเจ้าถูกพิษย้อนสวรรค์นี้เข้าไป ข้าอยากรู้เจ้ายังจะยิ้มออกเช่นนี้หรือไม่ ' ปากกล่าวตอบว่า" ในมณฑลใหญ่ประจิมมีเพียงไม่มีกี่คนที่คู่ควรจะถูกพิษนี้เล่นงาน เพียงแต่พิษชนิดนี้ กลับมีเพียงนิกายพิษอสูรที่มีคัมภีร์ย้อนสวรรค์ครึ่งเล่มจึงมีพิษนี้ไว้ในครอบครอง "พลันนึกเรื่องอันใดขึ้น จึงกล่าวต่อว่า"หรือท่านเร่งให้ข้าไปยังนิกายพิษอสูร เพราะเจตนาจะล่วงหน้าเดินทางเพียงลำพัง " เทวทูตขวาหัวเราะยิ้มหรา"หากท่านคิดเช่นนั้น ก็คงเป็นเช่นนั้นแล้ว ฮ่าฮ่า " เทวทูตซ้ายก็เช่นกันไหนเลยปรารถนาร่วมทางกับมารที่ฆ่าคนด้วยรอยยิ้มเช่นนี้"เช่นนั้น พวกเราก็แยกทางกันที่ตรงนี้ "เขามองหน้าเทวทูตขวาที่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มก่อนทะยานร่างหายไป หลังเทวทูตซ้ายจากไป " หึ มารหน้าเขียวเจ้าอย่านึกว่าข้าไม่รู้เจ้าคิดเช่นไรอยู่ ? "เทวทูตขวาแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ร่างอ้วนท้วมสะกิดเท้าลอยตัวขึ้น ก่อนร่างจะหายไปราวหมอกควัน.....................................